เพลง Beat It ของ ไมเคิล แจ็กสัน ที่เงินล้านก็ซื้อไม่ได้ - 20 นาที โซโล่ฟรี และเบียร์สองแพ็ก

เพลง Beat It ของ ไมเคิล แจ็กสัน ที่เงินล้านก็ซื้อไม่ได้  - 20 นาที โซโล่ฟรี และเบียร์สองแพ็ก

เบื้องหลัง 'Beat It' ที่เงินล้านก็ซื้อไม่ได้ - 20 นาที โซโล่ฟรี และเบียร์สองแพ็ก พลังของ ‘แพสชัน’ ที่เขย่าประวัติศาสตร์ดนตรีโลก

รู้หรือไม่ว่า เพลง Beat It มีเบื้องหลังมากมายก่อนจะเป็นเพลงดังระดับเมกะฮิตของโลก ?  เราขอชวนเจาะลึกเรื่องราว เพลง  Beat It  ของ MJ - หลายๆอย่างสะท้อนแง่มุมที่น่าคิด อาทิ การทำงานข้ามสายดนตรี ในช่วงเวลานั้น ที่สั่นสะเทือนประวัติศาสตร์ดนตรี  

จุดเริ่มต้นของการทำงานข้ามสายเพื่อทลายข้อจำกัด

ย้อนเข็มนาฬิกาดิจิทัลกลับไปในช่วงต้นทศวรรษ 1980  ช่วงเวลานั้น อุตสาหกรรมดนตรีโลกถูกแบ่งแยกอย่างชัดเจนด้วยเส้นแบ่งมาตรฐานบางอย่าง (ที่มองไม่เห็น)  

เพลงป็อปและอาร์แอนด์บีถูกจัดให้อยู่ในพื้นที่หนึ่ง  ซึ่งเน้นจังหวะที่เต้นรำได้  ขณะที่เฮฟวีเมทัลและฮาร์ดร็อกก็ครองอีกพื้นที่หนึ่งด้วยความดุดันของเสียงกีตาร์ แฟนเพลงและสถานีวิทยุของทั้งสองกลุ่มแทบจะไม่มีจุดร่วมกัน 

แต่แล้วในปี 1982 อัลบั้ม 'Thriller' ของ ไมเคิล แจ็กสัน (Michael Jackson) ภายใต้การทำงานของโปรดิวเซอร์ระดับเทพ อย่าง ควินซี โจนส์ (Quincy Jones) ก็ได้ตัดสินใจทำสิ่งที่ท้าทายที่สุดในช่วงเวลานั้น 

นั่นคือการริเริ่มการทำงานข้ามสาย (Cross-Functional Collaboration) เพื่อทลายข้อจำกัดระดับโครงสร้างของวงการเพลง

เบื้องหลัง 'Beat It' ที่เงินล้านก็ซื้อไม่ได้  - 20 นาที โซโล่ฟรี และเบียร์สองแพ็ก  พลังของ ‘แพสชัน’ ที่เขย่าประวัติศาสตร์ดนตรีโลก Credit ภาพ themightyvanhalen.net

ไมเคิล แจ็กสัน มีความต้องการที่ชัดเจน เขาอยากสร้างเพลงร็อกที่เด็กนักเรียนและนักศึกษาสามารถสนุกไปกับมันได้ ควินซีจึงมองหาองค์ประกอบที่จะมาเติมไอเดียนี้ 

การตัดสินใจดึงตัว เอ็ดดี แวน เฮเลน (Eddie Van Halen) เทพเจ้ากีตาร์แห่งยุคจากฝั่งฮาร์ดร็อก และ สตีฟ ลูคาเธอร์ (Steve Lukather) มือกีตาร์ดาวรุ่งฝีมือฉกาจจากวง Toto มาร่วมงาน ถือเป็นการ 'คิดนอกกรอบ' ที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ 

แล้วผลลัพธ์ที่ได้คือผลงานเพลงชิ้นเอกที่ผสมผสานดนตรีป็อปเข้ากับฮาร์ดร็อก ริฟฟ์กีตาร์ที่ดีที่สุดเพลงหนึ่งของโลก 

ทำหน้าที่เสมือน "ม้าโทรจัน" นำพาเพลงของศิลปินผิวดำเจาะทะลวงเข้าไปในสถานีวิทยุร็อกของคนขาวได้สำเร็จ และยังบีบให้ช่อง MTV ที่ผังรายการเคยผูกขาดโดยศิลปินร็อกผิวขาว ต้องยอมเปิดมิวสิกวิดีโอเพลงนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า นำไปสู่การทำลายกำแพงอคติทางสีผิวบนสื่อโทรทัศน์อย่างราบคาบ

