
SHORT CUT
ถอด 6 ความลับใต้เสื้อโค้ทชาแนล ที่ทำให้ The Devil Wears Prada ภาคแรกกลายเป็นหนังที่ครองใจใครหลายคน พร้อมอุ่นเครื่องก่อนไปรับชม The Devil Wears Prada 2
หลังจากปล่อยให้แฟนๆ รอคอยนานถึง 20 ปีเต็ม ในที่สุดสมรภูมิแห่งแฟชั่นก็เปิดม่านอีกครั้งใน The Devil Wears Prada 2 ที่จะเข้าฉายในโรงภาพยนต์วันที่ 30 เมษายนนี้
ก่อนจะกลับไปเสพความหรูหราของรันเวย์ที่เต็มไปด้วยแฟชั่น และสงครามประสาทครั้งใหม่ในยุคดิจิทัล ลองมาอุ่นเครื่องกันว่าเราจะได้เห็นอะไรในภาคนี้ พร้อมพาย้อนถอดรหัสว่าทำไมภาพยนต์ภาคแรกเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ถึงไม่ได้เป็นแค่หนังแฟชั่น แต่กลายเป็นหนังที่วิพากษ์สังคมที่ซ่อนความลึกซึ้งไว้หลากลายมิติ
อุ่นเครื่องก่อนรันเวย์เปิด สิ่งที่เราจะได้เห็นในซีซัน 2
นอกจากแฟชั่นที่เราจะได้เห็นในซีซันใหม่แน่ๆ ยังมีอะไรใหม่ๆ อีกหลายอย่างที่หนังเรื่องนี้จะพาไปชม เพราะในการกลับมาครั้งนี้ไม่ได้มาเพื่อขายความทรงจำเก่าๆ แต่เป็นการพลิกขั้วอำนาจในวันที่โลกหมุนไปข้างหน้า
จุดจบของสิ่งพิมพ์ และการดิ้นรนของมิแรนด้า ในขณะที่โลกหมุนไปด้วยดิจิทัลคอนเทนต์ นิตยสาร Runway ที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ก็อยู่ในจุดที่ระส่ำระส่าย มิแรนด้า ต้องเผชิญกับวิกฤตสื่อสิ่งพิมพ์ที่กำลังจะตาย และการที่ต้องเผชิญหน้ากับตัวละครอย่าง ‘เอมิลี่’ อดีตผู้ช่วยเบอร์หนึ่ง ที่ปัจจุบันเป็นผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มธุรกิจแบรนด์หรู ผู้กุมชะตางบโฆษณาทั้งหมดเอาไว้
การแก้แค้นของผู้ช่วยเบอร์หนึ่ง เมื่ออำนาจต่อรองตกไปอยู่ที่ ‘เอมิลี่’ อดีตผู้ช่วยเบอร์หนึ่งก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารกลุ่มแบรนด์หรูยักษ์ใหญ่ เราอาจจะได้เห็นการเอาคืนที่เจ็บแสบของอดีตผู้ช่วยเบอร์หนึ่งของมิแรนด้า
แอนดี้ แซกส์ ในเวอร์ชั่นที่ปังกว่าเดิม ในการกลับมาครั้งนี้ แอนดี้ ไม่ได้มาในฐานะเด็กจบใหม่ที่ไร้ประสบการณ์ แต่เป็นการหวนคืนรันเวย์ในฐานะบรรณาธิการผู้มากประสบการณ์ที่จะกลายเป็นสะพานเชื่อมระหว่างยุคสิ่งพิมพ์และโลกดิจิทัล
ถอดรหัสใต้เสื้อโค้ทชาแนล 6 มุมมอง ที่ทำให้ภาคแรกเป็นตำนาน
ก่อนจะไปต่อกันในภาคใหม่ เหตุผลที่ The Devil Wears Prada กลายเป็นหนังที่สร้างทำนานและครองใจใครหลายๆ คนได้นานนับทศวรรษ ไม่ใช่เพียงแค่แฟชั่นสวยๆ ในเรื่องหรือการได้นักแสดงมากฝีมือมาเล่นเพียงอย่างเดียว แต่ยังซ่อนความตลกร้ายและความเป็นจริงในโลกของการทำงานภายใต้เสื้อโค้ทชาแนลได้อย่างแนบเนียน
ระบบทุนนิยมที่ตบหน้าเราฉาดใหญ่
“Cerulean Blue” วลีในตำนานอันโด่งดังของมิรันด้า ไม่ได้เป็นเพียงบทเรียนประวัติศาสตร์แฟชั่น แต่มันคือการวิพากษ์ระบบทุนนิยมขั้นสุดยอด ที่ ‘แอนดี้’ เชื่อสุดใจว่าตัวเองมีอิสระในการเลือกเสื้อผ้าในกองลดราคา แต่กลับถูกตอกหน้าให้ตื่นว่า แท้จริงแล้วมันถูกกำหนดทิศทางและผลักดันผ่านเม็ดเงินมหาศาลบนยอดพีระมิดไว้แล้ว เป็นฉากที่สะท้อนให้เห็นว่าโลกทุนยมที่เราคิดว่าเป็นทางเลือกที่อิสระ แท้จริงกลับถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าเอาไว้แล้ว
“เด็กสาวนับล้านยอมตายเพื่อให้ได้งานนี้”
ประโยคสุดคลาสสิกที่กลายเป็นไอคอนนิกของเรื่องนี้อย่าง "A million girls would kill for this job" (เด็กสาวนับล้านยอมตายเพื่อให้ได้งานนี้) ข้ออ้างอันชอบธรรมที่ระบใช้เพื่อหล่อเลี้ยงวัฒนธรรมการทำงานสุด Toxic ภาพยนต์ที่ทำให้เราได้เห็นกลไกขององค์กรที่ใช้ความฝันและสิทธิพิเศษมาเป็นเครื่องมือในการกดขี่พนักงานให้ทำงานล่วงเวลา ถูกเจ้านายด่าทอ และสละเวลาส่วนตัว กลายเป็นบททดสอบที่ต้องก้มหน้ายอมรับ และหากปริปากบ่นก็จะกลายเป็นคนอ่อนแอที่ไม่คู่ควร เพราะ “คนนับล้านยอมตายเพื่อให้ได้งานนี้”
.
