
SHORT CUT
ทำความรู้จักกันอย่างลึกซึ้ง วงดนตรีที่มีเอกลักษณ์ สไตล์เฉพาะตัว วง Dept ดูโอ้อินดี้ป็อป - ที่อยาก ให้เพลงทำหน้าที่ของมัน และ อยากเติบโตแบบไม่ต้องเปลี่ยนตัวเอง
หากพูดถึงแนวเพลงอินดี้ป็อป ดรีมป็อป และซินธิไซเซอร์ในไทย วง Dept คือชื่อแรกที่หลายคนนึกถึง ตลอด 7 ปีในบ้าน Smallroom เบนซ์–ภวัต โอภาสสิริโชติ (ร้องนำ/กีตาร์) และ ลุค ทาวน์เซน (คีย์บอร์ด) สร้างผลงานที่มีคาแรคเตอร์ชัดเจนจนเข้าไปอยู่ในใจผู้ฟังมากมาย
ในโอกาสที่พวกเขากำลังจะมีคอนเสิร์ตครั้งสำคัญ DEPT "not smoke, but cloud" album launch concert เราจะพาทุกคนไปเจาะลึกวิธีคิดเบื้องหลังเสียงดนตรี การปรับตัวในวงการ และตัวตนของ ศิลปินที่มีเอกลักษณ์
การได้เป็นวงเปิดในงานฉลอง 25 ปี Smallroom ถือเป็นโมเมนต์สุดพิเศษของวง เบนซ์เล่าด้วยความตื่นเต้นว่า "เป็นงานที่ผมเคยไปดูตั้งแต่สมัยเรียน พอได้ขึ้นมาเล่นและเจอศิลปินรุ่นพี่อย่างพี่บอย Lomosonic หรือพี่เป้ Arak มันเหมือนเป็นการปลดล็อกความสำเร็จในวัยเด็กเลยครับ"
ส่วนคอนเสิร์ตใหญ่ของพวกเขาเอง เบนซ์อธิบายว่าไม่ใช่แค่วาระพิเศษ แต่เป็นการเปิดอัลบั้มใหม่ในสเกล 2,500 คน ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่อบอุ่นและพอดีสำหรับแฟนเพลงที่เติบโตมาพร้อมกับพวกเขา
เบื้องหลังการทำเพลงของ Dept เต็มไปด้วยรายละเอียดที่น่าสนใจ แม้ยุคนี้จะถูกขับเคลื่อนด้วยยอดวิวสตรีมมิ่ง แต่พวกเขาก็พยายามสร้างงานแบบ "อัลบั้ม" ให้มีมิติครบถ้วนตามความตั้งใจของผู้บริหารค่ายอย่าง 'พี่รุ่ง'
"ศิลปินไทยทุกคนอยากทำอัลบั้มแหละครับ แต่รายได้หลักยุคนี้มาจากการเล่นสดและสตรีมมิ่ง มันบังคับให้เราต้องเน้นทำซิงเกิล" เบนซ์ให้มุมมองอย่างตรงไปตรงมา แม้ผลตอบแทนจากการขายแผ่นฟิสิคัลจะน้อยกว่ายอดวิวหลายเท่าตัว แต่พวกเขาเชื่อว่าการทำอัลบั้มช่วยให้งานดนตรีมีความกลมกล่อมและบอกเล่าเรื่องราวได้สมบูรณ์กว่าการหวังเพียงให้เพลงฮิตเป็นรายเพลง
เมื่อถูกถามถึงกระแสการใช้ AI ในวงการดนตรี ทั้งคู่มีจุดยืนที่ชัดเจนและสวนกระแสโลกเทคโนโลยี
"ผมไม่ชอบเลย" เบนซ์ตอบทันที "AI ไม่ได้มีชั้นเชิงเท่าศิลปะที่มนุษย์คิด งานของเราเกิดจากการฟังเพลงและซึมซับประสบการณ์ ต่อให้ AI จะช่วยแต่งเพลงออกมาได้ แต่มันก็ขาดความเป็นธรรมชาติแบบที่คนจริงๆ ถ่ายทอดออกมา"
ด้านลุคเสริมอย่างหนักแน่นว่า ไม่ว่าเทคโนโลยีจะไปไกลแค่ไหน แต่ในกระบวนการทำงานจริงของ Dept พวกเขาไม่เคยพึ่งพา AI เลยแม้แต่น้อย
ในวัยที่เตรียมก้าวเข้าสู่เลข 30 ในอีกไม่กี่ปี ทั้งคู่มองว่าการดูแลร่างกายตัวเองเป็นเรื่องปกติธรรมดาของยุคสมัย แต่ในมุมของการทำงาน พวกเขายังคงทุ่มเทความคิดให้กับดนตรีแทบจะ 24 ชั่วโมง 7 วัน
"เราต้องรักษาสมดุลระหว่างสิ่งที่ 'อยากทำ' กับสิ่งที่ 'ต้องทำ'" เบนซ์อธิบายถึงปรัชญาการทำงานของวง "เราปรับตัวเข้าหาคนฟังในระดับที่เรายังชอบงานตัวเองอยู่ ถ้าเราไม่ชอบสิ่งที่เราปล่อยออกไป มันก็เหมือนใส่เสื้อผ้าแล้วไม่มั่นใจ"
สำหรับเป้าหมายในระยะยาว Dept ไม่ได้มองหาความโด่งดังแบบฉาบฉวย แต่ต้องการความมั่นคงทางอาชีพ "ผมอยากเป็นแบบพี่ๆ Polycat หรือ Tattoo Colour ที่ไม่ต้องปล่อยเพลงบ่อยๆ แต่มีเวลาใช้ชีวิตและตกตะกอนไอเดียใหม่ๆ โดยที่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็น Dept ไว้ได้ชัดเจน และมีงานดนตรีที่หล่อเลี้ยงชีวิตได้จริงๆ"
Q : ล่าสุดเพิ่งเห็นงาน Smallroom 25 ปี เป็นวงเปิดใช่ไหมครับ รู้สึกยังไงบ้าง ?
เบนซ์ : ตื่นเต้นฮะ งานนี้เป็นงานที่เคยไปดูมาตั้งแต่สมัยเรียน ตอนที่ยังไม่ได้ทำวงด้วยซ้ำ ไปดูครั้งแรกก็งาน Smallroom Holiday สมัยนั้นก็จำได้ว่าเป็นงานที่แฟนคลับ Smallroom จริงๆ ที่ไม่ได้เป็นแฟนคลับวงใดวงหนึ่งเป็นพิเศษ แต่เป็นคนที่ฟังทั้งค่ายไปรวมตัวกัน ตื่นเต้นมากที่ได้ขึ้นมาเล่นในงานครบรอบ และปีนี้พอมาเป็นงานพิเศษก็มีวงที่ออกจากค่ายไปแล้วกลับมาเล่นด้วย ยิ่งตื่นเต้นเข้าไปใหญ่
ตอนเด็กๆ ผมชอบ Lomosonic กับ The Yers มาก คือวงที่ทำให้รู้จัก Smallroom เลย รู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้เจอพี่ๆ รุ่นพี่ ได้คุยกันหลังเวทีด้วย
ลุค : ดีใจครับ ได้เจอศิลปินที่เราฟังตั้งแต่เด็ก อย่างตอนนั้นเราได้มาคุยกับพี่ๆ เขา ก็เป็นการปลดล็อกอะไรบางอย่างจากตอนเด็กเหมือนกัน เรียกว่าเป็น Achievement แล้วกัน , ไม่ได้คิดว่าเราจะได้คุยกับพี่บอย (Lomosonic) หรือได้คุยกับพี่เป้ (Arak)
เบนซ์ : จู่ๆ พี่บอล จารุลักษณ์ ก็เดินมาทักทาย บอกว่า "ชอบ ขอบคุณมากๆ เลยนะ" เขาก็เป็นรุ่นพี่ที่น่ารักครับ รู้สึกตกใจแต่ก็ดีใจ หลังเวทีก็เป็นกันเองง่ายๆ
รู้ตัวมาก่อนไหมว่าพี่รุ่ง ผู้บริหารค่าย จะเลือกให้เป็นวงเปิด?
เบนซ์ : ไม่รู้เลยครับ ตามธรรมเนียมของงาน Smallroom Holiday Party คือเขาจะต้องถ่ายคลิปเรียกทุกคนไปประชุมที่ค่าย แต่ปกติจะใช้วิธีจับฉลากว่าใครจะได้เล่นวงไหน แต่พอศิลปินเยอะ พี่รุ่งเขาก็เรียงมาให้เลย จู่ๆ เปิดมาวงแรกเล่นเลย!
