svasdssvasds

LEGO รอดวิกฤตได้ไง? จากแบรนด์เกือบล้มละลาย สู่ของเล่นยอดฮิตทั่วโลก

LEGO รอดวิกฤตได้ไง? จากแบรนด์เกือบล้มละลาย สู่ของเล่นยอดฮิตทั่วโลก

จากแบรนด์ที่เกือบล้มละลายสู่ของเล่นอันดับ 1 ของโลก! เจาะกลยุทธ์ LEGO ที่ยอมทิ้งความซับซ้อนเพื่อกลับสู่จุดเริ่มต้น พร้อมพลิกโฉมเข้าสู่โลกดิจิทัลจนรอดวิกฤต

SHORT CUT

  • LEGO เคยเผชิญวิกฤตเกือบล้มละลายในปี 2003 เนื่องจากพยายามขยายธุรกิจไล่ตามเทรนด์จนสูญเสียเอกลักษณ์ และมีต้นทุนการผลิตสูงจากชิ้นส่วนที่ซับซ้อนเกินไป
  • จุดเปลี่ยนสำคัญคือการกลับสู่รากเหง้า โดยลดจำนวนชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็นลง 30% และหันมามุ่งเน้นที่ธีมหลักซึ่งเป็นที่นิยมและแข็งแกร่ง เช่น City, Technic และ Star Wars
  • บริษัทปรับกลยุทธ์โดยหันมาจับมือกับโลกดิจิทัลผ่านวิดีโอเกม สร้างพันธมิตรกับแฟรนไชส์ดังระดับโลก และขยายตลาดสู่กลุ่มผู้ใหญ่ รวมถึงสร้างชุมชนให้แฟนคลับมีส่วนร่วม

จากแบรนด์ที่เกือบล้มละลายสู่ของเล่นอันดับ 1 ของโลก! เจาะกลยุทธ์ LEGO ที่ยอมทิ้งความซับซ้อนเพื่อกลับสู่จุดเริ่มต้น พร้อมพลิกโฉมเข้าสู่โลกดิจิทัลจนรอดวิกฤต

จากตัวต่อที่เกือบเหลือแค่ชื่อ สู่ของเล่นยอดฮิตทั่วโลก

หากพูดถึงของเล่นที่ครองใจคนทุกวัย ชื่อของ LEGO หรือ เลโก้ คงลอยขึ้นมาเป็นอันดับแรกๆ ด้วยเสน่ห์ของตัวต่อหลากสีที่คอลแลบกับแฟรนไชส์ระดับโลกอย่าง Harry Potter หรือ Star Wars จนกลายเป็นของสะสมชิ้นโปรดของผู้ใหญ่ และของเล่นเสริมจินตนาการของเด็กๆ

ปัจจุบัน LEGO ไม่ใช่แค่บริษัทของเล่น แต่เป็น 'ปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม' ที่มีมูลค่ากว่า 6 พันล้านดอลลาร์ ครอบคลุมทั้งหนัง เกม และสวนสนุก โดยในปี 2015 พวกเขายังสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการแซงหน้า Mattel ขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของโลกได้สำเร็จ

แต่เชื่อไหมว่า... ก่อนจะยิ่งใหญ่ขนาดนี้ LEGO เคยยืนอยู่บนขอบเหวของการ 'ล้มละลาย' มาก่อน

ฝันร้ายในปี 2003 เมื่อ LEGO หลงทาง

ย้อนกลับไปตอนนั้น LEGO ตกอยู่ในสภาวะเลือดไหลไม่หยุด ขาดทุนมหาศาลถึง 1 ล้านดอลลาร์ต่อวัน! สาเหตุหลักมาจากความพยายาม 'วิ่งตามเทรนด์' จนลืมตัวตน พวกเขากระโดดเข้าหาทุกอย่างตั้งแต่วิดีโอเกม สินค้าแฟชั่น ยันนาฬิกา ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่แฟนคลับต้องการจริงๆ

