svasdssvasds

วิธีจัดข้าวของคนที่จากไปแล้ว ทำยังไงให้ใจไม่เจ็บปวดเกินไป

วิธีจัดข้าวของคนที่จากไปแล้ว ทำยังไงให้ใจไม่เจ็บปวดเกินไป

เมื่อถึงวันที่ต้องจัดข้าวของของคนที่จากไป อาจหนักกว่าที่คิด เพราะมันไม่ใช่แค่การเคลียร์พื้นที่ แต่คือการเผชิญหน้ากับะความสูญเสียของเราเอง

SHORT CUT

  • การจัดข้าวของของผู้จากไปไม่มีเส้นตาย บางคนพร้อมเร็ว บางคนต้องใช้เวลา ความถูกต้องไม่ได้อยู่ที่ความเร็ว แต่อยู่ที่ว่าใจเราพร้อมเผชิญหน้ากับความทรงจำเหล่านั้นหรือยัง
  • การปล่อยวางสิ่งของบางชิ้นไม่ได้แปลว่าความรักจะหายไป เลือกเก็บเพียงของที่มีความหมายจริงๆ ส่วนที่เหลืออาจถ่ายรูปหรือส่งต่อ เพื่อรักษาคุณค่าของความทรงจำโดยไม่แบกภาระทางใจเกินไป
  • การมีคนที่เข้าใจอยู่ข้างๆ ช่วยเปลี่ยนการจัดของจากงานที่เจ็บปวด ให้กลายเป็นกระบวนการเยียวยา การเล่าเรื่อง หัวเราะ และคิดถึงไปพร้อมกัน ช่วยให้ใจค่อยๆ เบาลงและก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง

เมื่อถึงวันที่ต้องจัดข้าวของของคนที่จากไป อาจหนักกว่าที่คิด เพราะมันไม่ใช่แค่การเคลียร์พื้นที่ แต่คือการเผชิญหน้ากับะความสูญเสียของเราเอง

ไม่ว่าเป็นการ เปิดลิ้นชัก หยิบเสื้อผ้า หรือจัดข้าวของของใครบางคนที่ไม่อยู่ตรงนั้นแล้วๆ อยู่ๆ ใจก็รู้สึกเศร้า หดหู่และใจหวิวๆ จนไม่อยากทำต่อ

ของบางชิ้นไม่ได้มีมูลค่าอะไร แต่กลับหนักในมืออย่างประหลาด แค่กลิ่นเดิมๆ หรือรอยพับบนเสื้อ ก็พาเราย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่เขายังอยู่ตรงนั้น ทำให้การจัดบ้านกลายเป็นมากกว่าการเคลียร์พื้นที่ แต่กลับกลายเป็นการเผชิญหน้ากับความคิดถึงและการสูญเสียภายในของเราแทนไปแบบไม่ได้ตั้งใจ

ถ้าคุณกำลังรู้สึกแบบนี้อยู่ ขอให้รู้ว่าความเศร้านั้นไม่ได้ผิดปกติเลย แต่มันคือสัญญาณว่า ความรักและความผูกพันยังคงอยู่ แม้คนคนนั้นจะไม่อยู่แล้วก็ตาม

ในวัยที่เรากำลังสร้างตัวหรือดูแลครอบครัว การต้องมารับหน้าที่จัดการสมบัติของผู้ที่ล่วงลับอาจกลายเป็น "ภาระทางใจ" ที่หนักอึ้ง บางคนรู้สึกผิดถ้าจะทิ้งเสื้อผ้าที่ยังมีกลิ่นอายของเขา หรือบางคนก็ถูกสังคมกดดันด้วยคำว่า "ต้องรีบเคลียร์บ้านเพื่อเริ่มต้นใหม่" แต่ในความเป็นจริง การจัดการความรู้สึกผ่านข้าวของนั้นไม่มีสูตรสำเร็จ และนี่คือมุมมองที่จะช่วยให้คุณผ่านมันไปได้แบบไม่เสียศูนย์

อย่ากดดันตัวเองเกินไป 

ไม่มีกฎหมายฉบับไหนกำหนดว่าคุณต้องจัดการห้องของผู้ล่วงลับภายในกี่วัน "บางคนอาจพร้อมทำในสัปดาห์แรก ขณะที่บางคนอาจต้องใช้เวลาเป็นปี" ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความเร็ว แต่อยู่ที่ว่าคุณพร้อมจะเผชิญหน้ากับความทรงจำเหล่านั้นหรือยัง หากวันไหนเปิดกล่องแล้วรู้สึกหายใจไม่ออก หรือน้ำตามันไหลไม่หยุด นั่นคือสัญญาณว่า "วันนี้พอแค่นี้ก่อน" การอนุญาตให้ตัวเองหยุดพักคือการดูแลใจที่ดีที่สุด

วิธีจัดข้าวของคนที่จากไปแล้ว ทำยังไงให้ใจไม่เจ็บปวดเกินไป

แยกแยะระหว่าง ‘ความทรงจำ’ กับ ‘วัตถุ’

เรามักจะผูกโยงวิญญาณของคนรักไว้กับสิ่งของ จนลืมไปว่า "ต่อให้เราทิ้งถ้วยกาแฟใบโปรดของเขาไป ความผูกพันที่เคยมีต่อกันก็ไม่ได้เลือนหายตามไปด้วย" ลองเปลี่ยนจากการเก็บของทุกชิ้น มาเป็นการเลือกชิ้นที่มีความหมายที่สุดเพียงไม่กี่อย่าง ส่วนที่เหลืออาจใช้วิธี ‘ถ่ายรูปเก็บไว้’ หรือส่งต่อให้คนอื่นที่ได้ใช้ประโยชน์ วิธีนี้จะช่วยลดความรู้สึกผิดลงได้ เพราะเราไม่ได้ทำลายความทรงจำ แต่เรากำลังส่งต่อคุณค่าของมัน

ให้คนที่เข้าใจกันมาแชร์ความรู้สึก

การนั่งรื้อของคนเดียวอาจทำให้เราจมดิ่งเกินไป การชวนเพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัวมาช่วยจะช่วยเปลี่ยนบรรยากาศที่หม่นหมองให้กลายเป็นการ ‘ล้อมวงเล่าเรื่อง’ การพูดคุยถึงที่มาของของแต่ละชิ้น การหัวเราะให้กับวีรกรรมเก่าๆ ของผู้จากไป จะช่วยให้การจัดบ้านกลายเป็นพิธีกรรมแห่งการเยียวยา แทนที่จะเป็นงานที่น่าหดหู่

วิธีจัดข้าวของคนที่จากไปแล้ว ทำยังไงให้ใจไม่เจ็บปวดเกินไป

ท้ายที่สุดแล้ว การจัดการข้าวของทีละกล่องคือการค่อยๆ จัดระเบียบความเศร้าในใจเราเอง เมื่อพื้นที่ในบ้านเริ่มว่างลง พื้นที่ในใจคุณก็จะค่อยๆ เปิดรับความสงบสุขและการเริ่มต้นบทใหม่ของชีวิตได้มากขึ้น โดยที่ความรักและความทรงจำเหล่านั้นยังคงถูกจัดเก็บไว้อย่างสวยงามในส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจตลอดไป

ที่มา : psychologytoday  

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

related