Gen Z–มิลเลนเนียลสหรัฐฯ แห่ทำงานเสริม รายได้งานเดียวไม่พอใช้

Gen Z–มิลเลนเนียลสหรัฐฯ แห่ทำงานเสริม รายได้งานเดียวไม่พอใช้

ค่าครองชีพบีบคนรุ่นใหม่สหรัฐฯ Goldman Sachs เผย 80% ของ Gen Z–77% ของมิลเลนเนียลมีรายได้เสริม เงินจากงานหลักไม่พอรับค่าใช้จ่าย กระทบแผนซื้อบ้าน–ออมเกษียณ

SHORT CUT

  • รายได้งานเดียวไม่พอ  80% ของ Gen Z และ 77% ของมิลเลนเนียลสหรัฐฯ มีงานหรือช่องทางหารายได้เสริม ท่ามกลางค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง
  • ค่าครองชีพกระทบเป้าหมายชีวิต — คนรุ่นใหม่จำนวนมากต้องเลื่อนการซื้อบ้าน สร้างเงินสำรอง ลดหนี้ และออมเพื่อเกษียณ เพราะรายได้ถูกใช้ไปกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
  • เงินเดือนกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกงาน — คนทำงานให้ความสำคัญกับค่าตอบแทน งานใกล้บ้าน และงาน Remote มากขึ้น เพื่อลดภาระจากค่าที่อยู่อาศัยและค่าเดินทางที่สูงขึ้น

ค่าครองชีพบีบคนรุ่นใหม่สหรัฐฯ Goldman Sachs เผย 80% ของ Gen Z–77% ของมิลเลนเนียลมีรายได้เสริม เงินจากงานหลักไม่พอรับค่าใช้จ่าย กระทบแผนซื้อบ้าน–ออมเกษียณ

ภาวะค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูงกำลังสร้างแรงกดดันต่อคนรุ่นใหม่ในสหรัฐฯ โดยผลสำรวจล่าสุดของ Goldman Sachs พบว่า กลุ่มคนรุ่น Gen Z และมิลเลนเนียลจำนวนมากต้องหางานพิเศษทำเพิ่มเติม และอาจต้องเลื่อนเป้าหมายทางการเงินสำคัญในชีวิตออกไป ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้านหรือการสะสมเงินเพื่อวัยเกษียณ

ผลการสำรวจพบว่า แม้ลูกจ้างโดยรวม 60% จะมีงานหรือช่องทางหารายได้เพิ่มเติมนอกเหนือจากงานหลัก แต่สัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นระดับ 80% ในกลุ่มคนรุ่น Gen Z และ 77% ในกลุ่มคนรุ่นมิลเลนเนียล

สำหรับคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่แล้ว รายได้เสริมไม่ได้เป็นเพียงเงินสำหรับใช้จ่ายเพิ่มเติมเท่านั้น แต่กลายเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง โดย 76% ของ Gen Z และ 73% ของมิลเลนเนียล ระบุว่า ไม่สามารถรับมือกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้หากปราศจากรายได้จากช่องทางอื่น

Gen Z–มิลเลนเนียลสหรัฐฯ แห่ทำงานเสริม รายได้งานเดียวไม่พอใช้

 

ความตึงเครียดทางการเงินยังส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและการทำงาน โดย 69% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นกลุ่มคนรุ่น Gen Z และ 67% ของมิลเลนเนียล ระบุว่า รู้สึกยากที่จะจดจ่อกับงานเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับหนี้สินหรือค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน

ขณะเดียวกัน Goldman Sachs ยังระบุว่า ความกังวลเรื่องความพร้อมสำหรับวัยเกษียณไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ แต่ครอบคลุมชาวอเมริกันหลายช่วงวัยและระดับรายได้ โดยปีนี้มีผู้ตอบแบบสำรวจเพียง 58% ที่มองว่าตนเองยังเดินหน้าไปตามเป้าหมายการเกษียณที่วางไว้ ลดลงจาก 68% ในปีก่อน

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันหลายด้านต่อผู้บริโภคสหรัฐฯ ทั้งอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยซึ่งยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ราคาบ้านที่เกินกำลังซื้อของคนจำนวนมาก รวมถึง เงินเฟ้อที่ 3.4% หลังจากผู้บริโภคต้องเผชิญภาวะราคาสินค้าพุ่งขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเรื่องความมั่นคงในการทำงานจากการเข้ามาของ AI

Gen Z–มิลเลนเนียลสหรัฐฯ แห่ทำงานเสริม รายได้งานเดียวไม่พอใช้

 

 

ค่าครองชีพเปลี่ยนโจทย์การเลือกงาน

ถึงแม้ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ยังมองว่า การทำงานเป็นเส้นทางที่มีความมั่นคงเพียงพอในการสร้างหลักประกันทางการเงิน แต่ 34% ระบุว่า แรงจูงใจสำคัญในการย้ายงานคือการได้รับค่าตอบแทนที่สูงขึ้น สะท้อนว่าเงินเดือนและค่าครองชีพกำลังมีน้ำหนักมากขึ้นต่อการตัดสินใจด้านอาชีพ

ผลการศึกษาของ Monster แพลตฟอร์มหางาน ซึ่งเผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า 65% ของผู้ที่กำลังพิจารณาเปลี่ยนงานปรับลำดับความสำคัญในการหางานเนื่องจากราคาน้ำมัน โดย 23% มองหางานที่อยู่ใกล้บ้านมากขึ้น และ 17% ให้ความสำคัญกับระดับเงินเดือนมากขึ้น เพื่อชดเชยต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ 20% ยังระบุว่ากำลังให้ความสำคัญกับตำแหน่งงานที่สามารถทำงานจากระยะไกลได้เต็มรูปแบบ โดยมีเพียง 5% ที่สมัครงานที่ต้องเข้าทำงานในสถานที่ทำงานเต็มเวลา

ที่มา : Fortune

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 

related