‘นางมารร้าย’ หรือ ‘บอสตัวแม่’ ?
ภาพยนต์ที่ซ่อนอคติทางเพศไว้อย่างแนบเนียน เมื่อการบริหารงานแบบเด็ดขาด เย็นชา และไร้ความปรานีของมิแรนด้า หากตกอยู่กับซีอีโอชาย เขาจะถูกยกย่องว่าเป็นผู้นำที่เด็ดเดี่ยว แต่เมื่อเป็นผู้หญิง เธอถูกตราหน้าว่าเป็น 'นางมารร้าย' กลายเป็นการตั้งคำถามว่า สังคมอนุญาตให้ผู้หญิงมีอำนาจได้มากแค่ไหนโดยไม่ถูกเกลียดชัง?
แฟนหนุ่มแสนดี หรือ Red Flag?
‘เนต’ แฟนหนุ่มของแอนดี้ สรุปแล้วเขาคือพ่อหนุ่มแสนดีที่ถูกแฟนบ้างานละเลย หรือเป็นตัวแทนของสังคมที่ยังรับมือกับผู้หญิงทะเยอทะยานไม่ค่อยเก่งกันแน่? เมื่อแอนดี้เริ่มเติบโตในหน้าที่การงาน เขากลับโหยหาแอนดี้คนเดิมที่เขาคุ้นเคย มากกว่าจะตื่นเต้นไปกับการเติบโตของเธอ ในขณะที่ตัวเองทุ่มเทให้งานเชฟจนเลิกดึกได้ แต่มักจะตั้งคำถามและทำให้เธอต้องแอบรู้สึกผิดเมื่อเธอทุ่มเทให้กับโลกแฟชั่น
แฟชั่นไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่คือใบเบิกทางเข้าสังคม
การจับแอนดี้มาใส่รองเท้าส้นสูง เปลี่ยนจากสเวตเตอร์เป็นเสื้อหนัง ไม่ใช่แค่การ Makeover เปลี่ยนลุคที่ฉาบฉวย แต่เปรียบเสมือน ‘พิธีกรรมการรับเข้ากลุ่ม’ แฟชั่นในเรื่องนี้ทำหน้าที่แบ่งชนชั้นกันเห็นๆ เสื้อผ้าแบรนด์เนมไม่ได้ใส่เพื่อความสวยอย่างเดียว แต่มันคือเกราะกำบังและใบเบิกทางที่ประกาศว่า “ฉันเป็นพวกเดียวกับเธอแล้วนะ”
น้ำพุที่ปารีส กับการทวงคืนจิตวิญญาณ
ฉากหลังๆ ในภาพยนต์เราจะเริ่มเห็นการทำงานของแอนดี้ที่เริ่มเข้าขาได้เป๊ะกับมิแรนด้า ยิ่งทำให้เธอโดนกลืนความเป็นตัวเองมากไปเท่านั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอไม่ได้แค่เปลี่ยนสไตล์การแต่งตัว หรือแค่เรียนรู้วิธีเอาตัวรอดในออฟฟิศ แต่เธอกำลังถูกระบบนี้ ‘กลืนกินจิตวิญญาณ’ ไปต่างหาก การตัดสินใจโยนโทรศัพท์มือถือทิ้งลงในน้ำพุที่กรุงปารีส จึงเป็นชัยชนะทางจิตวิทยาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มันคือการปฏิเสธโครงสร้างอำนาจ และเลือกที่จะเดินหันหลังกลับไปสู่ตัวตนที่เธอเคารพตัวเองได้อีกครั้ง
The Devil Wears Prada ไม่ได้เป็นมากกว่าภาพยนต์ที่ให้เราได้มองแฟชั่นสวยๆ แต่เหมือนกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนโลกการทำงาน ระบบทุนนิยม และการต่อสู้เพื่อจุดยืนของผู้หญิงในสังคมได้อย่างเจ็บแสบและคลาสสิกเหนือกาลเวลา
การกลับมาของรันเวย์ในซีซัน 2 นี้ จึงน่าจับตามองอย่างยิ่งว่า ท่ามกลางสมรภูมิยุคดิจิทัลที่พลิกผันไวราวกับพายุ การสลับขั้วอำนาจ และบททดสอบครั้งใหม่ ตัวละครระดับตำนานเหล่านี้จะงัดไม้ตายอะไรมาฟาดฟันกัน
เตรียมหยิบรองเท้าส้นสูงคู่เก่ง สูดหายใจลึกๆ แล้วไปหาคำตอบพร้อมกันใน The Devil Wears Prada 2 รันเวย์นี้เปิดม่านให้เดินสับพร้อมกัน 30 เมษายนนี้ ในโรงภาพยนตร์!