ลุค : ตอนแรกก็ดีใจครับ แต่อีกมุมนึงก็เล่นตอน 5 โมงเย็น แดดกำลังร้อนแบบสุดๆ (หัวเราะ)
เบนซ์ : แอบเสียดายนิดนึงตรงที่ตอนเล่นคนยังเข้ามาได้ไม่เยอะ ก็เข้าใจได้ว่าแดดมันร้อน เขาก็เลยหลบแดดกันอยู่ข้างนอก แต่พอมาต่อแถวตอนนั้นแดดก็เริ่มร่มแล้ว ถ้ามาต่อตั้งแต่แรกอาจจะเป็นลม
ลุค : ก็มีข้อดีตรงที่วงแรกจบเร็ว พลิ้วเลยครับ ก็ได้เมาเร็วเลยครับ (หัวเราะ) เพราะวงหลังๆ คือต้องกั๊กแล้ว กินไม่ได้
Q : สำหรับคนที่อาจจะยังไม่รู้จักวง เข้ามาอยู่ที่นี่ ที่ Small room กี่ปีแล้ว ?
เบนซ์ : 7 ปีได้มั้งครับ เข้ามาตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัยปี 3 เพราะทำวงได้ประมาณปีกว่าๆ ก็เข้ามาอยู่กับ Smallroom แล้ว , ตอนนี้มีอัลบั้ม 3 แล้วครับ เพิ่งปล่อยไป มี 3 อัลบั้มกับอีก 2 EP
มาทำจนถึงจังหวะประจวบเหมาะพอดีที่จะมีคอนเสิร์ตเดี่ยว คอนเสิร์ตนี้เป็นยังไงบ้าง?
เบนซ์ : จริงๆ คอนเสิร์ตนี้มันไม่ได้เป็นคอนเสิร์ตวาระอะไรขนาดนั้นครับ แต่เป็นคอนเสิร์ตเปิดอัลบั้มใหม่ ที่ค่ายกับทีมพี่ๆ อยากให้ลองจัดสเกลนี้ดู สเกลประมาณ 2,500 คน ซึ่งก็ถือว่าไม่น้อยนะครับ น่าจะกำลังดี เพราะถ้าไปจัดฮอลล์สเกลในประเทศเรามันไม่ค่อยมีฮอลล์กลางๆ อันนี้คือการสุดเท่าที่จะกางได้แล้ว ถ้าเล็กกว่านี้ก็จะเล็กมากไปเลย อบอุ่นเกิน (หัวเราะ)
Q : อยากให้จำกัดความ จะเรียกวง Dept ว่าอะไรดี? อินดี้ป็อปเหรอ ?
เบนซ์ : ผมว่ารวมๆ มันก็คือ Indie Pop แหละครับ แต่ก็ไม่ได้อยากใช้คำว่า Indie Pop ด้วยซ้ำ เพราะรู้สึกว่ามันก็ไม่ได้ขนาดนั้น มีความเป็น Pop อยู่ใน Alternative มีความ Dreamy
Q : แต่เห็นมีช่วงนึงเราบอกว่า เราก็อยากให้มันเป็นร็อกมากขึ้นด้วย
ลุค : ผมเคยทำเพลงร็อกในอัลบั้มแรก แล้วก็อัลบั้มที่เพิ่งปล่อยไปด้วย
Q : ในตอนทำงานจริงๆ เราเริ่มกระบวนการทำงานยังไง?
เบนซ์ : ผมก็จะขึ้นโครงเพลงมาก่อนครับ ตามเท่าที่คิดออก ทั้งเพลงยาวๆ ไปเลย หรือมีเมโลดี้ก่อน แล้วค่อยทำดนตรี จริงๆ ผมไม่ได้จำกัดการทำงานเลย ฟีลลิ่งตอนนั้นมันออกเป็นยังไงก็ทำ บางทีก็เดินๆ อยู่คิดลูกกลองได้ในหัว ก็อาจจะอัดใส่โทรศัพท์ไว้ ผมจะมี Voice Memo เต็มไปหมดเลย เลื่อนๆ เอาหัวเคาะโทรศัพท์ให้เป็นจังหวะ แล้วร้องคลอไป บางทีผมมองเพลงเป็นแพทเทิร์นด้วยซ้ำ แบบว่าตีกลองแบบนี้ เดี๋ยวเอากีตาร์ประมาณไหนใส่ลงไปก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยไปแกะตัวเองอีกทีนึงเวลาอยู่หน้าคอม
Q : แสดงว่าคิดเป็นเมโลดี้ก่อน
ลุค : โดยส่วนมากจะมีทุกแบบเลยครับ ทั้งเมโลดี้มาก่อน หรือบางเพลงติดคอร์ดก่อนก็มี
เบนซ์ : วงเราไม่ค่อยแจมกันครับ ส่วนมากการแจมมันจะจำกัดอะไรบางอย่างตอนที่เราฝึกเล่นดนตรี ถ้าไปแกะเพลงหรืออะไรตามแบบมาเยอะๆ มันจะชินติดอยู่ในล็อกอะไรเดิมๆ เราเลยไม่ค่อยแจม ส่วนมากต่างคนต่างคิดมาแล้วมารวมกัน โยนไฟล์มาเดี๋ยวเอามาตัดประกอบอะไรแบบนี้มากกว่า
Q : พี่รุ่งเข้ามายุ่งในการทำเพลงไหม ?
เบนซ์ : ยุ่งกับวงผม ถือว่าเป็นวงที่ยุ่งยุ่งน้อยนะ แล้วแต่กรณีของแต่ละวงด้วย มว่า ไม่รู้เหมือนกันว่าวงอื่นยังไง
Q เวลาพี่รุ่งเข้ามา เขาเข้ามาอย่างไร ?
เบนซ์ : ผมว่าบางทีเขาจะมีภาพในหัวบางอย่างที่บางทีเราอาจจะคิดไม่ถึง
อย่างถ้าช่วงช่วงนึงจริง ๆ ประเทศไทยก็ยังเป็นอย่างเดียวก็คือจะปล่อยเน้นปล่อยไปซิงเกิลใช่ไหมครับ ไปเรื่อย ๆ พอครบ 10 เพลงก็ปล่อยเป็นอัลบั้มมีเพลงใหม่นิดนึงอะไรแบบนี้ แต่พี่รุ่งตอนนี้เค้าก็มีนโยบายว่าเค้าอยากให้ศิลปินทำเพลงในอัลบั้ม เหมือนศิลปินแบบสากล
แต่ก็แบบ...เมื่อก่อนผมมีความคิดว่าเราจะปล่อยซิงเกิลเพลงที่รู้ว่าจะไม่ฮิตไปทำไม(วะ) ? เพลงเร็วที่แบบคนไทยอาจจะไม่ชอบเพลงแบบนี้ในตอนนั้น แต่พี่รุ่งบอกว่าไม่ได้! มันต้องมีบ้าง ตอนนี้ก็เริ่มเข้าใจแล้วแบบ... เออ เพลงบางเพลงไม่ต้องหวังให้มันถึงเป้า มันไม่ใช่จำเป็นว่าทุกเพลงมันจะต้องดัง
ลุค : เหมือนให้มันกลมกล่อม
Q อยากให้ขยายเรื่องการทำเพลงแบบอัลบั้ม กับ ทำเพลงแบบซิงเกิ้ล
เบนซ์ : ผมรู้สึกว่าศิลปินไทย ทำเพลงอัลบั้มทุกคนอยากทำแหละ แต่ว่ารายได้หลักของของยุคเนี้ยมันคือการเล่นสด กับสตรีมมิ่ง
ซึ่งผมก็บอกเลยว่ามันน้อยกว่าการเล่นสดมาก แล้วแบบว่าเราเล่นกับคนจะจ้างเรา ไม่ใช่เราจัดทัวร์เองเหมือนศิลปินต่างประเทศ เพราะว่าเวลาเล่นเราก็ต้องเล่นตามสถานบันเทิงเงี้มั้ฮะ มันไม่ได้เป็นแบบว่าอย่างอังกฤษมันจะมี O2 Stadium อยู่หลาย ๆ เมือง หรือแบบมีไฮเสขนาดใหญ่ที่เวลาเราปล่อยอัลบั้มออกมาเสร็จอ่ะ เราก็จัดทัวร์เลย มันก็จะรู้แล้วว่าโอเคอัลบั้มนี้เราทัวร์ 1 ปีถึง 2 ปี เราจะได้เงินก้อนจำนวนเท่านี้ บริหารเอาว่าแบบจะใช้ชีวิตยังไงในระหว่างที่คุณจะไม่ทำงานต่อ จะไม่มีทัวร์ แต่ของเรามาคือแบบว่าโอเคมีเบอร์นะโทรมาติดต่อ ไปเล่น เราไม่ได้สามารถกำหนดได้ว่ารายได้เราจะเป็นยังไง
Q แปลว่า เราทำงานแบบมีเป้าหมาย ?
