
SHORT CUT
Gen Z สหรัฐฯ แห่ทำ ‘Tanmaxxing’ อาบแดด–ใช้เครื่องอบผิวให้แทนสุดขีด ผู้เชี่ยวชาญเตือนเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง
คนรุ่น Gen Z ในสหรัฐฯ แห่อาบแดดจนผิวแทนจัดตามกระแส Tanmaxxing สร้างความกังวลให้ผู้เชี่ยวชาญที่เตือนว่าเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง
กระแสที่เรียกว่า ‘Tanmaxxing’ หรือการทำให้ผิวแทนขึ้นอย่างสุดโต่ง กำลังได้รับความนิยมในหมู่กลุ่มคนรุ่น Gen Z ทั่วสหรัฐฯ สร้างความเป็นกังวลให้กับผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง หลังจากเทรนด์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์และบางส่วนแนะนำวิธีการอาบแดดเป็นเวลานาน การใช้เครื่องอบผิวหรือแม้กระทั่งหลีกเลี่ยงการใช้ครีมกันแดด
นิตยสาร Forbes รายงานว่า กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ด้านการอาบแดด (Tanfluencers) บนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok และ Instagram กำลังแชร์เทคนิคการทำให้ผิวแทน เช่น การเลือกวันที่มีค่าดัชนีรังสี UV สูงเพื่ออาบแดดเป็นเวลานาน และบางรายถึงขั้นแนะนำให้ไม่ทาครีมกันแดด โดยอ้างว่าผิวสีแทนเข้มช่วยให้รูปร่างดูมีกล้ามเนื้อชัดเจนขึ้น สีผิวดูสม่ำเสมอ และเพิ่มความน่าดึงดูดโดยรวม
ปรากฎการณ์นี้ป็นส่วนหนึ่งของกระแส Tanmaxxing ที่มุ่งเน้นการทำให้สีผิวเข้มขึ้นให้มากที่สุด โดยคำว่า Tanmaxxing เป็นศัพท์ที่เพิ่งบัญญัติขึ้นใหม่ ต่อยอดมาจากวัฒนธรรม maxxing บนออนไลน์ที่หมายถึงการพยายามเพิ่มประสิทธิภาพหรือผลลัพธ์บางอย่างให้ถึงขีดสุด กระแสนี้ยังถูกเรียกในชื่ออื่น ๆ เช่น UV maxxing, Bronzer maxxing และSun maxxing ด้วย
บน TikTok มีผู้ใช้งานจำนวนมากโพสต์ภาพผิวแทนหรือแบ่งปันเคล็ดลับ ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนอาบแดดผ่านแฮชแท็ก #TanTok โดยบางรายระบุว่า การได้รับแสงแดดเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้ได้ผิวสีแทนตามต้องการ
กระแสความนิยมการอาบแดดนี้ มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับมาตรฐานความงามที่มีมายาวนานในสังคมตะวันตก ต่างจากในเกาหลีที่นิยมผิวขาว ในตะวันตกผู้คนมักมองว่าผิวสีแทนเป็นสัญลักษณ์ของสุขภาพที่ดี ผิวขาวมักเกี่ยวข้องกับผู้ที่ใช้เวลานอกบ้านน้อยและใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้านเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ผิวสีแทนบ่งบอกถึงภาพลักษณ์ของคนที่มีสุขภาพดี สามารถไปเที่ยวพักผ่อนและสนุกกับการใช้ชีวิตกลางแจ้งได้
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังแสดงความกังวลเกี่ยวกับเทรนด์นี้ โดยระบุว่า การอาบแดดทำให้เกิดความเสียหายต่อผิว แม้จะถูกนำเสนอในโซเชียลมีเดียเหมือนเป็นพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพก็ตาม เนื่องจากรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคมะเร็งผิวหนัง และมะเร็งผิวหนังถือเป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบได้บ่อยในสหรัฐฯ
ข้อมูลจากมูลนิธิมะเร็งผิวหนังประเมินว่า ราว 1 ใน 5 คนอเมริกันอาจได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ภายในอายุ 70 ปี
ดร.เชอรีน เทย์มัวร์ (Dr. Sherene Taymour) แพทย์ผิวหนัง ยังแสดงความกังวลว่า เนื้อหาเกี่ยวกับการอาบแดดในโซเชียลมีเดียถูกนำเสนอในลักษณะคล้ายกับขั้นตอนการดูแลผิว แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าผิวหนังกำลังถูกทำลาย โดยผิวจะตอบสนองด้วยการสร้างเม็ดสีมากขึ้นเพื่อพยายามป้องกันตัวเอง พร้อมเตือนว่า แม้คนรุ่น Gen Z จะเข้าถึงข้อมูลด้านสกินแคร์ผ่านสื่อออนไลนได้ง่าย แต่ข้อมูลที่ผิดก็แพร่กระจายได้รวดเร็วเช่นกัน
นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ชี้ว่าการใช้เครื่องอบผิวเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง ชนิดเมลาโนมา (Melanoma) มะเร็งผิวหนังชนิดที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์สร้างเม็ดสีอย่างมีนัยสำคัญ
ผลการศึกษาที่วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้เครื่องอบผิวให้เป็นสีแทนกับการเกิดมะเร็ง ชนิดเมลาโนมาของทีมวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์นในปี 2025 ซึ่งเปรียบเทียบผู้ป่วย 2,932 รายที่เคยใช้เครื่องอบผิวให้เป็นสีแทน และผู้ป่วย 2,925 รายที่ไม่เคยใช้เครื่องดังกล่าว จากผู้ป่วยทั้งหมด 32,315 รายที่ได้รับการรักษาในแผนกผิวหนังของโรงพยาบาลแพทย์แห่งนี้ พบว่าผู้ที่เคยใช้เครื่องอบผิวมีอัตราการวินิจฉัยมะเร็งเมลาโนมา 5.1% เมื่อเทียบกับ 2.1% ในกลุ่มที่ไม่เคยใช้
ศาสตราจารย์เพดราม เกรามี (Pedram Gerami) หัวหน้าทีมวิจัยดังกล่าว ระบุว่า อย่างน้อยที่สุด การใช้เครื่องอบผิวควรเป็นสิ่งผิดกฎหมายสำหรับผู้เยาว์ พร้อมเสริมว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่เริ่มอาบแดดตั้งแต่อายุยังน้อย และเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ก็มักจะเสียใจกับทางเลือกนั้น
นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการระบุคำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงของการใช้เครื่องอบผิว เช่นเดียวกับบุหรี่ที่มีคำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อมะเร็งปอด เนื่องจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดให้รังสี UV จากเครื่องอบผิวเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่มที่ 1ในระดับเดียวกับการสูบบุหรี่และแร่ใยหิน
ที่มา: The Asia Business Daily