
SHORT CUT
ในช่วงเวลานี้ ไม่มีซีรีส์ใดร้อนแรงเท่ากับ 'ทนายปีศาจ' (The Evil Lawyer) บน Netflix อีกแล้ว ซีรีส์ ที่ชวนตั้งคำถามถึงกระบวนการยุติธรรมไทยที่บิดเบี้ยว เมื่อกฎหมายกลายเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจสร้างปีศาจ อย่างนั้นจริงๆใช่ไหม ?
สิ่งที่ถูกกฎหมาย ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นถูกต้องเสมอไป , แล้วความจริงเปลี่ยนแปลงโลกได้แค่ไหน ? ในสังคมที่เราเติบโตกันมา เรามักถูกสอนให้เชื่อมั่นว่า 'ความจริงคือสิ่งไม่ตาย' และหลักฐานที่ชัดจะนำพามาซึ่งความยุติธรรมอันเที่ยงแท้
แต่ในบริบทของสังคมที่ความเหลื่อมล้ำแทรกซึมอยู่ในทุกขั้นทุกตอนของโครงสร้างอำนาจ ความจริงอาจเป็นเพียงแค่ไพ่ใบหนึ่งบนกระดานที่ถูกควบคุมโดยผู้คุมกฎ
และนั่นคือสิ่งที่นำพาเราไปสู่การสำรวจวาทกรรมทางสังคม นั่นคือ ซีรีส์เรื่อง 'ทนายปีศาจ' (The Evil Lawyer) ซีรีส์ Courtroom Drama ของไทยที่สตรีมบนแพลตฟอร์ม Netflix ที่เปิดแผลให้เห็นแบบจะๆ เห็นรอยปริโครงสร้างความยุติธรรม
"ทนายปีศาจ" นำเสนอเรื่องราวการฟาดฟันกันในห้องพิจารณาคดี ผ่านผลงานการพัฒนาบทและค้นคว้าข้อมูลอย่างหนักหน่วงยาวนานถึง 6-7 ปี โดยทีมงานได้ลงลึกถึงรายละเอียดด้วยการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายตัวจริง ทั้งทนายความ อัยการ ผู้พิพากษา และศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ทำให้บทละครมีความสมจริงในระดับที่ซีรีส์แนวกฎหมายของไทยน้อยเรื่องจะทำได้ ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้เล่าเพียงแค่การสืบสวนหาคนถูกหรือคนผิดตามขนบละครทั่วไป แต่เป็นการชำแหละระบบยุติธรรมไทยที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ การเอื้อผลประโยชน์ และการใช้อำนาจนอกระบบ โดยเล่าผ่านสองตัวละครหลักที่มีจุดยืนและมุมมองต่อความยุติธรรมที่แตกต่างกันคนละขั้นเลย
ตัวละคร ทนายจิตตรี (รับบทโดย รฐา โพธิ์งาม) คือ 'ทนายปีศาจ' เธอคือตัวแทนของเส้นทางสีเทาเข้ม ผู้ซึ่งพร้อมจะงัดทุกเล่ห์เหลี่ยม ใช้ทุกช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อคว้าชัยชนะในศาลมาให้จงได้ ไม่สนใจว่าลูกความของเธอจะเป็นใคร หรือวิธีการที่ใช้จะขัดต่อหลักศีลธรรมอันดีงามหรือไม่ แต่ภายใต้เปลือกนอกที่แข็งกร้าว ไร้หัวใจ แท้จริงแล้ว ตัวละคร จิตตรีคือภาพสะท้อนของ 'เหยื่อ' ที่ถูกระบบยุติธรรมอันบิดเบี้ยวบดขยี้จนสูญเสียครอบครัว เมื่อกฎหมายไม่สามารถคุ้มครองคนบริสุทธิ์ได้ เธอจึงเลือกที่จะปรับตัวให้เข้ากับกติกาที่บิดเบี้ยว และใช้มันเป็นอาวุธในการเอาชีวิตรอด