เบนซ์ : ผมว่าผมไม่ได้ไม่ได้มองเป้าหมายด้วย ผมรู้สึกว่ามันเหมือนกับว่าเราพอเราปล่อยเป็นซิงเกิล เพลงนี้แป๊กแล้วก็จะไปแก้ไขกันในเพลงหน้าเราไปเรื่อย ๆ
มันจะไม่เหมือนอัลบั้มที่เขาทำกัน อัลบั้มตู้มมาแล้วเพลงมันจะครบรส
แล้วเพลงมันจะหลากหลายกว่า ซึ่งแบบว่าผมรู้สึกว่ามันไม่ค่อยเอื้ออำนวยในการทำงานในไทย ๆ มันมีวงที่ทำได้ก็คือวงที่เพลงมันค้างฟ้าไปแล้ว
ที่ต่อให้เค้าไม่ต้องปล่อยเพลงไปเลย 2-3 ปีก็มีงานจ้าง เพราะว่าเราไม่ได้จัดทัวร์เองได้จริง ๆ
Q แปลว่ Dept ชอบแบบซิงเกิลมากกว่าได้ไหม ?
เบนซ์ : ผมชอบแบบ อัลบั้มมากกว่านะ แต่ว่ามันบังคับให้เราต้องทำแบบ single
Q แล้วเรามองมองอุตสาหกรรมแบบนี้ยังไง มันควรจะเป็นยังไง
เบนซ์ : ผมรู้สึกว่าถ้าคนให้คุณค่ากับผลงานศิลปะมากขึ้นอะไรอย่างเงี้ย ถ้าสมมุติว่าชอบคุณชอบวง ๆ นี้จริง ๆ อาจจะไม่จบที่การที่แบบคุณฟังสตรีมก็ได้ ไปซัพพอร์ตเค้าอะไรเงี้ย เอ่อ การเล่นหรือแบบว่า merchandise หรือถ้าซื้ออัลบั้มได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าจริง ๆ วงดนตรีรุ่นใหญ่ ๆ ในไทยเค้าแบบอยู่ในยุคอัลบั้มกันมาก่อน ถูกต้อง เค้าตั้งตัวกันได้เพราะการขายอัลบั้มได้เลย ถ้าพูดกันเรื่องเปอร์เซ็นต์เม็ดเงินมันน้อยกว่ากันหลายเท่า
Q วงเห็นภาพยังไงบ้าง ช่วยขยาย
เบนซ์ : steaming 50 ล้าน สตรีมมิ่งมันได้เงินน้อยกว่าแบบขายอัลบั้มสักกี่แผ่น ไม่เคยขาย เราไม่เคยขายได้เยอะเลยอ่ะ คือเดี๋ยวนี้การปั๊มแผ่น 500 แผ่น 1000 แผ่นมันถือว่าแบบเป็นเรื่องใหญ่แล้วใช่มั้ย
ลุค : เป็นเรื่องยากแล้ว
Q : เคยอ่านเจอพวกคุณบอกว่าแอยากมียอดวิวแบบชนะไปเรื่อย ๆ อ่ะ ชนะแบบยอดวิว 1 ล้าน สมมุติ 1 ล้านอ่ะ มันก็ทำได้แล้ว สมมุติถ้าเทียบกันไปถึง 30 ล้าน 60 ล้านอะไรแบบนี้ แต่ถ้าเลือกได้ กับการขาย Hard copy วงเราเลือกแบบไหน ?
เบนซ์ : ไม่เคยคำนวณ แต่สมมุติว่าขายได้ 100,000 ก๊อปปี้ได้ตังค์เยอะกว่ายอดวิวเท่าไหร่เลย เพราะรู้สึกว่าเป็นเป็นไปไม่ได้
ยกเว้นว่าจู่ ๆ จะมี influencer สักคนนึงจุดกระแสเรื่องการเก็บสะสมซีดีอัลบั้มขึ้นมา แล้วแบบว่าทุกคนแบบเก็บที่ ตอนนี้ทุกคนซื้อแผ่นเสียง แต่ว่าถามว่าคนเล่นแผ่นเสียหรือคนเล่นเทปอ่ะ ทุกวันนี้มีนะขายดีกว่าซีดีด้วย แต่ว่ามันก็น้อยอยู่ดี
ลุค : เป็นกลุ่มย่อย ๆ สตรีมมิ่งมันก็คือมันสามารถฟังได้ทุกที่ฟังตอนไหนก็ได้แล้วฟังง่ายครับ มันต่างกับเทปหรือซีดีที่ต้องมีเครื่องเล่นถึงจะฟังได้
Q : แต่แค่ส่วนแบ่งมาถึงศิลปินเราน้อยไปหน่อย
เบนซ์ : อืมม....ผมว่ามองไม่เหมือนกัน ศิลปินอิสระอาจจะได้เยอะเค้าไม่ต้องเสียอะไรเลย แต่ว่าเค้าก็ต้องบริหารจัดการเงินในการลงทุนของเขาแล้วว่าจะทำเพลงต่อไปทำอัลบั้มทำมิวสิควิดีโอเค้าต้องบริหารเงินยังไงอะไร แต่อย่างเราก็คือ มีค่าย มีนายทุน สมมุติว่าไม่มีเงินเลยสักบาทอัลบั้มที่แล้วแป๊ก ขายไม่ได้เลยเพลงไม่ฮิตเลย แต่อยากทำอัลบั้มต่อ เราก็ยังมีนายทุนในการออกให้เราทำต่อในการแก้ตัวอะไร แต่ถ้าเป็นอิสระก็อาจจะต้องเจ็บคอเรื่องต้องต้องคิดเรื่องไฟแนนซ์มาก ๆ เก่งประมาณนึง
Q : ในยุคนี้ ใครๆก็พูดถึง AI กัน วง Dept กับประเด็น AI กับการทำเพลง คิดกันอย่างไร ?
เบนซ์ : ผมไม่ชอบเลย
แต่ผมก็รู้สึกว่ามันมันมีคนใช้แบบ ผมว่าถ้าเกิดสมมุติว่าเราเขียนเนื้อเพลงไปแล้ว ให้มันแต่งออกมาให้เลย ฟังออกนะว่าเพลง AI ยกเว้นว่าคุณจะ Prompt เก่งได้มากจริง ๆ คือต้องเป็นคนแต่งเพลงจะ Prompt ออกมาได้เป็นเพลงแบบธรรมชาติ
Q : เราก็เหมือนกันใช่มั้ย คิดคล้าย ๆ กันไหมเรื่องนี้
ลุค : เราก็รู้สึกไม่ชอบเหมือนกัน ถ้าหมายถึงว่า...เขาเรียกว่ายังไงนะ (เว้น เวลา คิด...) ถ้าช่วยเรียกว่าเหมือนมัน
AI มันเหมือนแค่อุปกรณ์หนึ่งที่ช่วย ไม่ใช่แบบว่าเอามันมาทั้งดุ้น
เบนซ์ : มันมันต้องเรียนมีคนป้อนข้อมูลให้มันเรียนรู้ ผมรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดจาก AI มันไม่ได้ใหม่ มันไม่ได้มีชั้นเชิงศิลปะเท่าแบบศิลปะที่มนุษย์คิด
อย่างต่อให้มันวาดรูปก็ตามมันก็จะวาดทำอะไรเส้น ๆ มันมีมาแล้วอะไรอย่างนี้
Q : คือเราเรามองออกเลย ?
เบนซ์ : ใช่ : สมมุติว่าสมมุติว่างานอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ไม่เคยมีมาก่อนเลย แล้วจู่ ๆ มีคน Prompt ทำให้มันวาดออกมาเหมือนที่อาจารย์สวรรค์วาด ผมว่ามันก็ไม่ มันก็คิดไม่ได้
Q : แปลว่าในงานจริง ๆ ของเรา แแทบไม่ได้ไปใช้มันเลย
ลุค : ไม่มีเลย
เบนซ์ : ผมว่างานเรามันเกิดจากการฟัง ก็ฟังเพลงเยอะ ๆ ครับ
Q : แล้วเราฟังอะไรกันมาตอนเด็ก ๆ
เบนซ์ : ถ้าตอนเด็ก ๆ เลย ตอนฝึกเล่นดนตรีผมก็ฟัง Body Slam , Silly Fools ก็อย่างงั้นเลย พ่อแม่เปิดอะไรก็ฟังอย่างนั้นเลย แต่พ่อแม่ผมไม่ได้เปิดเพลงเท่แบบนี้นะ พ่อแม่ผมก็แบบว่าเปิดเพลงแกมมี่ฮิตนั่นแหละ
Q : แล้วเราอ่ะ ?