ความซับซ้อนกลายเป็นยาพิษ เมื่อ LEGO ผลิตชิ้นส่วนต่างกันกว่า 7,000 ชนิด ทำให้ต้นทุนพุ่งสูงลิ่ว แถมยังพยายามต่อต้านกระแสดิจิทัล แทนที่จะหาทางอยู่ร่วมกับมัน จนผู้เชี่ยวชาญหลายคนสบประมาทไว้ว่านี่คือ 'จุดจบของไอคอนระดับตำนาน'

กลยุทธ์คืนชีพด้วยความเรียบง่าย

ที่มา: LEGO/FB

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในปี 2004 เมื่อ CEO คนใหม่อย่าง Jørgen Vig Knudstorp เข้ามาตั้งคำถามสำคัญว่า “หรือปัญหาคือตัวเราเอง?”

เขาตัดสินใจพา LEGO กลับสู่รากเหง้าด้วยการตัดชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็นออก 30% และหันมาโฟกัสธีมที่แข็งแกร่งอย่าง City, Technic และ Star Wars การยอมถอยกลับมาหนึ่งก้าวเพื่อจัดระเบียบองค์กรใหม่ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการกระโดดไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

โลกดิจิทัลที่ไม่ใช่ศัตรู แต่คือพาร์ทเนอร์

ที่มา: LEGO/FB

แทนที่จะกลัวเกมคอมพิวเตอร์ LEGO เลือกที่จะรวมร่างกับมันซะเลย การปล่อยเกมอย่าง LEGO Star Wars และ Lego Harry Potter กลายเป็นสะพานเชื่อมให้เด็กๆ อยากกลับมาต่อตัวต่อของจริงที่บ้าน นอกจากนี้เลโก้ยังไม่ลืมที่จะสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ โดยการร่วมมือกับแฟรนไชส์ระดับโลก เช่น Marvel, Disney และ Star Wars (ซึ่งชุด Star Wars อย่างเดียวช่วยเพิ่มรายได้ได้ถึง 35%) การจับคู่เรื่องราวที่คนรักเข้ากับประสบการณ์การต่อเลโก้ ทำให้แบรนด์กลายเป็นส่วนหนึ่งของป๊อปคัลเจอร์

รวมถึงมีการเจาะตลาดผู้ใหญ่เพิ่มมากขึ้น เพราะเลโก้เล็งเห็นว่าผู้ใหญ่ก็ชอบต่อเลโก้ จึงเปิดตัวชุดที่มีความซับซ้อนสูง เช่น Lego Creator Expert เพื่อให้ผู้ใหญ่ได้กลับไปเชื่อมโยงกับจินตนาการในวัยเด็กอีกครั้ง

ยิ่งไปกว่านั้น LEGO ยังสร้าง 'ระบบนิเวศ' ของตัวเองผ่าน The Lego Movie และรายการ Lego Masters รวมถึงโปรเจกต์ Lego Ideas ที่เปิดให้แฟนๆ ส่งแบบมาโหวตเพื่อผลิตจริง เปลี่ยนจาก 'คนซื้อ' ให้กลายเป็น 'ผู้ร่วมสร้าง' (Co-Creator) อย่างเต็มตัว

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เลโก้จะกลายเป็นของเล่นที่ครองใจคนทั้งโลก เพราะนอกจากจะมีความหลากหลายเข้าถึงแทบทุกกลุ่มเป้าหมายแล้ว ยังทำให้ผู้เล่นหรือนักสะสมได้รู้สึกว่ามีส่วนร่วมกับแบรนด์มากขึ้นด้วย แถมตัวของเล่นเองก็ยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดมีการเปิดตัว 'ตัวต่อดิจิทัล' เป็นนวัตกรรมที่เรียกว่าระบบ Smart Play ที่ฝังเซนเซอร์และชิปประมวลผลไว้ในตัวต่อ เพื่อให้ตัวต่อสามารถรับรู้ และโต้ตอบกับผู้เล่นและชิ้นส่วนอื่นๆ ได้จริงอีกด้วย

อ้างอิงข้อมูล : LEGO, The Strategy Institute และ Techsauce

related