
SHORT CUT
ของเล่นสุดฮิตจากยุค 90 อย่าง “ทามาก็อตจิ” ที่ตอนนี้มีอายุครบ 30 ปี กำลังกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งทั้งในกลุ่ม Gen Y เพราะความผูกพันจากอดีต และชาว Gen Z ที่กำลังฮิตเทรนด์ Y2K
สัตว์เลี้ยงดิจิทัลที่มาในรูปทรงไข่ใบจิ๋วสัญชาติญี่ปุ่นจากยุค 90 “ทามาก็อตจิ” หรือ Tamagotchi กำลังเริ่มกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งแม้จะมีอายุครบ 30 ปี ในปี 2026 นี้แล้วก็ตาม และที่สำคัญแม้ว่ามันจะเป็น “ของเล่น” แต่ผู้ใหญ่ Gen Y ไม่น้อยกลับให้ความสนใจเจ้าสัตว์เลี้ยงตัวนี้
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเทรนด์จากอดีตกำลังทยอยกลับมาได้รับความนิยมในปัจจุบัน และญี่ปุ่นเองที่ขึ้นชื่อเรื่องวัฒนธรรมป๊อปก็มีสิ่งที่เริ่มวนกลับมาเช่นกัน
“Heisei Retro” หรือ เฮเซ เรโทร ที่คล้ายกับเทรนด์ Y2K ของโลกในช่วงยุค 90 ถึงต้นปี 2000 คือการรวบรวมสไตล์ที่น่าสนใจของญี่ปุ่นยุคเฮเซไว้ ไม่ว่าจะเป็น แฟชั่นเกียรุ (Gyaru), สติกเกอร์ลายนูน, กล้องวิดีโอแบบพกพา, เครื่องเล่นซีดี และกาชาปอง ซึ่งเทรนด์เหล่านี้กำลังเริ่มกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง และที่ได้รับความสนใจเป็นวงกว้างก็คือของเล่นที่เป็นการเลี้ยงสัตว์แบบดิจิทัลที่สามารถพกพาได้อย่าง “ทามาก็อตจิ”
ส่วนหนึ่งที่ทำให้ทามาก็อตจิได้รับความนิยมโดยเฉพาะในกลุ่มคนวัยทำงานหรือชาว Gen Y ก็เพราะคนกลุ่มนี้มีความผูกพันกับทามาก็อตจิในฐานะที่เป็นของเล่นเมื่อครั้งยังเป็นวัยเด็ก เพราะมันเปิดตัวในปี 1996 และได้รับความนิยมไปทั่วโลกเนื่องจากมีความแปลกใหม่ หน้าตาน่ารัก และเป็นพวงกุญแจที่พกพาไปได้ทุกที่ทำให้ครองใจเด็กในยุคนั้นได้ไม่ยาก
ในปี 2025 ที่ผ่านมาถือว่ากระแสทามาก็อตจิมาแรงมาก เพราะจนถึงเดือนกรกฎาคมมียอดขายรวมกว่า 100 ล้านเครื่อง พร้อมโมเดลใหม่ๆ และดีไซน์คอลแลบอีกนับร้อย ตั้งแต่ Disney, Pac-Man, Sanrio ไปจนถึง Pokémon นอกจากนี้แบรนด์ยังโผล่เป็น “อีสเตอร์เอ้ก” ในสื่อวัฒนธรรมแนวป๊อปมากมาย เช่น The Big Bang Theory และ Turning Red ของ Disney/Pixar รวมถึงโมเดลล่าสุด Tamagotchi Paradise ที่เปิดตัวในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ก็ยังขายหมดอย่างต่อเนื่อง ทำให้เห็นว่ากระแสทามาก็อตจิกลับมาอีกครั้งจริงๆ
สำหรับคำว่า Tamagotchi นั้น เป็นการผสมคำระหว่าง Tamago (ไข่) และ Wotchi (นาฬิกา) เนื่องจากมันมีลักษณะเป็นรูปทรงเหมือนไข่ขนาดพกพา มาพร้อมหน้าจอ LCD และปุ่มกดที่เรียบง่าย ที่มาจากแนวคิดของ อากิ ไมตะ พนักงานวัย 30 ปีของ Bandai ในขณะนั้น ว่ากันว่าอากิได้ไอเดียนี้หลังจากดูรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับเด็กชายที่พยายามจะเอาเต่าที่เลี้ยงไว้ไปโรงเรียนอนุบาลด้วย
เพียงแค่ปีแรกที่ออกวางจำหน่าย ทามาก็อตจิก็มียอดขายถึง 20 ล้านเครื่องในญี่ปุ่น และอีก 20 ล้านเครื่องในตลาดทั่วโลก เทรนด์ของมันแพร่ไปกว่า 50 ประเทศทั่วโลกอย่างรวดเร็วแม้แต่ในประเทศไทยเอง จนทำให้บริษัทแม่อย่าง Bandai ผลิตไม่ทันต่อความต้องการ และทำให้เกิดของเล่นเลียนแบบนับไม่ถ้วน รวมถึงสัตว์เลี้ยงดิจิทัลแบรนด์อื่นๆ ในตลาด