ลุค : ก็เหมือนเบนซ์เลยครับ ทั้งแกรมมี่แล้ว ก็จริง ๆ ก็คือฟังเป็นเพลงแบบในคลื่นวิทยุอะไรเงี้ยแบบ เพราะว่าช่วงนั้นวิทยุมันยังคิดอยู่เนาะแบบ 106.5 , 100 , กรีนเวฟ
เบนซ์ : ผมฟังเพลงช้ามาก เพลงช้ามากหมายความว่า ผมเริ่มฟังเพลงตอนอยู่สักประมาณ ม. 1 แล้วอ่ะ คนอื่นคือตอนผมไปเล่นบ้านเพื่อนไปเล่นเกมบ้านเพื่อนแบบยุค PlayStation 2 ที่ทุกคนจะต้องมี บ้านเค้าก็เปิด body Slam ฟัง แต่ตอนนั้นผมไม่ไม่คิดจะฟังเพลงเลย
Q : จริงหรอ ?
เบนซ์ : ผมเริ่มฟังตอนวัยรุ่นทุกคน มันจะเริ่มเรียกว่าวัยแตกหนุ่ม
ลุค ...มีแนวทาง
เบนซ์ : เออ มันจะมีแนวทางของตัวเองที่รู้แล้วว่าตัวเองชอบอะไร
Q : อยากให้นิยามตัวเองหน่อย เพลงไหนของวง ที่แทนความเป็นตัวของตัวเองได้ ชัดที่สุด
เบนซ์ : ผมมีผมมีศาสดาของผมแค่คนเดียวคือ ที่หลัก ๆ คือ the 1975 แต่ผมไม่ได้ก๊อป ไม่ได้แบบเอา inspiration เพลงเค้ามา 100% แต่พยายามใช้วิธีคิดของเขา
ถ้าคนแบบว่าจะทำเพลงแบบเค้าส่วนมากก็จะทำตามอัลบัม 1 ที่กีตาร์แบบตึ๊ก ๆ ๆ แบบตอด ๆ อะไรอย่างเงี้ย เล่นอุดสาย แต่ผมแบบ
เราชอบเค้ามาก ๆ แบบฟังทุกอัลบัมเราก็พยายามแกะวิธีคิดเค้าว่าเวลาเค้าทำเพลงอยู่เนี่ย เค้าคิดอะไร
Q : แล้วเราล่ะเหมือนกันมั้ย หรือว่าถ้ามีศาสดา มีเหมือนกันไหม ?
ลุค : ถ้าศาสดาจริง ๆ ไม่ได้มีแบบศาสดา แต่ว่าจะจะตามช่วงเวลานั้นที่ว่าชอบฟังอะไรซะมากกว่าอะไรครับ แล้วพยายามจะหยิบทั้งเหมือนที่เบนซ์บอกครับ ทั้งแนวคิด หรือว่าเดี๋ยวนี้ใน YouTube เขาก็จะมีเหมือนแบบว่าเป็น channel ที่แบบว่าเอาศิลปินที่เราชอบฟังงี้ครับ เค้าก็จะมาแบบเปิดโปรเจคให้ดูว่าแบบว่า เอ้ยอย่างเพลงนี้เขาได้แนวคิดผ่ามาผ่าให้ดูอะไรครับ แล้วก็จะดูจากเขาว่า เอออย่างเพลงนี้เขาคิดอะไร สารตั้งต้นมาจากอะไรอย่างเงี้ย เราก็เอาวิธีของเขามา adapt อีกทีนึง
Q : เดี๋ยวต้องหาดูบ้างก่อน
เบนซ์ : ใช่ครับ อ๋อ 1 อันนี้มีเยอะทั้งเสียเงินทั้งตัวอย่างดูฟรี ตัวอย่างดูเยอะไปเสียเงิน
Q แปลว่าเราได้รับอิทธิพลจากเพลงที่เราฟังเด็ก ๆ แล้วแหละ แล้วก็ทำเพลงกัน
เบนซ์ : จริง ๆ ผมว่าศิลปินคนนึงมันคืออิทธิพลของทุกสิ่งในชีวิตรวมกัน ผมว่า
Q : ในความเป็นวง Dept ที่เราสองคนมีความต่างกัน มันคงต้องมีขบเหลี่ยมนิดนึง แล้วแล้วมันอยู่กันได้ไง อยู่ได้ไงหาจุดลงตัวอย่างไร ?
เบนซ์ : ก็ผมว่าวงดนตรีมันต้องมี Head เพราะว่าต่อให้วง 2 คนหรือวง 10 คน ถ้ามี head มากกว่า 1 คนมันจะพังมาก
Q : แปลว่ามันต้องมีคนตัดสินใจ
เบนซ์ : ใช่
Q : ซึ่งหน้าที่นั้นก็เป็นของเบนซ์ ใช่ไหม ? แล้วมันมีขัดใจเราบ้างแน่นอน
ลุค : มันก็มีครับ แต่ว่าคุย คุยก็คือก็คุยด้วยเหตุผลนะครับ หมายถึงว่าแบบ ในตอนแรกเราคุยเราฟังแล้วเราอาจจะรู้สึกว่ามันไม่เวิร์ค แต่ถ้าแบบคุยแล้วตกตะกอนมันไปเรื่อย ๆ เออ...มันก็มีเหตุผลของมันที่ ...อ่ะ...โอเคมันคือสิ่งที่ถูกเหมือนกัน '
Q : แล้วก็แปลว่ามันอยู่บนหลักการของเหตุผลในโลกจริง หรือเหตุผลของเพลง
เบนซ์ : ผมว่าจริง ๆ แล้วมันมีเหตุผล แต่บางทีมันก็ไม่ต้องมีเหตุผลได้
ลุค : ใช่ ถูก
เบนซ์ : เพราะว่าถ้าถ้าสมมุติว่าอย่างฟังเพลงมา ฟังอะไรบางอย่างว่าอินสไปร์มาจากบางวง แต่เขาก็แบบ...สมมุติว่าถ้าเกิดเขามี reference วงดนตรีทุกวง มี reference แหละ ถ้าสมมุติว่า reference มาจาก 1 ต่อ 1 อ่ะว่าแบบว่า ฟังก์ (Funk) จะต้องเป็นแบบนี้อ่ะ อ่า จะทำ ฟังก์ (Funk) ต้องเป็นแบบนี้แล้วจู่ ๆ จะ reference จากวง ๆ เดียว แบบโดยที่ไม่ผสมอันอื่นมาโดยบอกว่าเหตุผลว่ามันไม่ ฟังก์ เหมือนกัน มันก็จะไม่เกิดอะไรใหม่ ๆ ขึ้นมาเลย ผมว่ามันมันบางทีมันไม่ต้องมีเหตุผล โซโล่จะโซโล่ยาว ปกติเค้าอาจสแตนดาร์ดอาจจะ 4 บาท 8 บาท แต่ถ้าจะโซโล่ 32 บาร์ แล้วมันดีอ่ะ สำหรับผมมันไม่ต้องมีเหตุผล เหตุผลเดียวคือว่ามันฟังแล้วมันได้ไหม
Q คืออยู่ที่เราเลย ?
ลุค : ใช่ดีตัดสินตัดสินใจและเลือกได้เลย ใช่
เบนซ์ : อย่างในอัลบั้มล่าสุดก็แบบ instrument ยาวมาก ร้องแค่ครึ่งเดียวของเพลง 5 นาทีเสร็จแล้วแบบเนื้อเพลงมีอยู่ประมาณ...น่าจะน้อยที่สุดเท่าที่เคยแต่งมาแล้วอ่ะ แล้วที่เหลือถ้ามันเล่าเรื่องได้สำหรับผมคือมันจบแล้ว...
Q : เพราะอะไรเพลงของ Dept ถึง 'ทำงาน' กับเด็กแบบพวกอายุประมาณแบบเพิ่งจบใหม่ เพิ่งเพิ่งจบใหม่ หรือเด็กแบบเรียนมหาลัย คิดคิดว่าเพราะอะไร...เพลงมันทำงานมากนะ
เบนซ์ : ผมว่ามันอาจจะเป็น Vibe ของสไตล์ฟังเพลงของคนยุคนี้ด้วย...เรื่องนี้จะอธิบายยังไงดี ?
ผมรู้สึกว่าใน ในแต่ละยุคของเพลงนะ ไม่ว่าจะเพลงไทยหรือเพลงสากลมันจะมีสไตล์เมโลดี้ที่ค่อนข้างบ่งบอกว่าเป็นยุคนั้นเลย ก็เหมือนกับว่าเรามันก็คือ ยุคของวง 2010s -2020s อะไรอย่างงี้
เบนซ์ เหมือนเหมือนถ้ายุคก่อนแบบวงอังกฤษ ถ้าถ้าแบบว่าเป็นแบบ Arctic Monkeys มันจะมีแบบนั้นเยอะ ๆ มาก ๆ อะไรเงี้ย แต่หลังจากนั้นมามันก็ไม่มี
ผมว่าอาจจะเป็นอะไรแบบนั้นที่ อาจจะเราโตมาพร้อมกันแล้วเราเป็นวงดนตรีที่เกิดขึ้นมาในยุคนั้นพอดี เราฟังวง 10-20 ปีที่แล้ว มาแล้ว
แล้วเมโลดี้ของยุคนี้เพลงเพลงแบบที่ไม่ใช่สไตล์เดียวกันของยุคนี้มันเป็นประมาณนี้
Q : เพลงของพวกคุณเวิร์กในแบบแพลตฟอร์ม TikTok อะไรเงี้ย ..ไม่รู้ว่า ทางวง Dept เคยเข้าไปเช็กมั้ย ?
