‘ภาวะความสัมพันธ์ถดถอย’ ทำให้ Gen Z เป็นโสดมากกว่าที่คิด

‘ภาวะความสัมพันธ์ถดถอย’ ทำให้ Gen Z เป็นโสดมากกว่าที่คิด

‘Gen Z’ กลายเป็นกลุ่มคนที่เลือกจะเป็นโสดมากกว่าที่คิด ส่วนหนึ่งเพราะโตมาในยุคที่โซเชียลมีเดียกำลังบูม ต้องเจอกับโรคระบาด ไปจนถึงค่าเช่าบ้านที่สูงลิ่ว

SHORT CUT

  • ผลวิจัยชี้ว่า Gen Z มีแนวโน้มเป็นโสดมากกว่าคนรุ่นก่อน โดยมีเพียง 49% ที่มีความสัมพันธ์ที่มั่นคง เทียบกับ Gen Y ที่มีถึง 57% ในช่วงอายุเดียวกัน
  • ปัจจัยหลักที่ทำให้ Gen Z เป็นโสดมากขึ้น ได้แก่ การเติบโตในยุคดิจิทัล, ผลกระทบจากโรคระบาดโควิด-19, วิกฤตราคาอสังหาริมทรัพย์ และความพิถีพิถันในการเลือกคู่ครองมากขึ้น
  • สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้อัตราความสัมพันธ์ลดลงคือ Gen Z มีแนวโน้มที่จะย้ายเข้าไปอยู่ด้วยกันกับคนรักน้อยกว่าคนรุ่น Gen Y

‘Gen Z’ กลายเป็นกลุ่มคนที่เลือกจะเป็นโสดมากกว่าที่คิด ส่วนหนึ่งเพราะโตมาในยุคที่โซเชียลมีเดียกำลังบูม ต้องเจอกับโรคระบาด ไปจนถึงค่าเช่าบ้านที่สูงลิ่ว

เป็นเรื่องที่เราอาจจะรู้กันดีอยู่แล้วว่าคนรุ่นใหม่หรือ “Gen Z” มีแนวโน้มที่จะมีคู่รักหรือความสัมพันธ์ที่มั่นคงน้อยกว่าคนรุ่น Gen Y เมื่อเทียบในช่วงอายุเท่ากัน แต่งานวิจัยในอดีตมักจะพลาดปัจจัยสำคัญไปอย่างหนึ่ง นั่นคือการไม่ได้นับรวมคู่รักที่ไม่ได้อาศัยอยู่ด้วยกันนั่นเอง

เมื่อนักวิจัยนำข้อเท็จจริงนี้มาร่วมพิจารณา ก็พบว่าจำนวนคนรุ่น Gen Z ที่มีความสัมพันธ์นั้น น้อยกว่าที่เราเคยรับรู้เสียอีก

ปรากฏการณ์ “ภาวะความสัมพันธ์ถดถอย” หรือ Relationship Recession มีเหตุผลเบื้องหลังมากมาย ตั้งแต่การเติบโตมาในยุคโซเชียลมีเดียเฟื่องฟู ไปจนถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ตึงตัว แต่อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังคงพยายามหาข้อสรุปว่า การครองโสดในระยะยาวนั้นส่งผลดีหรือผลเสียต่อความสุขในชีวิตกันแน่

แคทเธอรีน ทแวมลีย์ (Katherine Twamley) จากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (UCL) และทีมงาน ได้ทำการคัดกรองข้อมูลจากการสำรวจระดับชาติในสหราชอาณาจักร 2 ช่วงเวลา โดยนับรวมสถานะความสัมพันธ์และรูปแบบการอยู่อาศัยทุกประเภท ได้แก่ รอบแรก (ปี 2010–2012) สำรวจคน Gen Y ในช่วงอายุ 16 - 29 ปี และ รอบสอง (ปี 2022–2024) สำรวจคนรุ่น Gen Z ในช่วงอายุ 16 ถึง 29 ปีเช่นกัน

และเธอมองว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าตกใจมาก ก็คือคน Gen Y ระบุว่าตนเองมีความสัมพันธ์ที่มั่นคงในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งสูงถึง 57% ส่วนคนรุ่น Gen Z ในช่วงชีวิตเดียวกัน กลับมีสัดส่วนนี้เพียง 49% เท่านั้น