ในทางตรงกันข้าม เมฆ (รับบทโดย ณัฏฐ์ กิจจริต) คือทนายหนุ่มไฟแรงผู้เป็นตัวแทนอุดมการณ์ เขามองโลกเป็นสีขาวและดำอย่างชัดเจน เชื่อมั่นในความถูกต้องและความยุติธรรมแบบไร้รอยด่างพร้อย แต่แล้วบททดสอบแห่งความเป็นจริงก็กระชากเขาลงมาสู่จุดตกต่ำ เมื่อเขาถูกผู้มีอิทธิพลใช้เครือข่ายอำนาจใส่ร้ายป้ายสีในคดีฆาตกรรมจนเกือบจะต้องสิ้นอิสรภาพ เมฆได้เรียนรู้อย่างเจ็บปวดว่า ความดีงามและความซื่อสัตย์ที่เขายึดมั่น ไม่สามารถใช้เป็นเกราะป้องกันภัยจากระบบที่อยุติธรรมได้ เขาจึงถูกสภาพแวดล้อมบีบคั้นให้ต้องละทิ้งอุดมการณ์ที่เคยหวงแหน และหันหน้าไปพึ่งพาวิธีการสีเทาของจิตตรีเพื่อทวงคืนชีวิตของตนเอง
ประเด็นใหญ่ๆ ของเรื่องที่ต้องการตะโกนถามออกมา คือ แท้จริงแล้วใครกันแน่คือ 'ปีศาจ' ระหว่างทนายที่ใช้วิธีการชั่วร้ายเพื่อชนะคดี หรือผู้มีอำนาจล้นฟ้าที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ภาพลักษณ์ของคนดี มีหน้ามีตาทางสังคม ใจบุญสุนทาน แต่เบื้องหลังกลับใช้ทั้งเงิน อำนาจ และเส้นสาย ในการชักใยกระบวนการยุติธรรมให้บิดเบี้ยวเพื่อทำลายชีวิตผู้คน
ในซีรีส์ กำลังบอกว่า ระบบยุติธรรมไทยในหลายกรณีไม่ได้เป็นเพียงแค่กลไกในการตัดสินความผิด แต่ตัวระบบเองกลับกลายเป็น 'ผู้สร้างปีศาจ' ขึ้นมาในสังคมเสียเอง
การบีบให้เหยื่อหรือคนธรรมดาต้องยอมลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของตนเองเพื่อเอาชีวิตรอด คือเรื่องเศร้าที่สุด
จิตตรีและเมฆต่างก็เป็นผลผลิตของโครงสร้างความเหลื่อมล้ำและระบบสองมาตรฐาน ที่บีบคั้นให้คนดีต้องเปื้อนเลือด
ระบบนี้ทำหน้าที่เป็นเกราะคุ้มกันให้กับปีศาจตัวจริงที่ซ่อนอยู่ในคราบนักบุญ ชัยชนะของตัวละครในชั้นศาลจึงอาจเป็นเพียงแค่ชัยชนะในเกมกระดานเล็กๆ เพราะโครงสร้างอันอยุติธรรมที่ครอบงำสังคมอยู่นั้น ยังคงแข็งแกร่งและพร้อมที่จะผลิตปีศาจตัวใหม่ขึ้นมาทดแทนได้ตลอดเวลา
ซีรีส์เรื่องนี้ใช้เทคนิคการเล่าเรื่องผ่านคดีความต่างๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย ที่ 'โคตร' จะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของไทยๆมากๆ ซึ่งนี้ถือเป็นข้อดี ที่ทีมผู้สร้างเลือกเรื่องเหล่านี้ ซึ่งแต่ละคดีล้วนทำหน้าที่ลอกคราบเปลือกนอกของสังคมให้เราเห็นถึงแก่นแท้ที่เน่าเฟะ:
• คดีลูกกรอก: การต่อสู้ในคดีขโมยศพทารกไปทำเครื่องรางของขลัง ซีรีส์ฉายภาพให้เห็นการใช้ความได้เปรียบจากข้อกฎหมายเรื่อง "สภาพบุคคล" มาเป็นช่องโหว่ทางเทคนิคเพื่อช่วยให้จำเลยหลุดพ้นจากความผิด ซึ่งในอีกนัยหนึ่ง มันคือการวิพากษ์ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ที่ฝังรากลึกอยู่ในกลุ่มผู้มีอำนาจและอิทธิพลของไทย
