
SHORT CUT
รู้จัก ‘Doomjobbing’ เมื่อการไถเว็บหางาน และหว่านใบสมัครแบบไม่มีที่สิ้นสุด อาจส่งผลเสียมากกว่าที่คิด แถมอาจจะไม่ได้งานที่ต้องการด้วย
ถ้าคุณเคยตื่นมาตอนดึกๆ แล้วหยิบมือถือขึ้นมาไถแอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์หางาน เช่น LinkedIn หรือ JobsDB เป็นชั่วโมงๆ เซฟตำแหน่งงานเก็บไว้เพียบ แต่สุดท้ายก็กดปิดไปโดยไม่ได้ส่งใบสมัคร หรือในทางกลับกัน คือกดส่งใบสมัครรัวๆ ไปเป็นร้อยที่ทั้งที่ไม่ได้ตรงกับสายงานขนาดนั้น พฤติกรรมนี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการแล้วว่า “Doomjobbing”
คำนี้ถูกล้อมาจากคำว่า “Doomscrolling” ที่หมายถึงพฤติกรรมชอบไถโซเชียลมีเดียเสพข่าวร้ายจนจิตตก ซึ่งสะท้อนความจริงอันเจ็บปวดในโลกการทำงานปี 2026 ที่ระบบการจ้างงานเต็มไปด้วยความไม่น่าเชื่อถือ และผู้คนกำลังเผชิญกับภาวะหมดไฟ (Burnout)
Doomjobbing คือ ปรากฏการณ์ที่คนหางานตกอยู่ในสภาวะคล้ายๆ กับ ลูปนรก ของการไถหางานอย่างไร้จุดหมาย ที่แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลักๆ
เจมี ชาปิโร (Dr. Jamie Shapiro) นักจิตวิทยาองค์กร อธิบายว่า ทุกครั้งที่เราไถหน้าจอ สมองจะหลั่งสารโดปามีน (Dopamine) ออกมาชั่วคราว ทำให้เรารู้สึกฟินและรู้สึกเหมือนควบคุมชีวิตตัวเองได้ แต่มันเป็นเพียงความสุขสั้นๆ ที่แลกมาด้วยความเหนื่อยล้าในระยะยาว
ส่วนหนึ่งที่ทำให้ Doomjobbing เริ่มระบาดไปในวงกว้างก็เพราะ แผลใจจากข่าวเลย์ออฟและการคุกคามของ AI ที่มาจากข่าวการเลิกจ้างพนักงานที่เกิดขึ้นทั่วโลก บวกกับการที่สื่อพูดถึงเทคโนโลยี AI ในแง่ร้ายจนน่ากลัว ทำให้คนทำงานเข้าสู่โหมดเอาชีวิตรอด และหวาดระแวงว่าตัวเองจะตกงาน
รวมถึงสงคราม AI ระหว่างคนหางานและนายจ้าง ในปี 2026 ผู้สมัครหันมาใช้ AI ช่วยเขียนเรซูเม่อย่างแนบเนียน ส่งผลให้บริษัทต่างๆ ต้องใช้ AI มาสแกนใบสมัครเพื่อคัดคนออกอย่างรวดเร็วเช่นกัน การต่อสู้ของหุ่นยนต์นี้ทำให้คนทำงานรู้สึกว่าอนาคตพร่ามัวและคาดเดาไม่ได้
นอกจากนี้ด้วยความที่ระบบเทคโนโลยีเสิร์ฟงานให้ถึงหน้าจอ ฟังก์ชัน Easy Apply และระบบแจ้งเตือนของ LinkedIn ที่ส่งอีเมลงานที่ตรงกับโปรไฟล์มาให้เราวันละหลายรอบ แม้ว่าเราจะไม่ได้ตั้งใจหางาน แต่มันก็คอยกระตุ้นให้เกิดอาการกลัวตกเทรนด์ (FOMO) จนต้องเข้าไปไถดู
มินดี ค็อกซ์ (Mindi Cox) ผู้บริหารฝ่ายบุคคลของ O.C. Tanner เตือนว่า การหว่านใบสมัครแบบไร้ทิศทางก่อให้เกิดความรู้สึกล้มเหลวอย่างรุนแรง
“ถ้าคุณหว่านใบสมัครไป 500 แห่ง ต่อให้มีบริษัทรับคุณ 1 แห่ง นั่นหมายความว่าคุณต้องเจอกับการปฏิเสธถึง 499 ครั้ง ซึ่งมันทำร้ายจิตใจอย่างเลี่ยงไม่ได้ การที่ความพยายามไม่เท่ากับผลลัพธ์ทำให้เกิดความคับข้องใจ” มินดีกล่าว
นอกจากนี้ การกดสมัครงานง่ายๆ เพียงคลิกเดียว ทำให้คนหางานละทิ้งการสร้างคอนเนกชันในชีวิตจริง และทำให้หลงทางจากเป้าหมายอาชีพในระยะยาว ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยยังชี้ว่ากลุ่ม Gen Z ที่ไม่มีความสัมพันธ์กับงานที่มั่นคง มักจะมีสภาวะสุขภาพจิตที่แย่ลงตามไปด้วย
มินดี อธิบายเพิ่มว่า Doomjobbing คือกลไกการเอาตัวรอด เพื่อหนีความจริง แต่การสมัครงานอย่างมีจุดมุ่งหมาย คือกลยุทธ์ที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ
และถ้าอยากหลุดพ้นจากลูปนี้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้
อาจจะสรุปได้ว่าการจะได้งานที่ดีในยุคนี้ ไม่ใช่เรื่องของการส่งใบสมัครให้ได้จำนวนมากที่สุด แต่คือการส่งใบสมัครอย่างมีทิศทาง มีเป้าหมาย และตรงใจกับสิ่งที่ต้องการสร้างในอนาคต
อ้างอิงข้อมูล : USA Today และ Fast Company