นอกจากนี้ทีมวิจัยยังพบว่า อัตราความสัมพันธ์ที่ลดลงอย่างมากนี้ มีสาเหตุหลักมาจาก การที่คนรุ่น Gen Z เลือกที่จะย้ายเข้าไปอยู่ด้วยกันกับคนรักน้อยกว่าคน Gen Y ในอดีต สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าภาวะความสัมพันธ์ถดถอยนั้นรุนแรงกว่าที่เราคิด แคทเธอรีนกล่าวระหว่างการนำเสนอผลงานวิจัยในงานประชุม Love, Actually and in Theory ที่เมืองเอดินเบอระ สหราชอาณาจักร

สำหรับปัจจัยขับเคลื่อนที่ทำให้ Gen Z เลือกที่จะอยู่เป็นโสดนั้น แบ่งออกเป็น 4 ปัจจัยขับเคลื่อน ดังนี้

  1. ยุคดิจิทัลโดยกำเนิด เพราะ Gen Z เป็นเจเนอเรชันแรกที่เติบโตมาพร้อมกับโซเชียลมีเดียและสมาร์ตโฟน ซึ่งสิ่งนี้เห็นได้ชัดเจนจากวิธีที่พวกเขาเข้าหาและมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน
  2. แผลเป็นจากโรคระบาด เพราะวิกฤตโควิด-19 เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อนที่สุดต่อพัฒนาการของ Gen Z คล้ายกับพวกเขาถูกห้ามไม่ให้มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ซึ่งมีงานวิจัยชี้ว่าสิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อทักษะทางสังคม รวมถึงความสามารถในการสร้างมิตรภาพและความสัมพันธ์ในกลุ่มเพื่อน
  3. วิกฤติราคาอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากราคาบ้านและค่าเช่าที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง บังคับให้ Gen Z ต้องอาศัยอยู่กับพ่อแม่นานขึ้น ซึ่งแคทเธอรีนระบุว่า สิ่งนี้ทำให้พวกเขาสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงหรือย้ายไปสร้างครอบครัวได้ยากขึ้น
  4. ความพิถีพิถันที่มากขึ้นเพื่อเลี่ยงรอยร้าว ในทางกลับกัน Gen Z อาจจะระมัดระวังตัวมากขึ้นในการเลือกคบใครสักคน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพวกเขาอาจเห็นอัตราการหย่าร้างที่สูงมากจากรุ่นพ่อแม่ เลยอยากจะเลือกให้ดีที่สุดและเจอคนที่ใช่จริงๆ ก่อนที่จะตัดสินใจผูกมัด

สุดท้ายแล้วการที่คนรุ่นใหม่เลือกที่จะเป็นโสดกันมากขึ้นนั้น ก็อาจส่งผลกระทบด้านสุขภาพจิตด้วยเช่นกัน เพราะต้องเจอกับความโดดเดี่ยววนอยู่ซ้ำๆ ซึ่งในอนาคต ทีมวิจัยวางแผนที่จะเจาะลึกข้อสันนิษฐานเหล่านี้เพิ่มเติม รวมถึงติดตามผลการวิเคราะห์อีกชิ้นที่บ่งชี้ว่า กลุ่มผู้เข้าร่วมวิจัย Gen Z ที่ไม่มีความสัมพันธ์ที่มั่นคง มีแนวโน้มที่จะมีสุขภาพจิตที่แย่กว่า

“พวกเขาอาจจะรู้สึกเหงาเพราะไม่มีความสัมพันธ์ หรือพวกเขาอาจจะไม่มีความสัมพันธ์ก็เพราะว่าพวกเขารู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวอยู่แล้วตั้งแต่แรกกันแน่” แคทเธอรีนกล่าวทิ้งท้าย

แม้ว่าทุกวันนี้การเดตออนไลน์เหมือนจะเป็นเรื่องปกติ แต่คู่รักที่เริ่มทำความรู้จักกันในชีวิตจริงตั้งแต่แรก มักจะมีแนวโน้มความพึงพอใจและผลลัพธ์ของความสัมพันธ์ที่ดีกว่าในระยะยาว

 

อ้างอิงข้อมูล : New Scientist

related