ภาวะ ‘Doomjobbing’ ไถเว็บหางานแก้เครียด แต่ยิ่งทำยิ่งพัง

ภาวะ ‘Doomjobbing’ ไถเว็บหางานแก้เครียด แต่ยิ่งทำยิ่งพัง

รู้จัก ‘Doomjobbing’ เมื่อการไถเว็บหางาน และหว่านใบสมัครแบบไม่มีที่สิ้นสุด อาจส่งผลเสียมากกว่าที่คิด แถมอาจจะไม่ได้งานที่ต้องการด้วย

SHORT CUT

  • Doomjobbing คือพฤติกรรมการไถดูเว็บหางานอย่างไม่มีจุดหมายเพื่อแก้เครียด ซึ่งมีทั้งแบบดูแต่ไม่สมัคร และสมัครงานจำนวนมากแบบไร้ทิศทาง
  • สาเหตุที่พฤติกรรมนี้ระบาดมาจากความกลัวตกงานจากการเลย์ออฟ, ภัยคุกคามจาก AI และเทคโนโลยีที่ทำให้การสมัครงานง่ายเกินไป
  • ผลเสียคือการบั่นทอนสุขภาพจิตและความมั่นใจจากการถูกปฏิเสธซ้ำๆ และทำให้ละเลยการสร้างคอนเนกชันและเป้าหมายอาชีพระยะยาว
  • วิธีแก้ไขคือการหางานอย่างมีสติและกลยุทธ์ โดยจำกัดเวลา, เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ, ปรับแก้เรซูเม่ให้ตรงกับงาน และหันไปพัฒนาทักษะตนเอง

รู้จัก ‘Doomjobbing’ เมื่อการไถเว็บหางาน และหว่านใบสมัครแบบไม่มีที่สิ้นสุด อาจส่งผลเสียมากกว่าที่คิด แถมอาจจะไม่ได้งานที่ต้องการด้วย

ถ้าคุณเคยตื่นมาตอนดึกๆ แล้วหยิบมือถือขึ้นมาไถแอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์หางาน เช่น LinkedIn หรือ JobsDB เป็นชั่วโมงๆ เซฟตำแหน่งงานเก็บไว้เพียบ แต่สุดท้ายก็กดปิดไปโดยไม่ได้ส่งใบสมัคร หรือในทางกลับกัน คือกดส่งใบสมัครรัวๆ ไปเป็นร้อยที่ทั้งที่ไม่ได้ตรงกับสายงานขนาดนั้น พฤติกรรมนี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการแล้วว่า “Doomjobbing”

คำนี้ถูกล้อมาจากคำว่า “Doomscrolling” ที่หมายถึงพฤติกรรมชอบไถโซเชียลมีเดียเสพข่าวร้ายจนจิตตก ซึ่งสะท้อนความจริงอันเจ็บปวดในโลกการทำงานปี 2026 ที่ระบบการจ้างงานเต็มไปด้วยความไม่น่าเชื่อถือ และผู้คนกำลังเผชิญกับภาวะหมดไฟ (Burnout)

Doomjobbing คืออะไร?

Doomjobbing คือ ปรากฏการณ์ที่คนหางานตกอยู่ในสภาวะคล้ายๆ กับ ลูปนรก ของการไถหางานอย่างไร้จุดหมาย ที่แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลักๆ

  1. ไถแต่ไม่สมัคร นั่งดูตำแหน่งงานไปเรื่อยๆ พร้อมทั้งฝันกลางวันถึงอนาคตใหม่ที่ดีกว่าเดิม แต่พอจะกดสมัครกลับรู้สึกหมดพลัง เพราะรู้ว่าต้องไปเจอกับการแข่งขันที่โหดร้าย ขั้นตอนที่ยุ่งยาก และลงท้ายด้วยการโดนระบบ AI ปัดตกโดยอัตโนมัติ
  2. สมัครรัวๆ ไร้ทิศทาง กดส่งใบสมัครไปทุกที่ที่มีปุ่ม Easy Apply (สมัครงานแบบรวดเร็ว) แค่เพราะความรู้สึกวิตกกังวล กลัวตกงาน หรือรู้สึกไร้ค่าจากที่ทำงานเดิม เลยต้องการทำอะไรสักอย่างให้รู้สึกว่าตัวเองกำลังขับเคลื่อน แม้งานนั้นจะไม่ตรงเป้าหมายเลยก็ตาม

เจมี ชาปิโร (Dr. Jamie Shapiro) นักจิตวิทยาองค์กร อธิบายว่า ทุกครั้งที่เราไถหน้าจอ สมองจะหลั่งสารโดปามีน (Dopamine) ออกมาชั่วคราว ทำให้เรารู้สึกฟินและรู้สึกเหมือนควบคุมชีวิตตัวเองได้ แต่มันเป็นเพียงความสุขสั้นๆ ที่แลกมาด้วยความเหนื่อยล้าในระยะยาว

ทำไมเทรนด์นี้ถึงระบาดหนักในปัจจุบัน

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ Doomjobbing เริ่มระบาดไปในวงกว้างก็เพราะ แผลใจจากข่าวเลย์ออฟและการคุกคามของ AI ที่มาจากข่าวการเลิกจ้างพนักงานที่เกิดขึ้นทั่วโลก บวกกับการที่สื่อพูดถึงเทคโนโลยี AI ในแง่ร้ายจนน่ากลัว ทำให้คนทำงานเข้าสู่โหมดเอาชีวิตรอด และหวาดระแวงว่าตัวเองจะตกงาน

