
SHORT CUT
ในปี 2026 'พรหมลิขิต' อาจเป็นเรื่องที่เสี่ยงเกินไปสำหรับคนรุ่นใหม่ เมื่อการหาคู่ถูกเปลี่ยนมาใช้ MBTI ที่มีอิทพลเหนือกามเทพไปแล้ว
ในปี 2026 ในยุคของการเดท ที่คำถามแรกๆ เมื่อได้คุยกันไม่ใช่ “ชอบกินอะไร” หรือ “ไม่ชอบอะไร” แต่กลายเป็นการตั้งคำถามว่า “คุณเป็น MBTI อะไร” ปรากฎการณ์การเลือกคู่เดทผ่านแบบทดสอบบุคลิกภาพ MBTI (Myers-Briggs Type Indicator) ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ สิ่งนี้กำลังจะกลายเป็นอิทพลเหนือกฏเกณฑ์เดิมๆ ในความสัมพันธ์ไปแล้วหรือเปล่า
อ้างอิงจากรายงาน Korea JoongAng Daily และ PMI Korea ระบุว่า คนรุ่นใหม่มากกว่า 70% ให้ความสำคัญกับ MBTI ในการเลือกคู่เดท จนแอปพลิเคชันหาคู่ เช่น ‘Sky People’ และ ‘Glam’ ต้องบรรจุเงื่อนไขหลักในการสมัคร หากไม่ระไทป์บุคคลิกภาพ โปรไฟล์จะถูกมองว่าไม่สมบูรณ์และมีโอกาสถูกปัดทิ้งอย่างเห็นได้ชัด และยังมีอัลกอริทึมจับคู่ตาม "ทฤษฎีความเข้ากันได้ของ MBTI" ที่กลายเป็นฟีเจอร์หลักในการดึงดูดผู้ใช้งาน กลายเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดว่า MBTI ได้เปลี่ยนจาก ‘แบบทดสอบบุคลิกภาพ’ เป็น ‘บรรทัดฐานทางสังคม (Social Norm)’ เรียบร้อย
MBTI ที่น่าเชื่อถือกว่าดวงชะตา ?
ในอดีตการถามถึงราศีของฝ่ายตรงข้ามหรือดูดวงเพื่อหาความเข้ากันได้ของคู่รักคงเป็นเรื่องปกติ แต่ในปัจจุบัน สื่ออย่าง Vice และ Dazed Digita ชี้ให้เห็นว่า MBTI ได้เข้ามาทำหน้าที่แทนการดูราศีในฐานะเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของคนรุ่นใหม่ ทั้งในเรื่องที่ดูเป็นวิทยาศาสตร์กว่าราศีที่ถูกกำหนดจากวันเกิดและตำแหน่งดวงดาว หลายคนมองว่ามันดูไม่มีที่มาที่ไป ในขณะที่ MBTI มาจากการตอบคำถามด้วยตัวเอง และมีความสมเหตุสมผล แม้ในทางวิชาการจะยังมีการถกเถียงกันเรื่องความแม่นยำ แต่ในความรู้สึกของผู้ที่ทำแบบทดสอบมักรู้สึกว่า “ฉันเป็นคนบอกเองว่าตัวฉันเป็นใคร” และคนรุ่นใหม่มักมองว่า MBTI มีความยืดหยุ่นกว่าราศี เพราะเราสามารถค้นพบตัวตนใหม่ได้เมื่อเราโตขึ้น ขณะที่ราศีเป็นสิ่งตายตัวที่เปลี่นไม่ได้
เมื่ออัลกอริทึมทำงานได้ดีกว่าพรมลิขิต
สื่ออย่าง The Atlantic วิเคราะห์ว่า ในยุคที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและตัวเลือกที่หลากหลาย คนรุ่นใหม่เริ่มมองว่าการรอให้สิ่งที่เรียกว่า “พรมลิขิต” ทำงานมีโอกาสเสี่ยงที่เราจะรู้สึกผิดหวังมาก จากการที่เรามารู้ทีหลังว่า วิธีการคิดหรือไลฟ์สไตล์สวนทางกับเราโดยสิ้นเชิง และความไม่แน่นอนที่ไม่อยากเสียเวลาเดทกับคนที่ไม่รู้ว่ามีพื้นฐานนิสัยเป็นอย่างไร การใช้ MBTI จึงเหมือนการอ่านคู่มือการใช้งานเบื้องต้น ก่อนตัดสินใจเพื่อลดโอกาสที่จะเสียเวลาตรงนั้น