เสน่ห์ที่มาพร้อมกับความเครียดของเกมนี้คือ “ความรับผิดชอบ” เนื่องจากมันเป็นสัตว์เลี้ยงดิจิทัลที่เหมือนกับสิ่งมีชีวิตจริงๆ ถ้าลืมให้อาหารหรือลืมเก็บอึให้มันนานเกินไปมันก็อาจจะป่วยหรือตายได้ เพราะว่ามันเป็นเกมที่ไม่มีให้กด Pause ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องที่แปลกใหม่สำหรับของเล่นเด็กในสมัยนั้นและเป็นภาพจำของทามาก็อตจิมาจนถึงทุกวันนี้
หลังจากนั้นทามาก็อตจิมีพัฒนาการมากขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2004 แบรนด์ได้นำระบบอินฟราเรดมาใช้ ทำให้ผู้เล่นสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องอื่นเพื่อผูกมิตร แลกของขวัญ และเล่นด้วยกันได้ ในปี 2019 ทามาก็อตจิก็เพิ่มการเชื่อมต่อกับ Bluetooth และแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน จนในปี 2023 มันสามารถรองรับ Wi-Fi ได้ด้วย
ไม่ใช่แค่เป็นของเล่นเท่านั้นแต่ทามาก็อตจิยังขยายจักรวาลไปสู่สื่ออื่นๆ อีกมากมาย เช่น การเปิดตัว Tamagotchi Plaza บน Nintendo Switch 2 ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา แอนิเมชันทามาก็อตจิที่ออกอากาศในญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2009 รวมทั้งหมด 143 ตอน หรือแม้แต่บัตรเครดิตลายทามาก็อตจิ
เมื่อปีที่แล้ว Hamleys ร้านของเล่นชื่อดังจากอังกฤษ ก็ได้จัดให้ทามาก็อตจิติดอันดับ 100 ของเล่นที่ดีที่สุดตลอดกาล ร่วมกับ Lego และรูบิกส์คิวบ์อีกด้วย
นอกจากการขยายจักรวาลแล้วทามาก็อตจิยังคอลแลบกับแบรนด์ดังอีกด้วย อย่างเช่น แบรนด์เสื้อผ้าชื่อดังของญี่ปุ่น “ยูนิโคล่” ที่ออกเสื้อยืดคอลเลกชันพิเศษเพื่อเฉลิมฉลอง 30 ปี ทามาก็อตจิ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากภาพที่เป็นพิกเซลของทามาก็อตจิรุ่นดั้งเดิม และยังมีทามาก็อตจิรุ่นพิเศษที่เป็นตัวเครื่องลายเฉพาะของยูนิโคล่อีกด้วย หรือการร่วมงานกับวง K-POP ระดับโลกอย่าง “BLACKPINK” เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งผู้เล่นสามารถสร้างและดูแลตัวละครเสมือนจริงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสมาชิกทั้ง 4 คน ได้แก่ จีซู, เจนนี่, โรเซ่ และลิซ่า
แม้ว่าทามาก็อตจิในตอนแรกจะสร้างขึ้นเพื่อเป็นของเล่นสำหรับเด็ก แต่ทุกวันนี้ผู้ใหญ่หลายคนก็ชื่นชอบมันไม่น้อย เช่น ยูเมโฮะ อาคิตะ วัย 25 ปี นักช็อปในย่านฮาราจูกุ ให้สัมภาษณ์กับ AFP ว่า เธอมีความทรงจำที่ดีในการเลี้ยงทามาก็อตจิอยู่หลายเดือนตอนเป็นเด็ก
“ฉันอยากได้มันมาก และเมื่อได้มาแล้ว ก็ทะนุถนอมและดูแลตัวละครนั้นอย่างดี”
ทางด้าน ราฟาเอลา มิแรนดา เฟรย์เร นักท่องเที่ยวชาวบราซิลวัย 15 ปี ที่มาเที่ยวฮาราจูกุ บอกกับ AFP ว่า เธอชอบแนวคิดสัตว์เลี้ยงดิจิทัลแบบทามาก็อตจิ เพราะมันให้ความรู้สึกคิดถึงและน่ารักมากแบบยุค 2000 ที่ทำให้ห่างจากโซเชียลมีเดียได้บ้าง “มันดีนะ ได้วางโทรศัพท์ลง แล้วหันมาชื่นชมสิ่งเล็กๆ ในชีวิต”
เรียกได้ว่าสาเหตุที่ทำให้ “ทามาก็อตจิ” เริ่มกลับมาได้รับความนิยมนั้นเป็นเพราะส่วนหนึ่งเกิดจากเทรนด์ที่วนกลับไปสู่ยุค Y2K ที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจ และในอีกมุมก็คือคนวัยทำงานหรือ Gen Y ที่เติบโตมาพร้อมกับของเล่นในอดีตจนเกิดเป็นความผูกพัน
ที่มา: Tokyo Weekender, CNA Lifestyle และ Uniql