รวมถึงสงคราม AI ระหว่างคนหางานและนายจ้าง ในปี 2026 ผู้สมัครหันมาใช้ AI ช่วยเขียนเรซูเม่อย่างแนบเนียน ส่งผลให้บริษัทต่างๆ ต้องใช้ AI มาสแกนใบสมัครเพื่อคัดคนออกอย่างรวดเร็วเช่นกัน การต่อสู้ของหุ่นยนต์นี้ทำให้คนทำงานรู้สึกว่าอนาคตพร่ามัวและคาดเดาไม่ได้

นอกจากนี้ด้วยความที่ระบบเทคโนโลยีเสิร์ฟงานให้ถึงหน้าจอ ฟังก์ชัน Easy Apply และระบบแจ้งเตือนของ LinkedIn ที่ส่งอีเมลงานที่ตรงกับโปรไฟล์มาให้เราวันละหลายรอบ แม้ว่าเราจะไม่ได้ตั้งใจหางาน แต่มันก็คอยกระตุ้นให้เกิดอาการกลัวตกเทรนด์ (FOMO) จนต้องเข้าไปไถดู

ผลกระทบด้านมืด ยิ่งไถ ยิ่งสูญเสียความมั่นใจ

มินดี ค็อกซ์ (Mindi Cox) ผู้บริหารฝ่ายบุคคลของ O.C. Tanner เตือนว่า การหว่านใบสมัครแบบไร้ทิศทางก่อให้เกิดความรู้สึกล้มเหลวอย่างรุนแรง

“ถ้าคุณหว่านใบสมัครไป 500 แห่ง ต่อให้มีบริษัทรับคุณ 1 แห่ง นั่นหมายความว่าคุณต้องเจอกับการปฏิเสธถึง 499 ครั้ง ซึ่งมันทำร้ายจิตใจอย่างเลี่ยงไม่ได้ การที่ความพยายามไม่เท่ากับผลลัพธ์ทำให้เกิดความคับข้องใจ” มินดีกล่าว

นอกจากนี้ การกดสมัครงานง่ายๆ เพียงคลิกเดียว ทำให้คนหางานละทิ้งการสร้างคอนเนกชันในชีวิตจริง และทำให้หลงทางจากเป้าหมายอาชีพในระยะยาว ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยยังชี้ว่ากลุ่ม Gen Z ที่ไม่มีความสัมพันธ์กับงานที่มั่นคง มักจะมีสภาวะสุขภาพจิตที่แย่ลงตามไปด้วย

วิธีหยุดวงจร Doomjobbing และเปลี่ยนมาหางานอย่างมีกลยุทธ์

มินดี อธิบายเพิ่มว่า Doomjobbing คือกลไกการเอาตัวรอด เพื่อหนีความจริง แต่การสมัครงานอย่างมีจุดมุ่งหมาย คือกลยุทธ์ที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ

และถ้าอยากหลุดพ้นจากลูปนี้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

  1. มีสติและจำกัดเวลา ตอนไหนที่รู้ตัวว่าเริ่มไถหน้าจออย่างไร้จุดหมาย ให้กดหยุดทันที เจมีเปรียบเทียบว่า การไถแอปฯ หรือเว็บหางานก็เหมือนการเล่นโซเชียลมีเดียที่เวลา 15 นาทีสามารถผ่านไปไวเหมือน 60 วินาที ดังนั้นควรตั้งเวลาในการหางานให้ชัดเจน เช่น วันละ 30 นาทีพอ
  2. เน้นคุณภาพ มากกว่าปริมาณ ปีเตอร์ ดูริส (Peter Duris) ซีอีโอของ Kickresume กล่าวว่า การเลือกเฉพาะงานที่ใช่จริงๆ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการถูกเรียกสัมภาษณ์ แทนที่จะส่งใบสมัครแบบเดิมๆ ให้ 100 บริษัท ให้เปลี่ยนมาคัดเลือกเหลือแค่ 5 บริษัท แล้วใช้เวลาอ่านรายละเอียดงานให้ถี่ถ้วน
  3. ปรับแต่งเรซูเม่แบบเฉพาะเจาะจง ใส่คีย์เวิร์ดที่ตรงกับที่บริษัทนั้นๆ กำลังมองหาลงในเรซูเม่อันเดิมให้ถูกจุด การเสียเวลาปรับเรซูเม่อีกเล็กน้อยให้เข้ากับตำแหน่งงานนั้นๆ จะทำให้ใบสมัครโดดเด่นและผ่านด่าน AI ของนายจ้างได้ง่ายขึ้น
  4. หันมาพัฒนาทักษะ การเอาเวลาไปอัปสกิลตัวเองให้เก่งขึ้น เป็นวิธีที่ยั่งยืนกว่าการนั่งไถหน้าจอ เพราะมันจะช่วยให้ก้าวหน้าในอาชีพได้อย่างแท้จริง

อาจจะสรุปได้ว่าการจะได้งานที่ดีในยุคนี้ ไม่ใช่เรื่องของการส่งใบสมัครให้ได้จำนวนมากที่สุด แต่คือการส่งใบสมัครอย่างมีทิศทาง มีเป้าหมาย และตรงใจกับสิ่งที่ต้องการสร้างในอนาคต

อ้างอิงข้อมูล : USA Today และ Fast Company

 

related