เบนซ์ : เคยทำงาน...แต่ว่าช่วงนี้ไม่ค่อยทำแล้ว
Q : แล้วคิดยังไง เวลาไม่ทำงาน ไม่เวิร์ก มัน Fell มั้ย หรือว่ามันมันวัดกันยังไง ?
เบนซ์ : เคยเฟล แต่ว่าตอนนี้เฉย ๆ , ก็รู้สึกว่าแบบบางที เพลงนี้เราทำรู้สึกว่านี่เพราะที่สุดในชีวิต แต่มันไม่มาเลย มันไม่มาแบบสมมุติ ยุคนี้แบบผมก็เป็นคนดู TikTok นะแบบประมาณนึงเลยด้วยแบบ ต่อให้ทำงานศิลปะแบบ
แผ่นเสียงใน TikTok ที่คนเล่นเยอะ ๆ มันคือหลักล้าน แต่ทุกวันนี้ แบบบางเพลง เราปล่อยแบบ 800 1,000 เยอะสุดเหมือนจะ 5,000 แต่ผมรู้สึกว่าผมโอเคกับงานผมอ่ะ
ผมคิดว่าเดี๋ยวมันก็จะกลับมาเป็นคอนเทนต์ยาววันนึง เหมือนผม...คิดเรื่องแบบนี้นะ ...มันจะตรงกันข้ามกันเสมอ
ยุค 80s...อ่ะ ย้อนไป 70s ก็ได้ คนเล่นดนตรีมันจะเล่นกันแบบ ไม่ได้เล่นยากอ่ะ ไม่ได้แข่งกับเรื่องความเร็วอ่ะ แต่พอเป็นยุค 80 เข้ามาวงร็อคกีตาร์ฮีโร่ Speed Metal อะไรเงี้ย ...โซโล่ยับ ทุกคนต้องเล่นโซโล่กีตาร์เล่นโซโล่คือเท่มาก แต่พอตัดมาเป็น 90s ตีกันแต่คอร์ด ผมรู้สึกว่านั่นแหละมันจะตรงกันข้ามกันเถอะ มันเคยเป็นคอนเทนต์สั้นมาช่วงนึงแล้วมันก็มาสั้นมาก ๆ เดี๋ยววันนึงก็จะกลับไปยาว ผมมองว่าสุดท้ายแของเราแเราชอบเราดีเดี๋ยวแถึงวันนึงคนฟังเดี๋ยวมันก็มาเจอครับอยู่ดี
Q : ไอ้ตอนที่มันเคยทำงานในโซเชียลมีเดีย เรารู้สึกยังไง ?
เบนซ์ : ผมว่าก็ดีใจนะฮะ ตอนมันดัง ใน TikTok ผมยังไม่รู้เรื่องเลย
ลุค : เหมือนมีน้องแบบว่า เพิ่งส่งมาว่าแบบว่าแผ่นเพลงแบบปล่อยไปนานมาประมาณปี 2 ปีแล้ว เพลงปล่อยไปนานปี 2 ปีแล้วเค้าเพิ่งส่งมาว่าแบบว่า เนี่ยคนเล่นแผ่นเยอะ เอาแผ่นไปใช้กันเต็มเลย แล้วตอนนั้นก็คือผมเห็นไม่มี TikTok ไม่มีอะไรเลยก็คือเพิ่งโหลด แล้วก็แบบมาเปิดดูก็แบบ โหแบบอะไรวะเนี่ย ?
เบนซ์ : เพลง ลาลาลา มีคนเปิดเข้าไปแล้วคนเล่นซักประมาณ 50,000 ครั้ง
Q : เราต้องรักงานตัวเองก่อน ถูกต้องไหม ?
เบนซ์ : ผมเคยดูสัมภาษณ์ พี่ป๊อด (โมเดิร์นด็อก) เลยตอนเด็ก ๆ คือแบบว่าก็เหมือนผมว่าวงดนตรีทุกวงต้องเจอสถานการณ์ คือแบบว่า
มันขึ้น แล้วมันก็ลง มันมีขึ้นแล้วมันก็มีลง เป็นเรื่องปกติ แล้วผมก็รู้สึกว่าเออมาคิดตอนนี้มันก็ปกติแหละ...
Q : วงเรายังขึ้นได้อีกนะ...เราคาดหวังกันอีกไหม ?
เบนซ์ : ผมไม่รู้ ไม่รู้เลยผมก็ไม่รู้ ไม่คิด
ผมรู้สึกว่าถ้ามันจะมีจังหวะขึ้นไปอีกก็ยินดีจะรับไว้ (หัวเราะ)
แต่ก็รู้สึกว่างานที่เราทำเอาไว้แล้วแบบมันยังไม่ถูกมองเห็น ถ้าแต่ตอนขึ้นน่ะคนอาจจะมองเห็นมันก็ได้
Q : งั้นลึก ๆ แล้วเราอยากให้คนดูกว้างมองเห็นมั้ย
ลุค : ก็อยากให้เห็นครับ
Q : เพราะคือเรื่องของตัวตนเรา หรือเรื่องของรายได้ ?
เบนซ์ : ผมว่ามันทั้ง 2 อย่างศิลปินจะทำงานเป็นศิลปินได้ไง ถ้าเกิดว่าไม่ได้มีเงินมากินข้าวเลี้ยงดูตัวเองเลย
Q : รักษาสมดุลในการทำงานด้วยไหม สิ่งที่เรา 'อยากทำ' กับสิ่งที่เรา 'ต้องทำ' ?
เบนซ์ : ใช่ ผมว่านั่นแหละบาลานซ์ เพราะว่าวงดนตรีวงนี้สำหรับผมผมทำผมก็บาลานซ์ ถ้าถ้าผมไปสุดทางมาก ๆ มันก็จะไม่ใช่แบบนี้เลย
ทุกวันนี้ เรา bend เข้าหาคนแล้ว แต่มันเป็นเบ็นเข้าหาคนในเลเวลที่เรายังชอบงานตัวเองมาก ๆ ได้อยู่ แต่ถ้า bend เข้าหาคนเข้าไปอีกเราอาจจะชอบงานตัวเองน้อยลง
Q : แล้วเราต้องเล่นเพลงตัวเองทุกวันด้วย....ถ้าเราไม่ชอบก็คงแย่นะ
เบนซ์ : เพราะอย่างนี้แหละครับ เพราะอ่านบทสัมภษณ์ อย่างในสัมภาษณ์ศิลปินต่างประเทศอย่าง Thom Yorke ไม่อยากเล่นเพลง Creep เพราะคนบอกว่าเป็นเพลงฮิต...หรืออาจจะเบื่อก็ได้อ่ะ
ลุค : ถ้าสุดท้ายเราไม่ชอบสิ่งที่เราออกปล่อยออกไป มันก็ไม่ดีหรอก ผมว่าคนทุกคนแหละ ทุกอาชีพด้วย มันเหมือน ใส่เสื้อผ้าแล้วไม่มั่นใจอ่ะ มันเป็นแบบทุกอาชีพเลยอ่ะครับ ไม่ใช่แค่ศิลปินอย่างเดียว
Q : 7 ปีกับค่าย Small Room ถือว่าเดินทางมาไม่น้อย ...เรายังอยากเดินไปที่จุดไหนต่อไป
เบนซ์ : ผมอยากเป็นตัวเองแบบนี้ไป โดยที่แบบว่าชื่อเสียงดังขึ้น แต่เราไม่ต้อง bend เข้าหากลุ่มคนมากขึ้น
ลุค : ไม่ต้องเปลี่ยนตัวเอง
เบนซ์ : เปลี่ยนตัวเองเพื่อเข้าหาคนกลุ่มมากขึ้น คือผมมาคิดอย่างงี้ ...วงอย่างบอดี้สแลม Big Ass , ผมรู้สึกว่าในวันที่เขาเป็นหน้าใหม่ขึ้นมา , Silly Foolsอ่ะมันใหม่มาก ๆ ในไทย แต่ว่าทุกวันนี้แบบคนไทยมองชินแล้วในรู้สึก...เออเพลงอย่างเงี้ยคือเพลง Mass ฟังง่าย ผมรู้สึกว่าผม ผมก็เป็นอย่างนั้นแหละ มันก็คือเกิดขึ้นมาใหม่ในยุคนี้ มันก็ใหม่สำหรับคนทั่วไปจริง ๆ แหละ แล้วแบบเออก็หวังว่าวันนึงคนก็จะยอมรับเราในความที่เราเป็นอย่างนี้ได้โดยที่แบบไม่ต้อง bend เข้าไปให้มันดูไทยร็อคขึ้น ไทยป๊อปขึ้น
Q : แต่เราก็ไม่ได้เปลี่ยนคติกับไทยร็อก ไทยป๊อปเลย ?