การเลือกเดทจาก MBTI ไม่ใช้แค่เรื่องตรรกะ แต่คือการหาความสบายใจล่วงหน้าที่คนรุ่นใหม่ไม่อยากเผชิญหน้ากับการ Gaslighting หรือความสัมพันธ์ที่ Toxic การรู้ไทป์ช่วยให้เรารู้ว่าคนนี้มีแนวโน้มที่จะรับมือกับความขัดแย้งอย่างไร เช่น คนไทป์ F อาจจะประนีประนอมมากว่าคนไทป์ T
การระบุ MBTI คือทางลัดของการหาคู่
Refinery29 ระบุว่าปัจจุบัน คนมักระบุ MBTI และความต้องการไว้บนไบโอโซเชียลอย่างชัดเจน เช่น "No E-Types" หรือ "Looking for my IFTJ" เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเรากำลังเลือกเดทจากป้ายกำกับมากกว่าตัวตนจริงๆ ปรากฎการณ์นี้ยังรวมไปถึงคนที่ยอมปฏิเสธคนที่เขามา เพียงเพราะ MBTI ไม่ตรงกับไทป์ในอุดมคติ
การใส่ MBTI ใน Bio ไม่ใช่แค่การแนะนำตัว แต่คือการสร้างข้อตกลงเบื้องต้นว่าเราจะรับมมือกับใครได้บ้าง สื่อ Dazed Digital และ Vice วิเคราะห์ว่า สิ่งเหล่านี้คือความต้องการของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการความปลอดภัยของอารมณ์
MBTI กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Personal Branding ในโลกออนไลน์ เลือกคู่เดทที่มาความเข้าเซตกันเพื่อสร้างภาพลักษณ์ความสัมพันธ์ที่ดูลงตัว เช่น การตามหาคู่แบบ "Golden Retriever x Grumpy"
การหาคู่จาก MBTI อาจกลายเป็นกับดัก
อ้างอิงจาก บทความจาก Psychology Today ระบุว่า ในขณะเดียวกัน ก็อย่ายึดติดกับ MBTI เหล่านี้ จนกลายเป็นข้อจำกัดในการพบเจอคนใหม่ๆ ในชีวิต เพราะหากเรายึดติดกับมันมากเกินไปจะทำให้เกิด Cognitive Laziness หรือ ความขี้เกียจที่จะเรียนรู้ เราจะตัดสินคนตรงหน้าผ่านอคติของ MBTI ทันที แทนที่จะใช้เวลาทำความรู้จักตัวจนที่แท้จริง เพราะมนุษย์แต่ละคนก็มีเสน่ห์ที่แตกต่างกันออกไปที่อัลกอริทึมหรือแบบทดสอบก็ไม่สามารถคำนวณได้
และในทางวิทยาศาสตร์ MBTI ยังมีปัญหาเรื่องความแม่นยำ เพราะคนเราอาจเปลี่ยนไทป์ได้ทุกเมื่อ เมื่อทพแบบทดสอบห่างกันเพียงไม่กี่เดือน Scientific American และ Vox ชี้ให้เห็นว่า การใช้ MBTI ในการเลือกคู่เดทเหมือนกับการใช้ไม้บรรทัดที่ยืดหดได้มาวัดค่าความสัมพันธ์ การตัดสินใจพลาดคนดีๆ ที่เข้ามาในชีวิต เพียงเพราะได้ผลทดสอบต่างจากเราในวันนั้นอาจะเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้เสียโอกาสในชิวิต