
SHORT CUT
ปลุกลมหายใจ ‘นครสวรรค์’ จากเมืองทางผ่านสู่จุดหมายปลายทาง ที่สร้างประสบการณ์ที่คนทุกวัยอินได้ ผ่าน ‘ปากน้ำโพโซกู้ด @ Suchada Street Style’
ลองหลับตานึกถึงภาพ ‘เมืองนครสวรรค์’ คุณเห็นอะไร?
หลายคนคงนึกถึงภาพคอนกรีตของสะพานเดชาติวงศ์ที่ทอดข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา หรือป้ายบอกทางขนาดใหญ่ที่ย้ำเตือนว่าเรากำลังเดินทางสู่ภาคเหนือ สำหรับคนเดินทาง นครสวรรค์มักถูกจดจำในฐานะ ‘เมืองผ่าน’ จุดแวะพักเติมน้ำมันหรือซื้อโมจิกล่องโตก่อนจะมุ่งหน้าต่อ
แต่ถ้าเราลองเลี้ยวรถเข้าสู่ย่านเมืองเก่าแถว ‘ปากน้ำโพ’ เราจะพบกับร่องรอยของอาณาจักรการค้าทางน้ำที่เคยรุ่งโรจน์ถึงขีดสุดในสมัยรัชกาลที่ 4 ยุคที่แม่น้ำปิง วัง ยม น่าน ไหลมาบรรจบกันพร้อมกับเรือสินค้าอัดแน่น และวิถีชีวิตคนไทยเชื้อสายจีนที่หยั่งรากลึกมานับร้อยปี
จากศูนย์กลางการค้าขายทางน้ำ เมื่อความเจริญเข้ามาและการคมนาคมเปลี่ยนผ่านจากทางน้ำสู่ทางบก เศรษฐกิจก็ย้ายฝั่ง ย่านตลาดเก่าที่เคยคึกคักค่อยๆ ถูกลดระดับความสำคัญเหลือเพียงความเงียบเหงาและตึกแถวไม้ที่ปิดสนิทรอวันทำความสะอาดใหญ่แค่ช่วงตรุษจีน หรือเทศกาลสำคัญเท่านั้น
ทีมงานจึงมีคำถามขึ้นมาว่า เราจะปล่อยให้ประวัติศาสตร์ย่านเมืองเก่านครสวรรค์ กลายเป็นเพียง ‘พิพิธภัณฑ์ที่หายใจไม่ได้’ หรือจะเปลี่ยนมันให้เป็น ‘ฟืน’ ที่ช่วยจุดไฟเศรษฐกิจชุมชนขึ้นมาใหม่?
นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ ผศ. ดร.กฤษณะ ดาราเรือง จากมหาวิทยาลัยเจ้าพระยา และทีมวิจัยพยายามหาคำตอบผ่านโครงการ “การพัฒนาตลาดปากน้ำโพด้วยฐานทุนวัฒนธรรมและกลไกความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เศรษฐกิจชุมชน และสำนึกท้องถิ่น” ภายใต้การสนับสนุนของ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) หน่วยงานในสังกัดสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ.