ลุค : ไม่เลยครับ แค่เราไม่ได้เป็น
เบนซ์ : คือผมแยก Category ออกไปอีกนะพี่ผมรู้สึกว่าประเทศไทยส่วนมากเป็นคนแบบ อาชีพของคนส่วนมากเป็นแรงงานอยู่ แล้วแบบว่าอ่ะตั้งแต่สมัยคาราบาวมา ลูกค้า (หมายถึงกลุ่มคนฟัง) เค้าเยอะ ผมรู้สึกว่าเพลงแบบเรามันคือเพลงแบบ....ฟังเพื่อสุนทรีย์แล้วกัน มันก็คือเพลงป๊อปแหละ แต่ดนตรีมันแบบว่าดูฟังเพื่อสุนทรีย์มากขึ้น เมโลดี้มันอาจจะไม่ได้เดา ได้เหมือนเพลงป๊อปทั่วไปอะไรอย่างนี้ ผมก็รู้สึกว่าเออ...ลูกค้าเรามันยังน้อยอยู่จริง ๆ ในประเทศนี้ ผมเลยรู้สึกว่าไม่ได้อยาก...ไม่ได้คาดหวังอะไรไปมากหรอกว่าแบบว่ามันจะต้องถล่มทลายขึ้นกว่านี้ขนาดนั้น
Q : ดนตรีของเรา เกิดจากสิ่งที่เราเรียนมาด้วยใช่หรือเปล่า
ลุค : เกิดจากสิ่งที่เราฟัง
เบนซ์ : ฟังที่ที่มหาลัย อ่ามันแค่เรื่องเรียนซะส่วนมาก แต่ว่าเรื่องอยากทำ เป็นเรื่องรสนิยมคนทำล้วนๆเลย
กินอะไรไป ก็ทำอาหารมารสชาติแบบนั้น
Q : เดี๋ยวๆเพลงมันก็มาเจอกับคนฟังเอง ถ้ามันใช่ใช่มั้ย
ลุค : ใช่ครับ
Q อีกนิดเดียววงจะ 10 ปีแล้ว Dept อยากจะไปจุดไหน มีแบบวัดเป็นเกณฑ์ที่แบบพอจะจับภาพได้มั้ย ?
เบนซ์ : โอโห...ถ้าแบบลม ๆ แล้ง ๆ เลย ผมสำหรับ...ผมก็คือแบบผมไม่ต้องเล่นโซเชียลมีเดียเลยแต่ว่าคนรู้จักผม ผมรู้สึกว่าเพลงผม ไม่ต้องมานั่งทำคอนเทนต์เพื่อเพลง ไม่ต้องมาเต้นหมุนตัวหรืออะไร โดยที่เราแบบไม่ได้เป็นคนแบบนั้นนะ...แค่รู้สึกว่าอยากให้เพลงมันทำงานไปเลยได้ไหม
Q : นั่นคือจุดที่เราอยากไป ?
เบนซ์ : เรียกว่าความมั่นคงทางอาชีพแบบพี่ ๆ Polycat หรือ Tattoo สำหรับผมก็เป็นเป้าหมายที่อยากเป็น คือแบบว่า...ที่ไม่ต้องปล่อยเพลงบ่อยก็ได้อะไรเงี้ย อันนั้นผมจะแฮปปี้เลย...เพราะมีเวลาทำในอัลบั้ม...แล้วก็มีงานเล่นสดอยู่
Q : พูดถึงประเด็นนี้ถามต่อเลย ไม่ต้องไม่ต้องปล่อยเพลงบ่อยในที่นี้ของเราคือยังไงระยะเวลา
เบนซ์ : คือทุกวันนี้มันต้องปล่อยเพลงปีนึงอย่างผมก็จะตั้งเป้าว่าขั้นต่ำมันต้อง 3 เพลง , 4 เดือนปล่อยทีนึง ไตรมาสหนึ่ง เอออะไรมาก
Q กดดันมั้ยหรือรับมือได้ ?
เบนซ์: อืม...ผมอ่ะทำได้ มันแบบ แต่แค่รู้สึกว่าถ้าอยากทำงานอัลบั้มจริง ๆ ผมเห็นด้วยกับที่พี่รุ่งอยากทำนะ แต่ว่า...เออแบบ...เราก็ต้องมีความมั่นคงในชีวิตด้วย รู้สึกว่าถ้ามีความมั่นคงแบบนั้นแล้วเราก็จะแฮปปี้กับการทำงานมากขึ้น กับการทำงานเพลง
ไม่ใช่งานไปเล่น ไปเล่นก็ส่วนหนึ่ง ทำงานสร้างสรรค์กันส่วนผมรู้สึกว่าผมต้องมีเวลาใช้ชีวิต...
Q : ขยายต่อเลย...อยากทำอะไรครับ
เบนซ์ : ผมใช้ชีวิต ผมรู้สึกว่ามันต้องมีวันที่มันปล่อยหัวโล่งๆ บ้าง เยอะ ๆ ผมไม่ต้องทำอะไรเลย ผมว่าศิลปินต่างประเทศมันหยุดไป 2-3 ปีได้
ลุค : แต่เราทำไม่ได้...(หัวเราะ) คือเราเราไม่ได้หยุด 2-3 ปีเลย
Q : แล้วมันมีช่วงเว้นวรรคบ้างไหม ?
เบนซ์ : ผมว่ามันเว้นได้แค่อาทิตย์เดียวก็หรูแล้วพี่...มีเว้นล่าสุดจะเพิ่งแบบไปเที่ยวต่างประเทศเลย 2 อาทิตย์แล้วแบบหยุดคิดเรื่องเพลงไปเลย ไม่ฟังเพลงเลย
ลุค: ผมไม่ได้ไป ผมไม่ได้ไปกับเขานะ (หัวเราะ)
เบนซ์ : แต่ผมก็รู้สึกว่าศิลปินต่างประเทศมีเวลาใช้ชีวิต มีเวลาตกตะกอนไอเดียอะไรใหม่ ๆ อะไรบ้าง แต่ในประเทศเราถ้าหายไปซักแบบจริง ๆ แค่ 4 เดือน คนก็ลืมแล้วว่ามีพวกคุณอยู่ ตอนนี้ ยิ่งแบบในในโลกที่โซเชียลทุกอย่างไวมาก (ลุค เสริม - ไวมาก)
Q: แล้วแล้วเราทำไงให้ไม่หายอ่ะมี หรือว่าหรือไม่สนใจเลย ?
เบนซ์ : ไม่สนใจก็ไม่ได้ เพราะว่าเราไม่ได้ดังขนาดนั้น...
Q : แล้วทำยังไง รับมืออยู่มันยังไง ?
เบนซ์ : ก็ต้องอยู่แบบนี้แหละครับ..
ลุค : ใช่ครับ
เบนซ์ : แล้วก็จะต้องทำงาน ต่อเนื่องไป
Q : แปลว่า 4 เดือน 3 เดือนเพลง ... ยังรับมือได้ใช่ไหม ?
เบนซ์ : แต่ 4 เดือนเพลง 3 เดือนเพลงไม่ต้องหมายความสามารถทำ 1 ทำงาน 1 เดือนแล้วปล่อย...แล้วหยุด 2-3 เดือนแล้ว แบบนั้นไม่ใช่ ผมทำงาน 24 ชม 7 วันเลย
Q : เบนซ์ ทำงานตลอดเวลาเลย ?
เบนซ์ : ใช่...มันเหมือนกับว่า...ผมว่าศิลปินส่วนมากเป็นอย่างงั้นผมว่าทำงาน 24 ชม. 7 วันจริง
ได้ยินเสียงอะไรมันก็คิด จริง ๆ ตอนที่ผมแต่งเพลงได้ผมนั่งเล่นเกมด้วยซ้ำอ่ะ แล้วก็แบบอัดเมโลดี้เอาไว้แล้วก็เดี๋ยวค่อยมาทำ มันจะมีช่วงอะไรแบบนั้น ซึ่งเรารู้สึกว่าเออถ้าเกิดว่าเรามีเวลาว่าง ๆ แบบนั้นที่เราปล่อยหัวสมองไปเลย มันอาจจะได้เพลงใหม่ยิ่งกว่าตอนมานั่งทำงานก็ได้
ลุค : จริง ๆ ก็ ถ้าได้ยินอะไรมันก็มันมันเหมือนมันเป็นออโต้คิดไปมากกว่า มันเหมือนมันสมองมันออโต้ไปแล้วอะไร
เค้าเรียกว่าไงอ่ะ
ต่อให้จะแบบว่าอ่ะวันนี้คิดแล้วว่าจะไม่คิดอะไรเลย แต่หมายความว่าพอมันได้ยินอะไรหรือแบบว่าอยู่ดี ๆ มันรันขึ้นมาในหัวอะไรเงี้ย มันก็คิดละว่าสามารถไปทำอะไรได้ต่อ...