เพลง Beat It ของ ไมเคิล แจ็กสัน ที่เงินล้านก็ซื้อไม่ได้ - 20 นาที โซโล่ฟรี และเบียร์สองแพ็ก Credit ภาพ themightyvanhalen.net
 

เบื้องหลังริฟฟ์กีตาร์ ระดับท็อปของโลก- ความทุ่มเทที่ไร้เงื่อนไข

ประวัติศาสตร์ของเพลง "Beat It" ถูกขับเคลื่อนด้วยแพสชันอันแรงกล้าของคนทำงานมากกว่าผลประโยชน์เชิงพาณิชย์

เรื่องราวสุดคลาสสิกเริ่มต้นขึ้นเมื่อสตูดิโอพยายามติดต่อเอ็ดดี แวน เฮเลน และสตีฟ ลูคาเธอร์  ซึ่งทั้งคู่ต่างก็นึกว่าสายโทรศัพท์จากไมเคิลและควินซี เป็นการโทรมาก่อกวนจนถึงขั้นวางสายใส่ไปหลายครั้ง

เมื่อความเข้าใจตรงกัน การทำงานระดับมาสเตอร์พีซจึงเริ่มขึ้น สตีฟ ลูคาเธอร์ เล่าบรรยากาศในวันแรกว่า ในห้องอัดเต็มไปด้วยตำนานอย่าง พอล แม็กคาร์ตนีย์, จอร์จ มาร์ติน และ เจฟฟ์ เอเมอริก ซึ่งถือเป็นความฝันอันสูงสุดของนักดนตรี สตีฟรับหน้าที่อัดไลน์กีตาร์ริธึม (Rhythm) ถึง 4 รอบเพื่อให้ได้เสียงที่ทรงพลัง แต่เมื่อพบว่าท่อนนั้นขาดเสียงเบส เขาจึงอาสาเล่นเบสเองเพื่ออุดช่องโหว่ของงาน ทว่าเมื่อส่งงานไป ควินซีมองว่าเสียงกีตาร์ดุดันเกินไปและอาจทำให้สถานีวิทยุอาร์แอนด์บีไม่ยอมเปิดเพลง สตีฟจึงต้องแสดงความยืดหยุ่น (Agility) ปรับแก้ลดเสียงแตกของกีตาร์ลงจนได้ความพอดี

'Beat It': คัมภีร์การทำงานนอกกรอบที่พิสูจน์ว่า 'ผลลัพธ์' สำคัญกว่า 'ความเป็นเจ้าของ' ในภาพคือ พอล แม็คคาร์ทนี่ย์ สมาชิก The Beatles Credit ภาพ AFP

ทางด้าน เอ็ดดี แวน เฮเลน (อยู่กับวง Van Halen) ซึ่งขณะนั้นมีกฎเหล็กของวงว่าห้ามรับงานนอก ได้อาศัยจังหวะที่เพื่อนร่วมวงคนอื่นๆ เดินทางไปต่างประเทศ แอบมารับงานนี้ เขาตัดสินใจอัดท่อนโซโล่กีตาร์ที่ดุดันด้วยแอมป์ที่เช่ามา โดยไม่เรียกร้องค่าตอบแทนใดๆ และไม่แม้แต่จะขอลงเครดิตชื่อในอัลบั้ม มีเพียงคำบอกเล่าขำขันว่าเขาได้เบียร์สองแพ็กเป็นสินน้ำใจ 

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงแรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation) ของศิลปินที่ทำไปเพียงเพราะความรักในสิ่งที่ทำ และการใช้เวลาว่าง 20 นาทีเพื่อท้าทายขีดจำกัดของตัวเอง

การบริหารอีโก้ และ ความเป็นมืออาชีพ 

จุดพลิกผันที่น่าสนใจและเป็นบทเรียนทางธุรกิจที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการบันทึกเสียงเพลงนี้ คือศิลปะแห่งการมอบหมายงาน (Empowerment & Trust) ควินซี โจนส์ ไม่ได้ทำตัวเป็นผู้จัดการที่จู้จี้จุกจิก แต่เขามอบความไว้วางใจให้กับผู้เชี่ยวชาญอย่างเอ็ดดีอย่างเต็มที่ด้วยประโยคสั้นๆ ว่า "ทำตามที่นายต้องการเลย"