• คดีโรงงานขยะรีไซเคิล: คดีนี้ตีแผ่ระบบ "แพะรับบาป" ได้อย่างแสบสัน การที่พนักงานรักษาความปลอดภัยระดับล่างสุดต้องกลายมาเป็นผู้รับโทษแทนเจ้าของโรงงานตัวจริง สะท้อนให้เห็นถึงวงจรของกลุ่มทุนสีเทาข้ามชาติ ปัญหาการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ และการใช้เงินเพื่อซื้อความบริสุทธิ์ในระบบทุนนิยมที่กฎหมายมีไว้สำหรับคนจน
• คดียิงนาคในงานบวชยามวิกาล: นี่คือคดีที่ท้าทายตรรกะเรื่อง "ความน่าเชื่อถือ" ของพยานในกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างตรงไปตรงมา ซีรีส์เจาะลึกไปถึงการแบ่งชนชั้นทางสังคมที่มีผลต่อรูปคดี ตั้งคำถามถึงน้ำหนักคำให้การระหว่างชาวบ้านเดินดินธรรมดากับข้าราชการผู้มีตำแหน่งสูงส่ง รวมถึงการตั้งคำถามต่ออภิสิทธิ์ของนักบวชที่ไม่ต้องสาบานตนก่อนให้การในศาล
• คดีล่วงละเมิดทางเพศ: บททดสอบที่สะเทือนอารมณ์ที่สุดคดีหนึ่ง นำเสนอความเจ็บปวดของเหยื่อที่ถูกคุกคามทางเพศโดยแพทย์ผู้มีหน้ามีตาทางสังคม แต่เหยื่อกลับมีรูปลักษณ์ที่ไม่ตรงตาม "มาตรฐานความงาม" แบบพิมพ์นิยม ทำให้เธอต้องเผชิญกับการถูกตัดสินจากสังคมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ระบบกล่าวหาของไทยบีบให้เธอต้องขุดคุ้ยบาดแผลของตัวเองมาแสดงให้ศาลดูเพื่อพิสูจน์ความจริง ในขณะที่โซเชียลมีเดียได้ทำหน้าที่เป็น "ศาลเตี้ย" ตัดสินเธอไปแล้วก่อนที่กฎหมายจะทันได้ทำงาน
ซีรีส์ 'ทนายปีศาจ' ชี้ว่า ในกระบวนการพิจารณาคดีและในสายตาของสังคมโลกยุคดิจิทัล น้ำหนักของการตัดสินใจมักจะเทไปที่ "เรื่องเล่า" (Storytelling) และ "สถานะของผู้เล่า" มากกว่าหลักฐานเชิงประจักษ์ ศาลเปรียบเสมือนโรงละครที่เป็นพื้นที่ปะทะกันระหว่างเรื่องราวของทั้งสองฝ่าย ผู้พิพากษามีหน้าที่รับฟังข้อมูลที่ถูกปรุงแต่งและปะติดปะต่อเข้าด้วยกันโดยทนายความฝีมือดี ที่สามารถใช้เทคนิคทางจิตวิทยาซักค้านพยานจนเกิดความสับสนต่อความจริงที่ตนเองรับรู้
นอกจากนี้ ยศถาบรรดาศักดิ์ยังคงเป็นดัชนีชี้วัดความน่าเชื่อถือในสังคมที่ยึดติดกับระบบอุปถัมภ์ คำพูดของผู้มีอำนาจมักจะเสียงดังกว่าเสียงกระซิบของคนไร้สิทธิไร้เสียงเสมอ
มากไปกว่านั้น ในยุคที่ข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว สังคมมักจะตกเป็นเหยื่อของความลำเอียงและเลือกที่จะปักใจเชื่อ 'คนที่ได้เล่าเรื่องก่อน' ทำให้กระบวนการสืบหาข้อเท็จจริงถูกลดทอนความสำคัญลงไปโดยปริยาย
เมื่อเรื่องพุ่งมาถึงจุดจบ ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้ให้คำตอบสำเร็จรูปแก่เรา แต่มันกลับทิ้ง 'อะไรบางอย่าง' เพื่อให้เราตระหนักว่าในโลกที่ความจริงถูกแปรสภาพเป็นเพียงเครื่องมือของอำนาจและการช่วงชิงจังหวะในการสร้างวาทกรรม...
แท้จริงแล้ว โลกเชื่อเรื่องหลักฐาน หรือ เชื่อเรื่องเรื่องเล่า ? และสุดท้ายแล้ว คนเราทุกคน เกิดมาเป็นผ้าขาว , สะสมรอยยับรอยเปื้อนจนเก่า จนมันเป็นสีเทา...จนมันดำสนิท ?
ข่าวที่เกี่ยวข้อง