Q : ถ้าเป็นวันหยุดนะ ไม่ต้องไม่ต้องส่งงาน แล้วมันจะได้งานที่ดี...?
เบนซ์ : ผมว่าเพลงมันเป็นอย่างงั้น ถ้าเราตั้งเป้าว่าจะอยากแยกเพลงอย่างงั้นอย่างงี้มันมันแบบออกมาออกมาได้แหละ... แต่ผมรู้สึกว่ามันไม่ค่อยธรรมชาติ เพราะผมมองย้อนกลับไปแบบ เพิ่งกลับไปทำงาน วิธีนั้น แบบว่าขึ้นเพลงมาโดยที่ไม่คิดอะไรเพราะเพลงฮิตวงส่วนมากมันเป็นอย่างงั้นหมดเลย มันคือจู่ ๆ ก็เปิดคอมขึ้นมาแล้วก็ลองทำอะไรเล่น แล้วจู่ ๆ มันก็กลายเป็นเพลง แล้วมันก็เป็นเพลงที่ดีได้
แต่วันที่เรารู้สึกว่าเราอยากมีเพลงช้า เทมโป้ประมาณนี้ ซาวด์ประมาณนี้ ฮิตแน่ปล่อยออกไปมันก็เฉย ๆ ... มันไม่ว้าว เหมือนตอนแบบ อะไรอ่ะจริง ๆ ผมก็ทำรายการเรื่องเกี่ยวกับดนตรีเหมือนกัน ชื่อรายการว่า Creative Noise ผมรู้สึกว่าคนไทยไม่มีสื่อแบบนี้ให้ดู แล้วเหมือนกับว่ามีเทปนึงอ่ะมีโอกาสแบบว่าพี่พี่ที่ทำด้วยอ่ะชื่อ
เค้าชื่อพี่แกรนด์ เป็นเจ้าของแกรนด์สตูดิโอเค้าเคยทำงานกับพี่หมู Big Ass แล้วก็เทปนั้นก็ได้พี่หมู Big Ass มาคุยเรื่องการแต่งเมโลดี้ พี่หมูเป็นคนแต่งเมโลดี้เพลง ใช่เยอะเลย ใช่เข้ามา พี่หมูแบบก็ถามผมว่าเวลาผมทำงานผมทำยังไงผมคิดยังไงก็ผมก็บอกเออผมถ้าอยากได้เพลงเร็วผมแบบถ้าเกิดว่าเกี่ยวกับความฝันต้องเริ่มจากคอร์ดนี้ไปคอร์ดนั้นคอร์ดนี้ พี่หมู บอกผมว่า 'มึงพยายามหนีตัวเองอยู่'
แล้วผมก็รู้สึกว่าเหมือนผมพยายามตั้งเป้าเมโลดี้ให้ได้แบบนั้นแบบนี้เพลงที่ฮิตในไทยตอนนี้มันต้องพุ่งแบบนี้ สุดท้าย ปล่อยปล่อยออกไปผลลัพธ์มันก็ไม่ได้ดีขึ้น แล้วผมก็ย้อนกลับไปคิดถึงเรื่องที่พี่หมูบอกว่ามันกำลังหนีตัวเองอยู่ ผมก็เลยลองกลับมาทำงานแบบที่ว่าผมได้ยินอะไรในหัว แล้วลองแบบไม่ต้องคิดอะไรว่าแบบมันจะไปเพลงมันจะพาไปไหน...
Q : สุดท้ายก็ต้องเป็นตัวเอง ?
Dept : ใช่
Q : กลัวเลข 30 ไหมครับ (หมายถึงอายุ)
เบนซ์ : ถามว่ามันตอนมันจะถึงแล้วมันก็ตกใจนะ เอาจริง ๆ แค่ย้อนกลับไปดูตัวเองหน้าตินตัวเองปีที่แล้วหรือ 2 ปีที่แล้วรู้สึกว่าตัวเองดูแก่ขึ้นเยอะเลย ต่อให้เราบำรุงทุกอย่างแล้วตาม
Q : บำรุงด้วยหรอ
เบนซ์ : ทาครีมอะไรก็ว่าไป สมัยนี้ เค้าคนฉีดโบท็อกซ์เป็นเรื่องปกติแล้วอ่ะ
ลุค : มันคือการดูแลร่างกายเลยอ่ะ ดูแลตัวเอง
เบนซ์ : เหมือนเหมือนกับว่าคนยุคนี้มันจะเป็นแบบนี้ไปแล้ว ผมก็เพิ่งมาเริ่มแบบก็ต้องฉีดโบท็อกซ์นะอะไรแบบว่าเพื่อนไปฉีดกันหมดเลย
ผมว่าเด็กสมัยนี้อายุ 10 กว่าฉีด
Q : แล้วเราอ่ะ
ลุค : ก็เหมือนกันครับ...แต่ว่าผมว่าผมไม่ได้ฉีดโบท็อกซ์แต่แบบไปทำแบบลิฟต์ให้คางแบบมันเก็บกระชับหน้า อะไรเงี้ยคือนั่นคือคอสเมติก
เบนซ์ : ผมว่ามันคือเรื่องปกติวันนี้ เหมือน ๆ คนอาบน้ำทาโลชั่นเมื่อก่อนแค่แค่ว่าต้องดูแลตัวเอง ผมว่า อารมณ์อารมณ์เหมือนคนซักอายุ 60 70 แบบเมื่อก่อนทำไมพวกมึงต้องกินวิตามินซีกันอะไรนี้
ช่างภาพ : สมัยก่อนต้องกินคอลลาเจนอะไรอย่างเงี้ย
เบนซ์ : ผมว่าเดี๋ยวนี้แบบว่าคนอายุ 30 กว่าก็เลยยังดูเป็นวัยรุ่นยังดูเด็กอยู่
ลุค : ซึ่งไม่ต้องเป็นศิลปินเป็นดาราก็ดูแลตัวเองกันเลย คิดว่าควรจะทำนะ (หัวเราะ)
Q : ดูแลตัวเองแล้วพวกคุณออกกำลังกายไหม หรือ เฉย ๆ
เบนซ์ : ผมอย่างมากเลยถ้าคือผมเดินลู่เดินชันเฉย ๆ จริง ๆ อยากออกนะแต่ว่ามันแบบเวลามันกระชั้นชิดที่บ้านเราจะขับออกไปแบบขับออกไปกลับก็อย่างเดียวก็แบบชั่วโมง 2 ชั่วโมงรถติดอะไรเงี้ย ถ้าจะไปฟิตเนสอะไรเงี้ยที่มีเครื่องครบเลย ไม่ได้มีเวลาเยอะขนาดนั้นก็เลยอาจจะแค่เดินลู่ในฟิตเนสหมู่บ้าน
ลุค : ผมต่างจากเบนซ์ครับ เพราะว่าฟิตเนสผมอยู่ใกล้ 5 นาที ก็ไปเท่าที่ว่างครับ แต่ไม่ได้ไปแบบโห 7 วัน 7 คืน
เบนซ์ : เอาจริง ๆ ถ้าบ้านผมอยู่ข้าง ๆ สวนเบญจกิติ ผมอาจจะออกไปวิ่งทุกวันก็ได้ แต่ไม่ได้อยู่ข้าง ๆ ไง
Q เวลาว่างจริง ๆ ที่ไม่ไม่ทำเพลงไม่ทำอะไร ทำอะไร
เบนซ์ : อยู่กับแฟนเลี้ยงหมาครับ อยู่กับแฟนครับเลี้ยงหมา เลี้ยงหมาก็คือขออยู่นิ่ง ๆ เฉย ๆ ดูการ์ตูนจริง ๆ ทุกวันนี้ผมก็แบบดูชินจังแล้วรู้สึกแฮปปี้นะ ไม่ได้อยากดูหนังเลยที่คิดซับซ้อนว่าหัวเราคิด
ลุค : ก็เหมือนกัน ไปเที่ยวกับแฟน ก็คือขอแบบ ก็ใช้ชีวิตปกติเหมือนคนปกติเลย ก็คือเหมือนแบบคนทำงานแล้วแบบเสาร์อาทิตย์หยุดออกไปเที่ยวกับเพื่อนไปเที่ยวกับแฟนไปกินนู่นกินนี่ก็อย่างงั้นเลยครับ
เบนซ์ : แต่ทุกวันนี้ผมมีอย่างนึงผมไม่ชอบไปที่คนเยอะ ๆ ไม่ชอบละอันนี้ไม่ชอบ อันนี้คือยังได้อยู่แต่ถ้าเกิดว่าเพื่อนชวนไปร้านแบบว่าไปกินเหล้าร้านแออัดอะไรเงี้ยไม่ได้อยากไป
Q แปลว่าเราก็ดื่มได้
เบนซ์ : ดื่มได้ แต่ดื่มแฮปปี้กับการไปดื่มบ้านเพื่อนมากกว่าแบบไม่เอาแบบเสียงดัง คุยกันไม่รู้เรื่อง ไม่อยากตะโกนคุยกัน