เอ็ดดีจึงขอให้ซาวด์เอ็นจิเนียร์รื้อโครงสร้างเพลงใหม่ทั้งหมด โดยตัดต่อเทปย้ายท่อนโซโล่ไปทาบทับกับทางเดินคอร์ดของท่อนเวิร์สแทน ซึ่งในยุคอะนาล็อก 

การตัดต่อเส้นเทปถือเป็นความเสี่ยงระดับที่ว่าหากผิดพลาด ทุกอย่างจะพังทลาย และความเปลี่ยนแปลงนี้ยังส่งผลกระทบต่อระบบไทม์โค้ด SMPTE ทำให้สตีฟ ลูคาเธอร์ และมือกลอง เจฟฟ์ พอร์คาโร ต้องกลับมาอัดแทร็กพื้นฐานของเพลงใหม่ทั้งหมดเพื่อให้เข้ากับโครงสร้างที่เปลี่ยนไป

เมื่อไมเคิล แจ็กสัน กลับเข้ามาในสตูดิโอและได้ยินเพลงที่ถูกรื้อโครงสร้างใหม่ เอ็ดดีเตรียมใจไว้แล้วว่าอาจจะถูกบอดี้การ์ดเตะโด่งออกจากห้อง ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นบทเรียนของการบริหารอีโก้ (Ego Management) ที่ยิ่งใหญ่ ไมเคิลไม่ได้แสดงความโกรธที่ผลงานของตนถูกแก้ไขลับหลัง ตรงกันข้าม เขากลับเอ่ยปากชมและขอบคุณเอ็ดดีที่ "ใส่ใจกับเพลงมากกว่าแค่การมาโซโล่ และทำให้เพลงมันดีขึ้น"

ในวงการดนตรีที่ศิลปินมักมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไมเคิล แจ็กสัน ได้แสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะและภาวะผู้นำ เขามองข้าม "ความเป็นเจ้าของ" (Ownership) และยึดเอา "ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดของงาน" เป็นที่ตั้ง นี่คือความเป็นมืออาชีพขั้นสุดที่เปิดรับความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

'Beat It': คัมภีร์การทำงานนอกกรอบที่พิสูจน์ว่า 'ผลลัพธ์' สำคัญกว่า 'ความเป็นเจ้าของ' Credit ภาพ AFP

Legacy จาก Beat It ที่ส่งต่อถึงปัจจุบัน

ความสำเร็จของ "Beat It" ไม่ได้หยุดอยู่แค่ยอดขายกว่า 10 ล้านก็อปปี้ทั่วโลก การกวาดรางวัลแกรมมี่อวอร์ดส์ หรือการผลักดันให้อัลบั้ม 'Thriller' กลายเป็นอัลบั้มที่มียอดขายสูงสุดตลอดกาล แต่มันคือตำนานของการทำงานเป็นทีม แม้เอ็ดดีจะเคยเล่าติดตลกว่า ในเวลาต่อมาขณะที่เขาเดินซื้อของอยู่ในร้าน Tower Record แล้วเพลงนี้ถูกเปิดขึ้น มีเด็กวัยรุ่นพูดขึ้นมาว่า "มือกีตาร์คนนี้พยายามเลียนแบบ เอ็ดดี แวน เฮเลน" จนเขาต้องสะกิดบอกเด็กคนนั้นว่า "ฉันเล่นเอง"

เพลงที่ยิ่งใหญ่ และกลายเป็น เพลงแห่งยุคสมัย และเปลี่ยนโลก เปลี่ยนความคิดผู้คนจำนวนมาก -  มักเกิดจากการนำคนเก่งที่มีความเชื่อต่างขั้วมาทำงานร่วมกัน การให้อิสระในการสร้างสรรค์ การเปิดรับความเสี่ยง และที่สำคัญที่สุดคือการละทิ้งอีโก้เพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จร่วมกัน เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้มารวมตัวกัน ผลงานที่ออกมาจึงไม่ใช่แค่เพลงฮิตระดับโลก แต่เป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่คอยตอกย้ำว่า ไม่มีขีดจำกัดใดในโลกการทำงานที่มนุษย์จะทลายลงไม่ได้

ที่มา :  ultimateclassicrock. theatlantic Beat It  independent apnews

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 

related