แนวคิดคือการนำ Cultural Capital หรือทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่เต็มกระเป๋า ทั้งอาหารฮกเกี้ยนโบราณ สถาปัตยกรรมเก่า และจิตวิญญาณมังกร มาปัดฝุ่นใหม่ให้กลายเป็น ‘ตลาดวัฒนธรรมสร้างสรรค์’ ที่ไม่ได้ขายแค่ของกิน แต่ขาย ‘ประสบการณ์’ ที่คนทุกวัยอินได้
หลังจากการเฟ้นหาย่านเก่าถึง 7 แห่ง ทั้งย่านวัดหัวเมือง ย่านตลาดลาว ย่านซุนหงส์ ย่านหน้าผา ย่านตลาดริมน้ำย่านวัดโพธาราม–ตลาดบ่อนไก่ และย่านตลาดสดเทศบาล ในที่สุด ‘ย่านวัดหัวเมือง’ บนถนนสุชาดา ก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นพื้นที่นำร่อง ภายใต้ชื่อโปรเจกต์เก๋ๆ ว่า ‘ปากน้ำโพโซกู้ด @ Suchada Street Style’
บรรยากาศที่นี่เหมือนเราได้ย้อนเวลากลับไปในอดีต ในจังหวะที่ช้าลง ท่ามกลางตึกเก่าและโรงภาพยนตร์อายุครึ่งศตวรรษ คุณจะได้กลิ่นหอมของ ‘อังถ่อก้วย’ (ขนมกุยช่ายสีชมพูรูปหัวใจ) ที่หน้าเตาของป้าแก้ว รัสรินทร์ สวัสอุดมพร ที่บอกเราด้วยรอยยิ้มว่า “คนมาเดินเพราะอยากรื้อฟื้นความจำสมัยก่อน ขนมโบราณเลยขายดีมาก และอยากให้มีตลาดแบบนี้ต่อไป”
ถัดไปอีกนิดคือ ‘ร้านขนมผักกาด’ สูตรอาม่าที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อก่อนถนนสายนี้ที่เคยเงียบเหงาหลังบ่ายสามโมง แต่ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยเสียงเจื้อยแจ้วของผู้คนมากมายที่หลั่งไหลมาทุกวันเสาร์-อาทิตย์สุดท้ายของเดือน ตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว ร้านค้าต่าง ๆ ที่เคยปิดกิจการกลับมาเปิดใหม่อีกครั้ง ทั้งร้านอาหาร และร้านกาแฟ
เชื่อไหมว่าตลาดบนถนนสายเล็กๆ ยาวเพียง 300 เมตรนี้ สามารถสร้างแรงกระเพื่อมได้มหาศาล มีร้านค้าเข้าร่วมกว่า 200 ร้าน โดยกว่า 80% คือคนพื้นที่ มีผู้เข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 9,000 คน และสร้างเงินหมุนเวียนในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาทต่อครั้ง คิดเป็นผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) สูงถึง 7.89 เท่า หรือพูดง่ายๆ คือ ลงทุนไป 1 บาท สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกลับมาเกือบ 8 บาท
ความสำเร็จของ ปากน้ำโพโซกู้ด ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเงินล้านเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การพิสูจน์ว่า ‘ย่านเก่าไม่จำเป็นต้องตายไปตามกาลเวลา’ หากคนในชุมชนลุกขึ้นมาเป็นเจ้าของเรื่องราว โดยมีภาคธุรกิจเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก และภาครัฐช่วยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง จะเป็นรูปแบบความร่วมมือที่ทำให้โครงการสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน
ภาพของอาคารพาณิชย์ที่เคยปิดตายกลับมาเปิดเป็นคาเฟ่เท่ๆ หรือร้านอาหารดั้งเดิมที่รุ่นลูกหลานกลับมาสืบทอด คือเครื่องยืนยันว่าเมืองมีชีวิตได้ด้วยความรักในรากเหง้าของตัวเอง ‘ทุนวัฒนธรรม’ อาจเริ่มต้นที่หลังประตูบานเฟี้ยมในซอยใกล้ๆ บ้าน
ตลาดวัฒนธรรมสร้างสรรค์ 'ปากน้ำโพโซกู้ด @ Suchada Street Style' จัดมาแล้ว 6 ครั้ง โดยครั้งที่ 7 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายภายใต้โครงการวิจัย จะจัดขึ้นในวันที่ 28–29 มีนาคม 2569 ก่อนที่ชุมชนจะก้าวออกไปบริหารจัดการด้วยตัวเองอย่างเต็มตัว โดยมีมหาวิทยาลัยเจ้าพระยาทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและที่ปรึกษาแทน
บางทีเมืองที่น่าอยู่ อาจไม่ใช่เมืองที่เจริญที่สุด แต่เป็นเมืองที่รู้จักหยิบเอา ‘เสน่ห์วันวาน’ มาปรุงใหม่ให้กลายเป็น ‘ความสุขของวันนี้’ ได้อย่างลงตัวที่สุดต่างหาก