
SHORT CUT
เมื่อโลกออนไลน์ในทุกวันนี้กลายเป็นเรื่องน่าเบื่อ ทำให้หลายคนเริ่มโหยหาการกลับไปใช้ชีวิตในยุคเริ่มต้นของอินเตอร์เน็ตอย่าง ‘ยุคมิลเลนเนียล’
เพราะสถานการณ์โลกมันแย่ จนผู้คนพากันโหยหา ‘วัฒนธรรมยุคมิลเลนเนียล’ ที่เคยดูน่าอาย?
โทนภาพสีซีเปีย กล้องฟิล์ม และอูคูเลเล่ กลายเป็นทางลัดที่พาผู้คนย้อนกลับไปยังอดีตในจินตนาการที่เต็มไปด้วยความเรียบง่ายและมีความแปลกใหม่เฉพาะตัว
เทศกาลดนตรี ‘Woodstock’ มักถูกหยิบยกมาเป็นสัญลักษณ์ของการรวมตัวของคนแต่งตัวเซอร์ๆ มาหลายยุคสมัย สำหรับคนรุ่น ‘มิลเลนเนียล’ (Millennials) ภาพจำที่ใกล้เคียงที่สุดคงเป็นเทศกาล ‘Coachella’ ในช่วงต้นยุค 2000s ซึ่งเต็มไปด้วยแฟชั่นมงกุฎดอกไม้ ผมเดรดร็อก เสื้อกั๊ก และรองเท้าคราฟต์ทำมือ
ผู้คนที่ไปร่วมงานในยุคนั้นดูราวกับกลุ่มคนที่เชื่อมั่นในอะไรบางอย่างอย่างแรงกล้า แม้จะไม่รู้แน่ชัดว่าสิ่งนั้นควรเป็นอะไรก็ตาม
เมื่อไม่นานมานี้ วัฒนธรรมในยุคดังกล่าวได้กลับมาเป็นกระแสบน ‘TikTok’ อีกครั้ง ในฐานะอดีตที่เต็มไปด้วยความเป็นไปได้และความเรียบง่าย ซึ่งถูกนิยามใหม่ว่า ‘การมองโลกในแง่ดีแบบมิลเลนเนียล’ หรือ ‘Millennial optimism’
คลิปวิดีโอที่ประกอบด้วยเพลงจังหวะสนุกสนานจากยุค 2000s อย่างวง The Lumineers หรือ Edward Sharpe พร้อมภาพรอยสักรูปหนวดที่นิ้วมือหรือภาพโพลารอยด์สีซีด ถูกแชร์ด้วยความรู้สึกโหยหา
ยิ่งเป็นกระแสที่เคยดูเชยหรือน่าอายมากเท่าไหร่ คนก็ยิ่งคิดถึงมันมากขึ้น โพสต์เหล่านี้มักนำเสนอภาพความอบอุ่นปลอดภัยสไตล์บ้านชนชั้นกลาง ซึ่งดึงดูดใจเด็กรุ่น ‘Gen Z’ ได้อย่างน่าประหลาด ทั้งที่พวกเขาเคยเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า ‘ความเบียวของคนยุคมิลเลนเนียล’ (Millennial cringe) ก็ตาม
เด็กรุ่น Gen Z มักใช้ฟิลเตอร์แต่งภาพแนวเรโทรเพื่อสร้าง ‘ยุค 2000s ฉบับแฟนตาซี’ ขึ้นมาใหม่ สำหรับเด็กยุคนี้ที่โตมากับการจับฉ่ายผสมผสานทุกวัฒนธรรมย่อยเข้าด้วยกันจนแยกไม่ออก การได้เห็นสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ชัดเจนจึงเป็นเรื่องแปลกใหม่
คนที่เคยใช้ชีวิตในยุคนั้นจริงๆ ต่างก็ออกมาเล่าบรรยากาศในอดีต เช่น ความเห็นในโซเชียลมีบอกว่า
“ฉันเดินจากอพาร์ตเมนต์ไปออฟฟิศที่เต็มไปด้วยคนรุ่นมิลเลนเนียล ฉันเดินผ่านผู้ชายใส่กางเกงสกินนียีนส์ ไว้หนวดจิ๋ม ปั่นจักรยานฟิกซ์เกียร์ และเปิดเพลง 'Sleepyhead' ของวง Passion Pit ฉันเกลียดที่จะยอมรับนะ แต่มันมีบางอย่างในมวลอากาศ มันเป็นระดับความรู้สึกมองโลกในแง่ดีต่ออนาคตที่ลอยวนอยู่รอบตัว”
