
SHORT CUT
บางคนอาจมองว่าแรงงานวัย “Gen Z” ขี้เกียจและไม่อดทน แต่ความจริงแล้วพวกเขาอาจมีมุมมองต่อการทำงานอีกแบบ เพื่อให้การทำงานและสุขภาพใจสามารถไปด้วยกันได้
ทุกวันนี้ในสังคมการทำงานคนรุ่นใหม่หรือ 'Gen Z' มักถูกมองในแง่ลบว่า ไม่อดทน บริหารจัดการยาก และลาออกไว แต่ข้อมูลจากการศึกษาพบว่านี่อาจเป็นเพียงความเข้าใจผิด และความจริงก็คือแรงงานรุ่นใหม่กำลังพยายามกำหนดนิยามของงานขึ้นมาใหม่
ข้อมูลจาก ระบุว่า หัวหน้าฝ่ายพัฒนาแรงงานในเมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ พบว่าเด็ก Gen Z ที่มาหางานมีแนวโน้มเปลี่ยนไป ข้อแรกก็คือพวกเขาสนใจสาย 'งานอิสระ' มากขึ้น โดยอาชีพอย่าง Virtual Assistant หรือ ผู้ช่วยเสมือน ได้รับความนิยมสูงมาก
จนหน่วยงานรัฐต้องเร่งออกแบบหลักสูตรฝึกอบรมให้ตรงกับความต้องการนี้ ส่วนอีกข้อหนึ่งจะเป็นเรื่องความท้าทายของนายจ้าง ซึ่งนายจ้างต้องปรับตัวอย่างหนักเพื่อเชื่อมโยง 'ความคาดหวัง' ของเด็กจบใหม่เข้ากับ 'ความเป็นจริง' ของโลกการทำงาน
อีกเรื่องหนึ่งที่แรงงานรุ่นใหม่ให้ความสนใจก็คือ ทำงานอย่างมีเป้าหมาย แม้สิ่งเหล่าอาจดูเหมือน 'ความขี้เกียจ' ในสายตาคนอื่น แต่จริงๆ แล้ว คือการเปลี่ยนลำดับความสำคัญ เพราะพวกเขาให้คุณค่ากับสุขภาพจิต การเติบโตในอาชีพ และสภาพแวดล้อมที่เป็นบวก เท่าๆ กับ หรือมากกว่าเงินเดือน ทำให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้ชอบทำงานที่ได้ผลลัพธ์ชัดเจนและรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องทำงานล่วงเวลาหรือ 'โอที'
และที่สำคัญยังเป็นกลุ่มที่กล้าตั้งคำถาม เพราะต้องการคำแนะนำที่ชัดเจน คำติชมสม่ำเสมอ และมักจะถามว่าทำไปทำไม แทนที่จะทำตามคำสั่งแบบหลับหูหลับตา
ในแง่ของความท้าทายที่นายจ้างต้องเจอจากบรรดาลูกจ้าง Gen Z ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลระบุว่า ถ้าพนักงานรุ่นใหม่เหล่านี้รู้สึกว่าไม่ได้รับการสนับสนุนหรือถูกสั่งงานมากเกินไป พวกเขาจะถอนตัวทันที รวมถึงเรื่องของการทำงานกับระบบแบบเก่าอาจต้องเปลี่ยนไป เพราะพวกเขาไม่ได้ปฏิเสธงาน แต่ปฏิเสธระบบการทำงานที่ล้าสมัย ก็เรียกได้ว่านี่เป็นแรงผลักดันให้องค์กรต้องสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ดีขึ้นเพื่อรักษาพนักงานไว้
อีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้พนักงาน Gen Z ถูกมองในแง่ลบก็คือ 'เปลี่ยนงานบ่อย' ซึ่งที่จริงแล้วอาจไม่ได้หมายถึงการใช้อารมณ์เพียงอย่างเดียวหรือเป็นเรื่องของการไม่รับผิดชอบ แต่การลาออกบ่อยคือการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เพื่อความก้าวหน้า เพราะการย้ายงานแต่ละครั้งมักทำเพื่อเงินเดือนที่ดีขึ้น โอกาสเติบโต หรือสภาพแวดล้อมที่ดีต่อใจมากกว่า หรือเรียกว่าหนีจากวัฒนธรรมที่เป็นพิษ เพราะพวกเขาพร้อมจะออกทันทีหากรู้สึกว่าบริษัทเริ่มหยุดนิ่งหรือมี 'Toxic Environment'
ที่สำคัญความจงรักภักดีของ Gen Z ไม่ได้วัดจากจำนวนปีที่อยู่กับบริษัท แต่วัดจากบทบาทหน้าที่นั้นๆ ช่วยส่งเสริมให้เขาเก่งขึ้นในฐานะมนุษย์คนหนึ่งได้มากแค่ไหน
อาจเรียกได้ว่าสำหรับคนรุ่นใหม่แล้ว งานไม่ใช่แค่การสแกนนิ้วเข้าทำงานเพื่อรับเงินเดือน แต่คือส่วนหนึ่งของเป้าหมายในชีวิต ดังนั้นคำถามสำหรับยุคปัจจุบันนี้อาจไม่ใช่การถามว่า Gen Z ขี้เกียจหรือไม่ แต่คือการถามว่า ที่ทำงานในปัจจุบัน พร้อมรับมือกับระบบการทำงานที่กำลังวิวัฒนาการไปตามคนรุ่นใหม่แล้วหรือยัง
ที่มา : Cebu Dailynews