Q : แปลว่าปีหน้า 2 ปีหน้า 30 ไม่มีอะไรกลัวแค่แบบเรื่องปกติ
ลุค : แค่เรายังไม่รู้ว่า 30 แล้วจะเป็นยังไง ซึ่งเผลอแอาจจะแค่ 30 แล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เบนซ์ : อาจปวดหลังปวดคออะไรใด ๆ
Q : มันมี เรื่องเสื้อผ้า ที่เบนซ์เคยทำมีใครเคยทำ
เบนซ์ : ผมเคยทำแต่เลิกทำไปแล้ว ผมรู้สึกว่าผมไม่ได้เข้าใจมันรักมากเท่าดนตรี รู้สึกว่าแล้วตัวเองไม่ได้มานั่งตามแฟชั่นเพื่อทำเสื้อผ้าตลอดได้ก็เลยรู้สึกว่าถ้าถ้าเราไม่ได้ชอบมันขนาดนั้นเราไม่ทำดีกว่า
เพราะผมรู้สึกว่าถ้าเกิดว่าเราชอบมาก ๆ เราจะหาข้อมูลมันเยอะ อย่างแบบเวลาดูกับพี่บูลสเลอร์แล้วเสื้อผ้าเก่งมาดูเค้าคุยกันน่ะใต้นู่นใต้นี้ตะเข็บแบบนี้ได้สีนี้ ผมรู้สึกเออผมไม่ได้ขนาดนั้นหรอก ไม่อินใช่มั้ไม่ได้อินลึกขนาดนั้น
ลุค : ก็เคยทำครับแต่ว่าแต่ก็เลิกทำแล้วเหมือนกัน ทำเสื้อผ้าเหมือนกัน ก็เลยทำไปแล้ว
Q : สมมุติ ชอบฟังเพลง แต่ทำเพลงไม่เป็น ก็จะรู้สึกว่าวงนี้ วง Dept มีเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ อะไรบางอย่างบางอย่างครับมวลของมันอยู่อ่ะ ช่วยขยายความหน่อย
เบนซ์ : อย่างแบบเทิร์นสไตล์ (Turnstile) ก็คือแบบ...เค้าเรียกว่าฮาร์ดคอร์ของยุคนี้ ที่ได้รางวัลแกรมมี่ครับ ผมรู้สึกว่าเขาก็ไม่ได้เหมือนวงร็อค ที่ดูโมเดิร์นเหมือนวงร็อคในเจเนอเรชั่นเดียวกัน เปรียบเทียบให้เห็น ดูไม่เหมือน Paramore ยุค 2000s แบบเหมือนกับวิธีการมีคนละแบบอย่างแบบ การ Arrange กอง มันอาจจะตีแบบแพทเทิร์นกองแบบมีความที่มันเชื่อมโยงกันได้ แต่ว่า Turnstile มิกซ์เพลงออกมาแล้วกองมันดูวินเทจ ถ้าเทียบกับ Bring Me จริง ๆ ก็จะดูเป็นโมเดิร์นโมเดิร์นซาวด์ กองใหญ่ ๆ ใหญ่จากรีเวิร์บใส่ที่เสียงสแนร์แล้วเสียงมันตีแล้วมันตกโตแต่แบบอย่าง Turnstile อ่ะแบบหาจูนกองโน้ตไม่ได้ห่างกันมากแต่รีเวิร์บเค้าใส่แล้วตีแล้วแบบอะตะอะไรอย่างเงี้ย
Q : อุตสาหกรรมเพลง มันมีพื้นที่เยอะมาก อยู่ที่ว่าผู้ฟังอยู่ตรงไหน เพลงจะไปเจอคนฟังเมื่อไหร่
ลุค : ผมว่ามันก็คือรสนิยมนะ รสนิยม รสนิยมของคนฟังนะ...
เบนซ์ : ผมว่ามันถ้าเรายึดมั่นในแบบแนวทางตัวเองชัดเจน แล้วถ้าสมมุติว่าเราพูดแบบ พูดแบบเพ้อเจ้อเลยนะ...
ดวงมันมามากพอที่จะแบบว่า 'ดวงมึงจะดัง' ก็ก็อาจจะเป็นแบบนั้นนะพี่เพราะผมว่าวงดนตรีหลาย ๆ วงที่ได้แกรมมี่ในยุคนี้มันก็มาแบบเล็ก ๆ กันทั้งนั้นน่ะ แล้วมันประเด็นคือย้อนย้อนกลับมา จากวันนี้ที่เขาได้รางวัลกลับไปวันแรก ๆ ที่เขาเริ่มมันไม่ได้เปลี่ยนตัวตนตัวเองไป ผมว่าเขายังชัดเจนอยู่เหมือนเดิม อย่างแรกเลยคือเราต้องรู้กันว่าตัวเองต้องการอะไร ไม่ใช่แบบว่าอย่างงี้ทำมาไม่ ฮิต เดี๋ยวเราก็เปลี่ยนไปเป็นอีกแบบนึงเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอะไรอย่างนี้ ผมรู้สึกว่าในแนวทางตัวเองไม่ได้ชัดเจน แต่บางคนเปลี่ยนแล้วอาจจะดีขึ้นก็ได้ แล้วแต่แบบ แล้วแต่คน หรือจริง ๆ เค้าอาจจะเปลี่ยนความชอบไปแล้วจริง ๆ ก็ได้ อย่างคนก็จะชอบคอมเมนต์ว่าอ่ะคนอาจจะชอบ Coldplay ยุคอัลบั้ม 1 อัลบั้ม 2 แต่แบบว่าทุกวันนี้ Coldplay มันเเหมือนคนละวงกันไปแล้ว แต่ว่า ผมว่าความชอบ ผมพอมาทำงานเพลงก็รู้แหละว่ามันศิลปินมันก็เบื่อเป็นเว้ย แล้วการกลับไปทำอะไรซ้ำ ๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเวิร์ค พอมันเหมือนเดิมเกินไปคุณอาจจะเลิกทำเพลงเค้าไปเลยก็ได้
Q : คำถามสุดท้ายแล้ว แกลัวความผิดหวังอะไรบ้างในช่วงวัยกลัวผิดหวังไม่เอาเพลงก็ได้เอาชีวิตกลัวเริ่มผิดหวัง กลัวกลัวอะไรก็ได้ ตอนนี้ผมไม่มี ไม่กลัวเลยหรอ
ลุค : ตอนนี้ผมไม่มี ผมไม่มีไม่กลัวอะไรเลย
Q : ส่วนตัวผม ผมกลัวไม่มีกิน
ลุค : ผมก็กลัวไม่มีกินเหมือนกัน (หัวเราะ) เพราะผม ผมว่าทุกคนกลัวหมดอ่ะไม่มีกินเค้าผมว่าทุกคนไม่กลัวหมดเลยดูมันก็ต้องมีลึก ๆ ไง
เบนซ์ : ผมกลัวในสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ ผมว่าแต่ละคนมีปัญหาคนละแบบกันแต่มันจะมีเรื่องที่เราไม่สามารถควบคุมมันได้เลยแต่เรารู้ว่าเราต้องแก้มัน ผมรู้สึกว่าผมกลัวจริง...คือเรารู้ว่าเราต้องแก้ไขมัน แต่เราดันแก้ไขมันไม่ได้ ...รู้ด้วยว่าต้องทำยังไงแต่ทำไม่ได้มันก็จัดการอะไรไม่ได้ อันนี้คือสิ่งที่กลัวที่สุด
ลุค : อืม...(คิดนาน) ถ้าคิดเร็ว ๆ สุดตอนนี้คือกลัวสิ่งที่แบบสิ่งที่แบบว่าเราคาดเดาไม่ได้แล้วมาฉุกละหุกเกินไป แต่ถามว่าเรากลัวจนถึงขั้นแบบว่ากังวลขนาดนั้นมั้ย..เราก็ไม่...มันเกิดแล้วก็คือเกิดแล้ว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง