
กับดักธูซิดีดีส (Thucydides’s Trap) คืออะไร ? จากทฤษฎีการเมืองโลก สู่กับดักความระแวงในออฟฟิศที่คุณต้องระวัง
เวลาที่เราได้ยินข่าวความขัดแย้งระดับโลก โดยเฉพาะสงครามการค้าระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ จีน หรือการเผชิญหน้าระหว่างผู้นำระดับโลกอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) และ สี จิ้นผิง (Xi Jinping) นักวิเคราะห์มักจะหยิบยกคำศัพท์หรูๆ คำหนึ่งขึ้นมาพูดบ่อยๆ นั่นคือ "กับดักธูซิดีดีส" (Thucydides’s Trap)
แต่รู้หรือไม่ว่า ทฤษฎีรัฐศาสตร์ที่มีรากฐานมาตั้งแต่ 2,400 ปีก่อนคริสตกาลคำนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสนามรบหรือการเมืองโลกเท่านั้น แต่มันกำลังเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ในครอบครัว และบนโต๊ะทำงานในออฟฟิศของคุณทุกๆ วันโดยที่คุณไม่รู้ตัว
SPRiNG จะพาไปเจาะลึกประวัติย่อของกับดักธูซิดีดีส และวิธีถอดรหัสทฤษฎีนี้มาปรับใช้เพื่อทลาย "วัฒนธรรมความระแวง" สู่การสร้างทีมการทำงานที่มีประสิทธิภาพร่วมกัน
คำว่า "กับดักธูซิดีดีส" (Thucydides’s Trap) เป็นศัพท์ทางรัฐศาสตร์ที่คิดค้นขึ้นในปี ค.ศ. 2012 โดย เกรแฮม อัลลิสัน (Graham Allison) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยเขาได้หยิบยกแนวคิดมาจากบันทึกของ "ธูซิดีดีส" นักประวัติศาสตร์และนายพลชาวกรีกโบราณ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง ประวัติศาสตร์สงครามเพโลพอนนีเซียน (History of the Peloponnesian War)
ธูซิดีดีสได้สรุปสาเหตุของสงครามครั้งใหญ่ระหว่างสองนครมหาอำนาจในยุคนั้น คือ เอเธนส์ และ สปาร์ตา ไว้ด้วยประโยคทองคำที่ว่า:
"การเติบโตขึ้นของเอเธนส์ และความกลัวที่เกิดขึ้นในใจของสปาร์ตา คือสิ่งที่ทำให้สงครามหลีกเลี่ยงไม่ได้"
ในเชิงรัฐศาสตร์ นิยามของกับดักธูซิดีดีส จึงหมายถึง "สภาวะตึงเครียดเมื่อมหาอำนาจใหม่ (Rising Power) ก้าวขึ้นมาเติบโตอย่างรวดเร็ว จนทำให้มหาอำนาจเดิม (Ruling Power) เกิดความหวาดระแวง กลัวสูญเสียอำนาจ และนำไปสู่สงครามในที่สุด"
จากสถิติย้อนหลัง 500 ปีของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่ามีกรณีศึกษาที่มหาอำนาจสองขั้วเผชิญหน้ากันทั้งหมด 16 ครั้ง และมีถึง 12 ครั้งที่จบลงด้วยสงครามใหญ่ (เช่น สงครามโลกครั้งที่ 1) และมีเพียง 4 ครั้งเท่านั้นที่รอดพ้นมาได้ด้วยสันติภาพ (เช่น ช่วงสงครามเย็น)
คนส่วนใหญ่มักมองว่าทฤษฎีนี้ไกลตัว แต่ในความเป็นจริง แก่นแท้ของกับดักธูซิดีดีสไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอาวุธ แต่ขับเคลื่อนด้วย "ความกลัวและความระแวงในจิตใจมนุษย์" เมื่อใดก็ตามที่มีคนเก่งๆ ก้าวขึ้นมาสั่นคลอนพื้นที่เซฟโซนของเรา สัญชาตญาณของการปกป้องอำนาจเดิมจะทำงานทันที และนี่คือสภาวะที่เกิดขึ้นรอบตัวเราตลอดเวลา
ในสถาบันครอบครัว (ช่องว่างระหว่างวัย): พ่อแม่ที่เคยเป็นผู้คุมกฎในบ้าน (Ruling Power) เริ่มใช้อารมณ์หรือคำสั่งที่รุนแรงกับลูกเมื่อลูกเริ่มโตขึ้น เก่งขึ้น และมีความคิดเป็นของตัวเอง (Rising Power) เพราะลึกๆ พ่อแม่กลัวการหมดอำนาจและไม่เป็นที่ต้องการเหมือนเก่า
