
SHORT CUT
เจาะลึกวิกฤตพนักงานใหม่ เมื่อโลกหมุนไวแต่ใจตามไม่ทัน ทำไมคนรุ่นใหม่ถึงรู้สึกเหนื่อยและท้อตั้งแต่เริ่มก้าวเข้าสู่โลกการทำงาน พร้อมแนะทางรอดก้าวผ่านภาวะสิ้นหวังนี้
ค่านิยมของคนรุ่นก่อน ๆ มักจะชอบมองว่า 'การมีงานทำ' คือความมั่นคงและความสำเร็จในชีวิต เชื่อว่าต้องตั้งใจเรียนเพื่อโตมาจะได้ทำงานในบริษัทที่มั่นคง ได้สวัสดิการที่ดี มีเงินใช้ในบั้นปลายชีวิต ซึ่งบางครั้งก็ยอมทำงานที่เงินเดือนน้อยนิดเพียงพอรอเงินบำนาญตอนแก่ หรือยอมทนทำงานจนหัวแทบระเบิดเพื่อรอเลื่อนตำแหน่งโดยที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่
แต่เด็กรุ่นใหม่ไม่คิดแบบนั้น เขาโตมาในยุคของเทคโนโลยี ทุกอย่างสะดวกสบาย และรวดเร็วไปหมด ดังนั้นเด็กรุ่นใหม่หลายคนจึงเป็นคนไม่ชอบรอ อยากเห็นผลลัพธ์ของสิ่งที่ทำให้ไวที่สุด พวกเขาจะมองว่าต้องทำยังไงถึงจะทำเงินได้เร็วที่สุด ต้องหารายได้จากทางไหนเพื่อมาซื้อความสะดวกสบายให้ชีวิตได้มากที่สุด
Early-Life Crisis คือปรากฏการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในรอบทศวรรษนี้ โดยเป็นภาวะ 'วิตกกังวล' ต่ออนาคตที่ไม่แน่นอนของกลุ่มคนที่เริ่มเข้าสู่โลกการทำงานในช่วงอายุ 20 ต้นๆ ไปจนถึง 35 ปี ความรู้สึกนี้บั่นทอนศักยภาพของแรงงานหนุ่มสาวอย่างมาก จนบางคนถึงขั้นเลือกที่จะเลิกทำงาน และปล่อยวางทุกอย่าง
หนึ่งในสาเหตุหลักคือการที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วเกินกว่าจะเรียนรู้ได้ทัน ในอดีตการทำงาน 5-10 ปีอาจทำให้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่ปัจจุบันความรู้ใหม่ๆ มาเร็วมากจนเกิด 'ช่องว่างทางทักษะ' (Knowledge gap) ที่หากใครตามไม่ทันก็จะรู้สึกเหมือนตกขบวนรถไฟแห่งความสำเร็จ
อิทธิพลของโซเชียลมีเดียที่ฉายภาพความสำเร็จของเพื่อนฝูง ทำให้คนทำงานใหม่เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ ประกอบกับมาตรฐานสังคมที่ตั้งไว้สูงลิ่ว เช่น ต้องมีทุกอย่างก่อนอายุ 30 เมื่อทำไม่ได้ตามเป้าจึงรู้สึกล้มเหลวและกดดันตัวเองอย่างหนัก
ก่อนจะทำงานที่หนึ่ง เป็นธรรมดาที่เราต้องพิจารณาภาพลักษณ์ขององค์กร หน้าที่ความรับผิดชอบ เงินเดือน รวมถึงสวัสดิการต่าง ๆ ที่บอกในหน้าประกาศงาน หรือจากการสัมภาษณ์ก็ตาม แต่เมื่อเข้ามาทำงานจริงแล้ว กลับพบว่ามันคือหนังคนละม้วน ใน Jobs Description บอกหน้าที่ความรับผิดชอบเท่านี้ แต่พอทำจริงงานที่ไหนไม่รู้เพิ่มมาเต็มไปหมด เงินเดือนที่เคยขอไว้ก็ถูกกดลงจนน่าใจหาย ไม่สัมพันธ์กับหน้าที่ที่ต้องทำ สวัสดิการที่บอกว่ามีก็ไม่มีเหมือนที่บอก ให้ทำงานเกินเวลาแต่ก็ดันไม่ได้โอที พูดง่าย ๆ คือหลายอย่างไม่ใช่แบบที่เห็น หรือตกลงกันเอาไว้ในตอนแรก
เด็กรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยถูกเอารัดเอาเปรียบในที่ทำงานเพียงเพราะตัวเองอายุน้อย ไม่ว่าจะเป็นถูกหัวหน้าโยนงานมาให้แต่ไม่เคยสอนว่าต้องทำยังไง ให้ช่วยทำงานจิปาถะมากเกินไปทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ เจอระบบอาวุโสที่เกินกว่าเหตุ มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก ทำให้รู้สึกว่าในที่ทำงานแห่งนี้ไม่มีความเสมอภาคเลย
พวกเขามองว่าระบบอาวุโสทำให้คนที่มีความสามารถจริง ๆ ถูกมองข้ามเพียงเพราะเขามีอายุงานน้อย และระบบเหล่านี้จะทำให้องค์พัฒนาได้ยาก เพราะเด็กรุ่นใหม่ที่เก่ง ๆ ถูกกลืนหาย อีกทั้งเด็กสมัยนี้ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมและความยุติธรรม ถ้าเจออะไรที่ไม่เป็นไปตามความเชื่อของเขา พวกเขาก็ไม่ลังเลเลยที่จะลาออก
จากเดิมที่มองว่าการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเป็นความเครียดและกดดัน ลองเปลี่ยนเป็นความ 'สนุก' ที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เอนจอยไปกับมัน และไม่ลืมที่จะ 'โฟกัส' เรื่องที่สร้างประโยชน์ให้กับตัวเองที่สุด ต้องรู้จัก 'ให้อภัยตัวเอง' จากความผิดพลาดในอดีต และเริ่มวางแผนการเงินและชีวิตอย่างรัดกุม
การอยู่รอดในปีแรกต้องอาศัยทั้ง Self-Care เช่น การตั้งขอบเขตงาน-ชีวิต (Work-Life Balance) การทำสมาธิ หรือการจดบันทึก และที่สำคัญที่สุดคือการ 'สื่อสาร' กับหัวหน้าหรือ Buddy เพื่อขอ Feedback และลดความกังวลจากความคาดหวังที่คลุมเครือ
ที่มา : Career Assessment