
SHORT CUT
ฝ่าด่านบาร์เทนเดอร์กว่า 280 คนจากทั่วประเทศ ก่อนที่ ‘อัชณา อินทรังษี’ จาก Bar Not Found จะคว้าตำแหน่งบาร์เทนเดอร์ยอดเยี่ยมแห่งประเทศไทย เวที Diageo World Class Thailand 2026 พร้อมเป็นตัวแทนไทยเดินทางไปแข่งขันบนเวทีระดับโลก
ภาพจำของ Nightlife เมืองไทยกำลังหมุนไปไกลกว่าแค่ความบันเทิงยามค่ำคืน แต่กำลังกลายเป็น ‘Soft Power’ สำคัญที่ดึงดูดเม็ดเงินและสายตาจากคนทั่วโลก ล่าสุด วงการบาร์เทนเดอร์ไทยเพิ่งได้ต้อนรับแชมป์คนใหม่ หลังผ่านการแข่งขันที่วัดกันตั้งแต่รสชาติ ความคิดสร้างสรรค์ เทคนิค ไปจนถึงศิลปะการเล่าเรื่องผ่านเครื่องดื่ม ในเวที ดิอาจิโอ เวิลด์ คลาส ไทยแลนด์ Diageo World Class Thailand 2026
โดยผู้ที่โชว์สกิลมิกโซโลจีสะกดใจกรรมการ เอาชนะผู้เข้าแข่งขันกว่า 280 คนจากทั่วประเทศ และคว้าตำแหน่งสุดยอดบาร์เทนเดอร์ไทยปีนี้ไปครอง ได้แก่ ‘อัชณา อินทรังษี’ บาร์เทนเดอร์จากร้าน Bar Not Found และจะเป็นตัวแทนบาร์เทนเดอร์ไทย เดินทางไปแข่งขันในเวที Diageo World Class 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นที่เมืองเอดินเบอระ ประเทศสกอตแลนด์ ในเดือนตุลาคม 2569
ความพิเศษของปีนี้ไม่ใช่แค่การแข่งขันหาแชมป์ แต่คือการปักหมุดหมายสร้างมาตรฐานใหม่ โดยได้รับความร่วมมือจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มาร่วมผลักดันอุตสาหกรรมการบริการ (Hospitality) ให้เป็นเครื่องยนต์หลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
คุณนรินทร์ ทิจะยัง ผู้อำนวยการฝ่ายดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศ ททท. เผยถึงวิสัยทัศน์ว่า "แผนยุทธศาสตร์ปี 2569 ของเรา มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ที่ไม่รู้ลืมให้นักท่องเที่ยว โดยใช้ Soft Power เป็นตัวนำ ซึ่งอุตสาหกรรมการบริการและบาร์เทนเดอร์ไทย ถือเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงอาหาร หรือ Gastronomy Tourism ที่ช่วยสร้างจุดแข็งให้ภาคการท่องเที่ยวไทยในระดับสากล"
ขณะที่ คุณชัชฎา จันทรางศุ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ ดิอาจิโอ (ประเทศไทย) เสริมว่า เวทีนี้ไม่ได้เพียงสร้างแรงบันดาลใจ แต่ช่วยยกระดับศักยภาพบาร์เทนเดอร์ไทยมาตลอด 16 ปี จนปัจจุบันบาร์ไทยติดอันดับท็อปทั้งในเอเชียและระดับโลก และเป้าหมายต่อไปคือการพาบาร์ไทยไปให้ไกลถึง Top 10 ของโลก ภายใต้แนวคิดความยั่งยืน ‘Society 2030: Spirit of Progress’
บาร์เทนเดอร์จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงผสมเครื่องดื่มอยู่หลังเคาน์เตอร์ แต่ยังเป็นทั้งนักเล่าเรื่อง นักออกแบบประสบการณ์ และคนที่สามารถนำวัตถุดิบ รสชาติ หรือวัฒนธรรมท้องถิ่นมาถ่ายทอดให้ผู้มาเยือนได้รู้จักประเทศไทยในอีกมิติหนึ่ง
หนึ่งในความท้าทายที่น่าสนใจคือการให้ผู้เข้าแข่งขันนำ ‘น้ำแร่พรีเมียม’ แม้จะดูเหมือนวัตถุดิบที่ไม่มีรสชาติซับซ้อน แต่ในโลกของค็อกเทล คุณสมบัติของน้ำสามารถส่งผลต่อทั้งความเจือจาง ความสมดุลของรสชาติ กลิ่น และสัมผัสของเครื่องดื่มได้
ผู้เข้าแข่งขันจึงต้องหาวิธีเปลี่ยนวัตถุดิบที่ดูธรรมดาที่สุด ให้กลายเป็นองค์ประกอบที่มีความหมาย และทำให้กรรมการจดจำเครื่องดื่มของตัวเองได้ เป็นอีกหนึ่งบททดสอบว่าบาร์เทนเดอร์เข้าใจเรื่องสมดุลของรสชาติ เนื้อสัมผัส อุณหภูมิ และรายละเอียดเล็กๆ ที่อาจเปลี่ยนบุคลิกของเครื่องดื่มทั้งแก้วได้มากเพียงใด
นอกจากแชมป์ประเทศไทยแล้ว ปีนี้ยังมีบาร์เทนเดอร์ยอดฝีมือที่กวาดรางวัลจากโจทย์สุดหินต่างๆ ไปครองอีก 10 รางวัล สะท้อนให้เห็นว่าไลน์อัปมิกโซโลจิสต์ไทยรุ่นใหม่...ฝีมือไม่ธรรมดา!
ในโลกของค็อกเทล การแข่งขันอาจเริ่มต้นจากของเหลวในแก้ว แต่สิ่งที่ทำให้กรรมการและผู้ดื่มจดจำได้จริงๆ มักเป็นเรื่องราวของคนที่ยืนอยู่หลังบาร์ เดือนตุลาคมนี้ สายตาของวงการบาร์เทนเดอร์ไทยจึงจะมุ่งไปยังเมืองเอดินเบอระ เพื่อดูว่าอัชณาจะนำรสชาติ เรื่องราว และตัวตนแบบไทยไปวางบนเวทีโลกได้อย่างไร