ในกลุ่มเพื่อนสนิท: เพื่อนที่โตมาด้วยกัน แต่อยู่ๆ มีคนหนึ่งได้งานที่ดีกว่า รวยเร็วกว่า หรือประสบความสำเร็จเร็วกว่า จนอีกคนเริ่มรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ หวาดกลัวว่าตัวเองจะไร้ค่า จึงเลือกที่จะตีตัวออกห่างหรือพูดจาประชดประชัน
ในที่ทำงาน (การเมืองในออฟฟิศ): รุ่นพี่หรือหัวหน้างานที่เคยสอนงานเรา (Ruling Power) แต่วันหนึ่งเมื่อพนักงานรุ่นใหม่ (Rising Power) ทำผลงานได้โดดเด่นจนได้รับคำชม รุ่นพี่กลับเริ่มมีท่าทีตึงใส่ สกัดขาเก้าอี้ หรือไม่ส่งต่อข้อมูลสำคัญเพราะกลัวเด็กเก่งเกินหน้าตา
ในประวัติศาสตร์โลก 4 ครั้งที่มหาอำนาจสามารถรอดพ้นจากกับดักนี้ได้ เกิดจากการเปลี่ยน "วัฒนธรรมการอยู่ร่วมกัน" (Culture of Collaboration) สำหรับชีวิตการทำงาน หากคุณเป็นรุ่นพี่หรือหัวหน้าทีมที่กำลังเผชิญหน้ากับคนรุ่นใหม่ไฟแรง นี่คือ 3 แนวทางปฏิบัติ (Actionable Steps) ในการเปลี่ยนตัวเองจากคนคุมงานที่หวาดระแวง ให้กลายเป็นผู้นำที่ปั้นดรีมทีมระดับโลก:
1. เปลี่ยนจาก "Gatekeeper" เป็น "Enabler" (เลิกกักความรู้)
วิธีคิดแบบเดิม: กักสูตรลับ หวงวิชา เพราะกลัวน้องจะเก่งกว่าแล้วมาแทนที่ตำแหน่งของเรา
วัฒนธรรมใหม่: เปิดทางและแชร์เทคนิคการทำงานทั้งหมดคอยอัปสกิลให้น้องเก่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะในฐานะผู้นำ "ความสำเร็จของคนในทีม คือผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคุณ"
2. เปลี่ยนจาก "Micromanage" เป็น "Ownership" (เลิกจู้จี้แล้วส่งไม้ต่อ)
วิธีคิดแบบเดิม: ระแวงว่าน้องจะทำพฤติกรรมผิดพลาด จึงเข้าไปจุกจิกควบคุมทุกฝีก้าว จนบรรยากาศการทำงานอึดอัด
วัฒนธรรมใหม่: มอบอำนาจในการตัดสินใจ (Empowerment) ในโปรเจกต์สำคัญ ปล่อยให้น้องได้ลองคิดและลองถูกลองผิด โดยมีคุณทำหน้าที่เป็น Coach ที่คอยซัพพอร์ตอยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่ตำรวจที่คอยจับผิด
3. เปลี่ยนจาก "Take Credit" เป็น "Give Credit" (ดันผลงานน้องให้สปอตไลต์ส่องถึง)
วิธีคิดแบบเดิม: กลัวผู้บริหารระดับสูงจะเห็นแค่ผลงานของเด็กใหม่ แล้วลืมความสำคัญของเรา จึงพยายามริบความดีความชอบมาเป็นของตัวเอง
วัฒนธรรมใหม่: เมื่อทีมทำสำเร็จ จงประกาศชื่นชมและให้เครดิตลูกน้องอย่างเปิดเผยในที่ประชุม การทำแบบนี้นอกจากจะซื้อใจคนรุ่นใหม่ได้แล้ว ผู้บริหารระดับสูงจะยิ่งมองเห็น " Leadership Skills" ของคุณ ว่าคุณคือคนที่มีศักยภาพในการปั้นคนและบริหารทีมให้เติบโต
บทเรียนที่แท้จริงจาก กับดักธูซิดีดีส ไม่ใช่การมานั่งพยากรณ์ว่าสหรัฐฯ กับจีนจะรบกันเมื่อไหร่ แต่มันคือการเตือนสติให้เรากลับมาสำรวจใจตัวเองในทุกๆ วัน
โลกการทำงานและชีวิตจริงไม่ใช่ Zero-Sum Game ที่ถ้าคนอื่นชนะแล้วเราต้องแพ้ โลกนี้มีพื้นที่กว้างพอให้ทุกคนประสบความสำเร็จไปพร้อมกัน ปล่อยให้มหาอำนาจโลกดำเนินเกมการเมืองของเขาไป ส่วนเรากลับมาเปลี่ยน Culture ในออฟฟิศและในบ้านของเรา ด้วยการยินดีกับความสำเร็จของคนใกล้ตัวอย่างจริงใจ เพื่อเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืนครับ