
SHORT CUT
ยุคทองของ Job Hopping กำลังจบ? Gen Z เจอตลาดแรงงานที่ย้ายงานแล้วเงินเดือนไม่พุ่งเหมือนเดิม ท่ามกลางบริษัทรับคนน้อยและการแข่งขันที่สูงขึ้น
ครั้งหนึ่งคำแนะนำยอดนิยมสำหรับคนทำงานรุ่นใหม่คือ หากอยากได้เงินเดือนเพิ่มเร็วๆ อย่าอยู่ที่เดิมนานเกินไป
แทนที่จะรอขึ้นเงินเดือนปีละไม่กี่เปอร์เซ็นต์ หลายคนเลือกสะสมประสบการณ์สัก 2–3 ปี ก่อนย้ายไปบริษัทใหม่ พร้อมต่อรองเงินเดือนก้อนใหญ่กว่าเดิม วิธีนี้เคยได้ผลดีมาก โดยเฉพาะในช่วงหลังโควิด-19 ที่บริษัทต่างๆ ต้องแข่งขันกันแย่งคนทำงาน
แต่เมื่อ Gen Z เริ่มก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างเต็มตัว สูตรสำเร็จนี้กลับเริ่มใช้ไม่ได้เหมือนเดิม
ข้อมูลจาก Bank of America Institute ชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ย้อนกลับไปในปี 2022 ซึ่งเป็นช่วงที่กระแส ‘Great Resignation’ กำลังร้อนแรง คนที่เปลี่ยนงานมีรายได้หลังหักภาษีเติบโตเกือบ 18% ภายในหนึ่งปี ขณะที่คนซึ่งอยู่บริษัทเดิมมีรายได้เพิ่มประมาณ 7%
พูดง่ายๆ คือ ถ้าอยากได้เงินเดือนเพิ่ม การย้ายงานในเวลานั้นดูเป็นทางเลือกที่คุ้มมาก
แต่เพียง 4 ปีต่อมา ภาพกลับเปลี่ยนไป ในไตรมาสแรกของปี 2026 คนที่ย้ายงานมีรายได้เติบโตประมาณ 8% ขณะที่คนอยู่ที่เดิมเพิ่มประมาณ 5% ช่องว่างระหว่าง ‘คนย้าย’ กับ ‘คนอยู่’ จึงเหลือเพียง 3 จุดเปอร์เซ็นต์ ถือเป็นช่องว่างที่แคบที่สุดในรอบ 7 ปี
สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนตลาดแรงงานอเมริกันในเวลานี้ได้ค่อนข้างดี เพราะตลาดกำลังเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า ‘Low-hire, Low-fire’ หรือบริษัทไม่ค่อยรับคนใหม่ แต่ก็ไม่ได้เร่งปลดคนเก่าออก
เมื่อบริษัทไม่จำเป็นต้องแย่งพนักงานกันเหมือนช่วงปี 2021–2022 พวกเขาก็ไม่มีเหตุผลมากพอที่จะเสนอเงินเดือนก้อนโตเพื่อล่อให้คนจากบริษัทอื่นย้ายเข้ามา ขณะเดียวกัน ฝั่งคนทำงานเองก็เริ่มไม่มั่นใจว่า หากลาออกจากงานวันนี้ จะหางานใหม่ได้ง่ายแค่ไหน
ผลที่ตามมาคือพฤติกรรมที่ถูกเรียกว่า ‘Job Hugging’ หรือการ ‘กอดงานที่มีอยู่ไว้’ แม้อาจไม่ได้มีความสุขกับงานนั้นมากนักก็ตาม
ตัวเลขสะท้อนภาพนี้ชัดเจน เพราะในเดือนสิงหาคม 2026 อัตราการลาออกของแรงงานนอกภาคเกษตรสหรัฐฯ อยู่ที่เพียง 1.9% ใกล้ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2020
ปัญหาคือ ตลาดแรงงานแบบนี้ไม่ได้กระทบทุกคนเท่ากัน
สำหรับคนที่มีประสบการณ์ทำงานมานาน การอยู่กับบริษัทเดิมอาจไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เพราะพวกเขามีทักษะ มีประสบการณ์ และมีความรู้ที่องค์กรต้องการ แต่สำหรับคนหนุ่มสาวที่เพิ่งเรียนจบ สิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดคือ ‘โอกาสแรก’ ที่จะได้เข้าไปสะสมประสบการณ์
อายุเฉลี่ยของคนที่เริ่มงานใหม่ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 42 ปีในปี 2025 จาก 40.5 ปีในปี 2022 สะท้อนว่าเมื่อต้องเลือกภายใต้งบประมาณจำกัด นายจ้างจำนวนหนึ่งกำลังให้ความสำคัญกับคนที่มีประสบการณ์และสามารถเริ่มทำงานได้ทันที มากกว่าการรับคนอายุน้อยเข้ามาฝึกใหม่
สำหรับคนเพิ่งเรียนจบ นี่จึงกลายเป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างย้อนแย้ง เพราะการจะมีประสบการณ์จำเป็นต้องได้งานก่อน แต่บริษัทกลับต้องการคนที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ตลาดจะไม่เป็นใจ แต่ Gen Z กลับไม่ได้เลิกคิดเรื่องเปลี่ยนงาน
ประมาณ 55% ของคนทำงาน Gen Z มีแผนมองหางานใหม่ก่อนสิ้นปี 2026 เพิ่มขึ้นมากจากปีก่อนที่มีเพียง 32% และในไตรมาสแรกของปีนี้ มากกว่า 1 ใน 4 ของแรงงาน Gen Z เปลี่ยนบริษัท สูงกว่า Millennials มากกว่า 10 จุดเปอร์เซ็นต์ และมากกว่า Baby Boomers มากกว่า 3 เท่า
เหตุผลหนึ่งคือ สำหรับคนรุ่นใหม่ งานไม่ได้หมายถึงเงินเดือนเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงโอกาสเติบโต เส้นทางอาชีพ และความรู้สึกว่าตัวเองกำลังก้าวไปข้างหน้า หากงานปัจจุบันไม่ตอบโจทย์เหล่านี้ การมองหาที่ใหม่ก็ยังเป็นทางเลือกที่พวกเขาพร้อมลอง
การย้ายงานจึงยังไม่ตายเสียทีเดียว สำหรับ Gen Z คนที่เปลี่ยนงานยังมีการเติบโตของค่าจ้างมากกว่าคนรุ่นเดียวกันที่อยู่ที่เดิม เพียงแต่ ‘รางวัล’ จากการย้ายงานไม่ได้งดงามเหมือนเมื่อไม่กี่ปีก่อน โดยการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างสำหรับ Gen Z ที่เปลี่ยนงานลดลงถึงราว 20 จุดเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงต้นปี 2022
สำหรับ Gen Z โจทย์ของการทำงานในวันนี้จึงยากขึ้นกว่าเดิม เพราะพวกเขาต้องเริ่มต้นอาชีพในช่วงเวลาที่บริษัทรับคนน้อยลง ประสบการณ์มีค่ามากขึ้น AI กำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน และแม้แต่เส้นทางที่เคยใช้เพื่อเพิ่มเงินเดือนอย่างการย้ายงาน ก็ไม่ได้ให้ผลตอบแทนมากเท่าเดิม
ที่มา fortune
ข่าวที่เกี่ยวข้อง