
ถอดบทเรียนจากภาพยนตร์ I Care a Lot ...เมื่อระบบพิทักษ์สิทธิ์กลายเป็นเครื่องมือฮุบทรัพย์ สะท้อนวิกฤตสังคมผู้สูงอายุและการทอดทิ้งคนชราที่ทั่วโลกต้องรับมือ
ภาพยนตร์แนวตลกร้าย-จิตวิทยาเรื่อง I Care a Lot (ห่วง...แต่หวังฮุบ) ออกมาในช่วงปี 2020 โดยผู้กำกับ เจ เบลกสัน (J Blakeson) ช่วงเวลานั้น ตัวหนัง ได้รับความสนใจพอสมควร เพราะจากการตีแผ่ด้านมืดของ "ธุรกิจพิทักษ์สิทธิ์ผู้สูงอายุ"
เรื่องราวเริ่มต้นจาก มาร์ลา เกรย์สัน (Marla Grayson) รับบทโดย โรซามุนด์ ไพก์ (Rosamund Pike) นักธุรกิจสาวผู้ฉากหน้าดูเป็นผู้พิทักษ์สิทธิ์มืออาชีพตามกฎหมาย แต่ฉากหลังเธอกลับร่วมมือกับแพทย์และสถานดูแลคนชรา ซึ่งการแสดงของเธอยอดเยี่ยมถึงขั้นได้รางวัล Golden Globes ในหมวดนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ในประเภท Musical or Comedy ด้วย
โดยตัวละครนี้ วางแผนยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อประกาศให้ผู้สูงอายุที่มีทรัพย์สินกลายเป็น "บุคคลไร้ความสามารถ" จากนั้นจึงเข้าควบคุมชีวิต ย้ายพวกเขาเข้าสถานดูแล และเข้ายึดทรัพย์สินทั้งหมดไปประมูลขายทอดตลาดเพื่อสร้างความร่ำรวยให้ตนเองอย่างถูกกฎหมาย ความโกลาหลเกิดขึ้นเมื่อมาร์ลาเล็งเป้าไปที่ เจนนิเฟอร์ ปีเตอร์สัน (Jennifer Peterson) รับบทโดย ไดเอน วีสต์ (Dianne Wiest)
หญิงชราที่ดูไร้ญาติมิตรแต่แท้จริงแล้วเป็นแม่ของ โรมัน ลุนยอฟ (Roman Lunyov) รับบทโดย ปีเตอร์ ดิงค์เลจ (Peter Dinklage) มาเฟียรัสเซียทรงอิทธิพล การปะทะและหักเหลี่ยมอย่างดุเดือดระหว่างมาร์ลากับมาเฟียโหดไม่ได้จบลงที่การทำลายล้าง แต่ในระบบทุนนิยมที่มุ่งเน้นผลกำไรสูงสุด ทั้งสองกลับจับมือกันเปลี่ยนขบวนการต้มตุ๋นนี้ให้กลายเป็นบริษัทบริหารการดูแลผู้สูงอายุระดับชาติที่สร้างรายได้มหาศาลพันล้านดอลลาร์ ทว่าในวันที่มาร์ลาก้าวสู่จุดสูงสุดของการเป็น CEO ผู้ประสบความสำเร็จ เธอกลับถูกยิงเสียชีวิตอย่า กะทันหันโดยลูกชายของเหยื่อรายหนึ่งที่แม่ต้องตายอย่างโดดเดี่ยวในสถานดูแล
ชะตากรรมของผู้สูงอายุในภาพยนตร์เรื่องนี้ สะท้อนภาพอันน่าหดหู่และเปราะบางอย่างยิ่ง เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์สิทธิ์โดยพึ่งพาเพียงใบรับรองแพทย์ที่เป็นเท็จ ผู้สูงอายุจะสูญเสียสิทธิ์ในการตัดสินใจเหนือชีวิตและทรัพย์สินของตนเองในทันที พวกเขาถูกเจ้าหน้าที่พาตัวออกจากบ้านอย่างไม่ทันตั้งตัว ถูกส่งเข้าสถานดูแลคนชราที่มีลักษณะไม่ต่างจาก "คุกในคราบสถานพยาบาล" ถูกยึดโทรศัพท์ ตัดขาดจากการติดต่อโลกภายนอกและญาติมิตร
ขณะเดียวกัน ทรัพย์สินที่เก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิต บ้าน รถยนต์ หรือแม้แต่เครื่องเพชรในตู้เซฟ ก็ถูกนำออกขายเพื่อนำเงินมาจ่ายเป็นค่าธรรมเนียมและค่าดูแลเข้ากระเป๋าขบวนการมิจฉาชีพ สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องโกหกในฮอลลีวูด แต่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากคดีฉ้อโกงที่เกิดขึ้นจริงในสหรัฐอเมริกา เช่น คดีของ April Parks ในรัฐเนวาดา ซึ่งเปิดบริษัทผู้พิทักษ์เอกชนแล้วใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายต้มตุ๋นผู้สูงอายุมากกว่า 150 คนจนสูญเสียทรัพย์สินทั้งหมด ก่อนที่เธอจะถูกจับกุมและตัดสินจำคุกหลายสิบปี