นอกจากผ้าพันคอเส้นบางจ๋อย อูคูเลเล่ และรอยวาดปากกาเมจิกแล้ว วัยรุ่นยุคนี้ยังหลงใหลในความแปลกแต่อบอุ่นของยุคนั้น เช่น การที่ นาตาลี พอร์ตแมน (Natalie Portman) เปิดเพลงของวง The Shins ให้ฟังแล้วชีวิตเปลี่ยน หรือการใส่กางเกงขาสั้นทรงเชยๆ แบบ ไมเคิล เซรา (Michael Cera) แล้วดูเป็นคนเด๋อด๋าที่เข้าถึงง่าย
ในตอนนั้นการฟังเพลงอินดี้หรือแต่งตัวเลียนแบบ เซธ โคเฮน (Seth Cohen) จากซีรีส์ The O.C. ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้คุณดูเป็นคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนี้เองที่ทำให้เด็กรุ่น Gen Z รู้สึกว่ามันเป็นคอมมูนิตี้ที่อบอุ่นและต้อนรับทุกคน
เทรนด์โหยหาอดีตนี้ยังเชื่อมโยงกับ ‘ความหวังทางการเมือง’ ในช่วงยุค 2000s-2010s ตอนนั้นคำว่า ‘ความหวัง’ มีพลังมหาศาล ดังที่เห็นบนโปสเตอร์หาเสียงของ บารัก โอบามา (Barack Obama) แม้จะมีวิกฤตเศรษฐกิจระดับโลกหรือสงคราม แต่ผู้คนก็ยังมีความเชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้นในผู้นำและเชื่อว่าปัญหาทุกอย่างสามารถก้าวผ่านไปได้
นอกจากนี้ ผู้คนยังโหยหาอดีตในแง่ของ ‘เทคโนโลยี’ ที่ยังเรียบง่าย อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียในยุคนั้นยังไม่ถูกครอบงำด้วยอัลกอริทึม การตลาด หรือการจัดลำดับชนชั้นทางสังคม พื้นที่ออนไลน์เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับแสดงออกถึงตัวตน ไม่ใช่โลกทั้งใบที่กลืนกินชีวิตจริง
แต่ความจริงที่น่าเศร้าคือ ยุคที่เด็กรุ่นใหม่โหยหานั้น เป็นรากฐานที่นำมาสู่โลกอินเทอร์เน็ตอันแสนวุ่นวายที่พวกเขาอยากหนีไปให้พ้นในปัจจุบันนั่นเอง
โอบามาคือผู้สนับสนุนแนวคิดที่ว่าเทคโนโลยีจะแก้ปัญหาโลกได้ จนทำให้โลกออนไลน์เข้ามามีบทบาทเหนือชีวิตจริง คนที่เคยถ่ายภาพโพลารอยด์ขำๆ กลายมาเป็นไลฟ์สตรีมเมอร์ที่บ้าคลั่ง และคนที่เคยแต่งตัวใสๆ ก็กลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ในปัจจุบัน
อาจจะเรียกได้ว่าการอยากกลับไปอยู่ในยุคนั้นคือ ‘ความย้อนแย้ง’ เพราะผู้คนกำลังโหยหาโลกดิจิทัลที่ไม่มีความวุ่นวายของโลกดิจิทัล วิดีโอหนึ่งแสดงภาพผู้หญิงละลายสีเทียนทำผลงานศิลปะง่ายๆ ลงอินเทอร์เน็ตแล้วได้แต่คอมเมนต์แง่บวก
ซึ่งถ้าเป็นยุคนี้ เธออาจถูกรุมวิจารณ์ด้วยอคติสารพัด รอยยิ้มอย่างมีความสุขในอดีตเหล่านั้นจึงเหมือนเป็นคำถามที่ทิ้งท้ายไว้ว่า ‘โลกใบนี้มันเคยเรียบง่ายได้ขนาดนั้นเลยหรือ ?’
ที่มา : The New York Times