
SHORT CUT
เมื่อเป้าหมายสำคัญในชีวิตของคนรุ่นใหม่ เช่น การซื้อบ้าน หรือการแต่งงาน เริ่มไปถึงได้ช้าลง ทำให้พวกเขาเริ่มมองข้ามการทำประกันชีวิตเช่นกัน?
เมื่อการแต่งงานและมีลูกถูกเลื่อนออกไป อาจเป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลว่าทำไมคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Y และ Gen Z ไม่ค่อยสนใจเรื่องการทำ 'ประกันชีวิต'
รายงานฉบับใหม่ พบว่า การที่คนรุ่นใหม่ใช้ชีวิตให้ไปถึงจุดหมายสำคัญหรือ Milestones ได้ช้าลง เป็นเพราะปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ส่งผลให้พฤติกรรมการจัดการการเงินเปลี่ยนไป โดยเฉพาะทัศนคติต่อการทำประกันชีวิต
ปัญหาลำดับต้นๆ เลยก็คือ ราคาที่อยู่อาศัยที่แพงขึ้นและค่าจ้างที่เติบโตไม่ทันเงินเฟ้อ ทำให้คนรุ่นใหม่ต้องเลื่อนแผนการซื้อบ้านหรือการมีลูกออกไป บางส่วนเลือกที่จะใช้เงินไปกับการหาความสุขในปัจจุบัน เช่น การท่องเที่ยวหรือการซื้อของชิ้นใหญ่ แทนการวางแผนระยะยาว
นอกจากนี้การทำประกันชีวิตก็อาจไม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ทางการเงินของคนยุคนี้ โดยรายงานจาก Capgemini ระบุว่า แม้คนอายุต่ำกว่า 40 ปี เกือบ 70% จะเห็นว่าประกันชีวิตเป็นสิ่งสำคัญสำหรับอนาคตทางการเงินที่มั่นคง แต่พวกเขากลับเลือกที่จะไม่ทำ เพราะเงื่อนไขที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับความสำคัญทางการเงินของพวกเขา
Samantha Chow ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันชีวิตจาก Capgemini อธิบายว่า คนรุ่นใหม่จะยอมทำประกันก็ต่อเมื่อมัน “ถูกมากหรือฟรี” เท่านั้น นั่นก็เพราะพวกเขารู้สึกว่าการต้องจ่ายเบี้ยประกันในขณะที่ยังไม่มีเงินพอจะซื้อบ้านเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล แต่เลือกที่จะเอาเงินไปลงทุนกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือเปิดบัญชีลงทุนเองมากกว่า เพราะมองว่าเห็นผลชัดเจนกว่า
ที่สำคัญคนรุ่นใหม่ต้องการผลประโยชน์ในขณะที่ยังมีชีวิต โดยปกติแล้ว ประกันชีวิตแบบดั้งเดิมจะจ่ายเงินให้กับผู้รับผลประโยชน์ก็ต่อเมื่อผู้ทำประกัน 'เสียชีวิต' ไปแล้ว เพื่อใช้เป็นค่าทำศพหรือปลดหนี้
แต่สิ่งที่ Gen Y และ Gen Z สนใจจริงๆ ก็คือสิทธิประโยชน์ที่เจ้าของกรมธรรม์สามารถใช้ได้ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เช่น การดึงเงินสะสมออกมาใช้ สามารถกู้ยืมหรือถอนเงินจากมูลค่าเงินสดในกรมธรรม์มาใช้ซื้อบ้านหรือใช้จ่ายยามฉุกเฉิน หรือการได้รับเงินล่วงหน้าหากตรวจพบโรคร้ายแรง
ทั้งนี้ยังมีผลการศึกษาพบว่า 1 ใน 4 ของผู้บริโภคปฏิเสธการทำประกันชีวิต เพราะขั้นตอนที่ยุ่งยากและ ศัพท์เทคนิคที่เข้าใจยากเกินไป ทำให้พวกเขาไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วจะใช้ประโยชน์จากกรมธรรม์ได้อย่างไรบ้าง
โดย Samantha เองก็เล่าว่าตัวเธอใช้เงินจากมูลค่าเงินสดในกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ทำไว้ตั้งแต่อายุ 21 ปี มาใช้ซื้อบ้านหลังแรกด้วยเงินสด แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครอธิบายเรื่องนี้ให้คนรุ่นใหม่ฟัง
อีกปัจจัยหนึ่งก็คืออุตสาหกรรมประกันต้องปรับตัวเพื่อรับเงินมรดกครั้งใหญ่ เพราะโลกกำลังเข้าสู่ช่วงการส่งต่อความมั่งคั่งมูลค่า 124 ล้านล้านดอลลาร์จากรุ่นพ่อแม่สู่รุ่นลูก หรือ Great Wealth Transfer ซึ่งคนรุ่นใหม่ก็คาดหวังว่าจะได้รับมรดกเฉลี่ยคนละประมาณ 106,000 ดอลลาร์ (ราว 3.8 ล้านบาท)
ท้ายที่สุดนี้ 'ประกันชีวิต' ควรจะเป็น 'เป้าหมายสำคัญ' ของเงินก่อนนี้ แต่ธุรกิจประกันก็จำเป็นจะต้องเปลี่ยนตัวเอง ต้องให้ความรู้กับผู้บริโภคด้วย ไม่ใช่แค่ขายอย่างเดียว แต่ต้องสอนให้คนเข้าใจในช่วงที่เข้ากำลังเลือกสวัสดิการหรือผลประโยชน์ต่างๆ รวมถึงต้องมีความยืดหยุ่น
และประกันชีวิตต้องกลายเป็น 'ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน' ที่ครบวงจรและปรับเปลี่ยนได้ตามช่วงชีวิต เช่น ช่วยเรื่องเจ็บป่วย, ช่วยเรื่องซื้อบ้าน, หรือช่วยจ่ายค่าเทอมลูกในอนาคต
เรียกได้ว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้ขี้เกียจวางแผนการเงิน แต่พวกเขาต้องการผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้จริงในวันที่ยังมีลมหายใจ และเข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน และถ้าอุตสาหกรรมประกันยังไม่ปรับตัวให้ยืดหยุ่นเหมือนการลงทุนรูปแบบอื่น ก็คงยากที่จะชนะใจคนรุ่นนี้
ที่มา : Fortune