ประเด็นสำคัญที่สุดที่ภาพยนตร์ต้องการชูให้เห็น คือ วิกฤตสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) และปัญหาการทอดทิ้งคนชรา ข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติระบุว่า ประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปทั่วโลกกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและคาดว่าจะทะลุ 1.5 พันล้านคนภายในปี 2593
โครงสร้างประชากรโลกกำลังเปลี่ยนเข้าสู่รูปแบบ "พีระมิดหัวกลับ" ที่ประชากรวัยแรงงานมีจำนวนลดลงจนต้องแบกรับภาระในการดูแลผู้สูงวัยที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ในสังคมตะวันตกซึ่งเป็นสังคมปัจเจกนิยม(Individualism) ครอบครัวมักเป็นครอบครัวเดี่ยวที่ลูกหลานแยกย้ายไปใช้ชีวิต เมื่อผู้สูงอายุเริ่มมีภาวะสมองเสื่อมหรือร่างกายถดถอย พวกเขามักถูกปล่อยให้อาศัยอยู่ตามลำพังโดยไร้คนดูแลใกล้ชิด สภาพการถูกทอดทิ้งนี้เองที่กลายเป็น "จุดอ่อนอันหอมหวาน" ให้ขบวนการมิจฉาชีพมองเห็นโอกาสในการทำเงิน ภายใต้ระบบทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ ทรัพย์สินและบั้นปลายชีวิตของผู้สูงวัยถูกลดทอนคุณค่าจนกลายเป็นเพียง "สินค้า" หรือฟาร์มเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ของกลุ่มทุน
ภาพยนตร์เรื่องนี้กำลังส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรงถึงสังคมโลกว่า
• ระบบทุนนิยมไร้ศีลธรรมไร้ความปรานี: ระบบเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นผลกำไรโดยไม่สนใจจริยธรรม สามารถเปลี่ยนระบบที่ควรจะปกป้องผู้สูงวัยให้กลายเป็นกลไกขูดรีดอย่างเลือดเย็น
• ค่านิยมอคติต่ออายุ : การที่สังคมมองว่าผู้สูงอายุเป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเป็นภาระ ทำให้คนในสังคมมองข้ามสิทธิ์และเสียงของผู้สูงวัยอย่างง่ายดาย
• ความสำคัญของการวางแผนรับมือภาวะไร้ความสามารถ : ทุกคนจำเป็นต้องวางแผนทางกฎหมายและการเงินล่วงหน้า เช่น การทำหนังสือมอบอำนาจ (Power of Attorney) หรือการจัดตั้งทรัสต์ (Trust) ตั้งแต่ยังสุขภาพดี เพื่อระบุผู้ดูแลที่ไว้วางใจได้และป้องกันไม่ให้ศาลสั่งตั้งผู้ดูแลคนนอกเข้ามาแทรกแซง
• เกราะป้องกันที่ดีที่สุดคือความรักและความใส่ใจในครอบครัว: กฎหมายและสถาบันการดูแลใดๆ ก็ไม่สามารถคุ้มครองผู้สูงอายุได้ดีเท่ากับความผูกพัน ความเอื้ออาทรและการดูแลเอาใจใส่จากคนในครอบครัว
สำหรับประเทศไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่ "สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์" (Aged Society) แม้เราจะมีเกราะป้องกันจากวัฒนธรรมครอบครัวขยายที่สมาชิกหลายรุ่นอยู่อาศัยร่วมกัน
และกฎหมายไทยกำหนดให้เฉพาะทายาทเท่านั้นที่มีสิทธิ์ยื่นขอเป็นผู้พิทักษ์ต่อศาล แต่สังคมไทยก็กำลังเผชิญท้าทายใหม่ๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงเป็นครอบครัวเดี่ยว
ผู้สูงอายุอยู่ตัวคนเดียวมากขึ้น รวมถึงความเสี่ยงในการถูกหลอกลวงทรัพย์สินจากญาติสนิทหรือแก๊งมิจฉาชีพ การเตรียมรับมือในระดับโครงสร้างจำเป็นต้องเร่งสร้างองค์ความรู้เรื่องการบริหารจัดการทรัพย์สินวัยเกษียณ
พัฒนากลไกกฎหมายทรัสต์เพื่อการดูแลผู้สูงวัยให้สอดคล้องกับบริบทสังคมไทย ตลอดจนการสร้างทัศนคติเชิงบวกที่เคารพในคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้สูงอายุ เพราะสุดท้ายแล้ว การดูแลผู้สูงวัยไม่ใช่เพียงภาระของภาครัฐ แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในสังคม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง