หมดยุค ‘ผู้นำ’ บ้างาน เพราะสมัยนี้ต้องดูแล ‘สุขภาพ’ ด้วย

หมดยุค ‘ผู้นำ’ บ้างาน เพราะสมัยนี้ต้องดูแล ‘สุขภาพ’ ด้วย

เมื่อร่างกายที่ฟิตแอนด์เฟิร์ม กลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของความมั่งคั่ง วินัย และศักยภาพในการบริหารองค์กรระยะยาว

ก่อนหน้านี้ สถานะทางสังคมของคนระดับผู้นำองค์กรอาจสะท้อนผ่านรถหรู นาฬิการาคาแพง บ้านหลังใหญ่ หรือเสื้อผ้าแบรนด์เนม แต่ปัจจุบัน การมีสุขภาพที่แข็งแรงกลับกลายเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความมั่งคั่ง วินัย และประสิทธิภาพในการทำงานได้ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม

ในทุกยุคทุกสมัย สังคมมักมีสิ่งที่ใช้แสดงฐานะ ความมั่งคั่ง และบรรดาศักดิ์ หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า ‘สถานะทางสังคม’

ในอดีต เมื่อพูดถึงคนที่ประสบความสำเร็จ หลายคนอาจนึกถึงรถหรู นาฬิกาแพง บ้านหลังใหญ่ หรือเสื้อผ้าแบรนด์เนม แม้สิ่งเหล่านี้จะยังมีความสำคัญ แต่ปัจจุบัน ผู้คนสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นผ่านการกู้ยืม การผ่อนชำระ หรือแม้แต่สินค้าลอกเลียนแบบ

วัฒนธรรมใหม่จึงเริ่มผลักดันให้ ‘ความแข็งแรงและสมบูรณ์ของร่างกาย’ กลายเป็นสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมชิ้นใหม่ เพราะร่างกายที่ฟิตแอนด์เฟิร์มไม่สามารถหาซื้อได้ในชั่วข้ามคืน ไม่สามารถจ้างคนอื่นทำแทน และไม่สามารถเสแสร้งแกล้งทำได้ในระยะยาว

ร่างกายที่แข็งแรงจึงไม่ได้สะท้อนเพียงรูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังบ่งบอกถึงเวลา ทรัพยากร วินัย และความสามารถในการบริหารชีวิตของเจ้าของร่างกายนั้นด้วย

จาก ‘คนบ้างาน’ สู่ ‘ผู้บริหารสายสปอร์ต’

บทบาทของซีอีโอและผู้บริหารในปัจจุบันเต็มไปด้วยความท้าทายและแรงกดดันที่เกิดขึ้นตลอด 24 ชั่วโมง ผู้นำยุคใหม่จึงจำเป็นต้องปฏิวัติวิธีคิดเกี่ยวกับการทำงาน เพื่อรักษาประสิทธิภาพของตัวเองในระยะยาว

ที่ผ่านมา สังคมการทำงานอาจเคยยกย่องการอวดความลำบาก เช่น การนอนเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน การทำงานสัปดาห์ละ 80 ชั่วโมง หรือการแสดงให้เห็นว่าตัวเองยุ่งอยู่ตลอดเวลา เพื่อสื่อว่าขยันและมีความสำคัญต่อองค์กร

อย่างไรก็ตาม ค่านิยมดังกล่าวกำลังกลายเป็นเรื่องล้าสมัย เพราะการทำงานหนักจนสุขภาพทรุดโทรม อาจไม่ได้สะท้อนถึงความทุ่มเทเพียงอย่างเดียว แต่อาจถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงต่อองค์กรด้วย

ค่านิยมแบบใหม่จึงเริ่มหันมายกย่องคนที่สามารถรักษาสมดุลในชีวิตได้ เช่น การบริหารบริษัทอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย การฟื้นฟูร่างกาย การพักผ่อนอย่างเพียงพอ และการมีพลังงานเหลือสำหรับครอบครัว

พลังของผู้นำในยุคนี้จึงไม่ได้วัดจากจำนวนชั่วโมงแห่งความเหนื่อยล้า แต่พิจารณาจากความอึด ความมั่นคง และความสามารถในการสำรองพลังงานทั้งทางร่างกายและจิตใจ

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าผู้นำต้องลดความทะเยอทะยานลง แต่คือการสร้าง ‘รากฐานทางชีวภาพ’ หรือ Biological Foundation เพื่อให้สามารถยืนระยะทำงานได้เป็นเวลาหลายสิบปี โดยไม่พังทลายไปเสียก่อน

เหตุผลที่ความฟิตช่วยส่งเสริมการเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม

เมื่อซีอีโอหรือผู้บริหารหันมาใส่ใจสุขภาพของตัวเองมากขึ้น ผลดีที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตัวบุคคล แต่ยังสามารถส่งต่อไปยังทีมงานและองค์กรได้อย่างน้อย 3 ด้าน

1. การปกครองตนเอง ช่วยขยายพลังขับเคลื่อนองค์กร

มนุษย์มีพฤติกรรมเลียนแบบกันโดยไม่รู้ตัว ภายในองค์กรก็เช่นเดียวกัน ทีมงานมักซึมซับนิสัย มาตรฐาน และวิธีคิดจากผู้นำ

การที่ผู้นำสามารถบริหารการนอน การออกกำลังกาย อาหารการกิน และความเครียดของตัวเองได้ดี จึงเป็นการส่งสัญญาณว่า ผู้นำคนนี้สามารถควบคุมความต้องการชั่วขณะ มีมาตรฐานที่คงเส้นคงวา และพร้อมทำในสิ่งที่ถูกต้อง แม้ไม่มีใครมองเห็น

วินัยที่ปรากฏผ่านการดูแลสุขภาพจึงสามารถสร้างความไว้วางใจ ความเชื่อมั่น และความเคารพจากคนรอบข้างได้โดยไม่จำเป็นต้องประกาศออกมาตรงๆ

2. ความทนทานสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

นักลงทุน พนักงาน หรือคณะกรรมการบริษัทอาจไม่ได้พูดตรงๆ ว่า พวกเขาไว้วางใจซีอีโอเพราะสามารถยกน้ำหนักได้เป็นร้อยกิโลกรัมหรือวิ่งมาราธอนได้สำเร็จ

แต่สิ่งที่ผู้คนรับรู้ได้คือ ผู้นำคนนี้มีวินัย มีความยืดหยุ่น และสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดี

ในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยการเดินทาง การประชุมต่อเนื่อง และการแข่งขันรุนแรง ความแข็งแรงของร่างกายช่วยเพิ่มโอกาสที่ผู้นำจะสามารถต้านทานแรงกดดันมหาศาลได้ โดยไม่ล้มพับลงในช่วงเวลาที่องค์กรต้องการเขามากที่สุด  

3. สภาพร่างกายกำหนดคุณภาพของการตัดสินใจ

หนึ่งในคุณสมบัติสำคัญที่สุดของผู้นำคือ ‘วิสัยทัศน์และการตัดสินใจ’ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าซื้อกิจการ การวางกลยุทธ์ หรือการรับมือกับวิกฤต ทุกสถานการณ์ล้วนส่งผลต่อระบบประสาทและสภาพจิตใจ

การอดนอน รับประทานอาหารที่ไม่มีคุณภาพ และเผชิญความเครียดเรื้อรัง สามารถทำให้ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ การคิดวิเคราะห์ และการตัดสินใจลดลง

ในทางกลับกัน การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและออกซิเจนไปยังสมอง อีกทั้งยังช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียดอย่างคอร์ติซอล ส่งผลให้สมองมีความยืดหยุ่นทางความคิด มีความมั่นคงทางอารมณ์ และสามารถแก้ปัญหาได้ดีขึ้น

กล่าวได้ว่า คุณภาพทางชีวภาพของผู้นำ ย่อมสัมพันธ์กับคุณภาพในการตัดสินใจขององค์กร

ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ไม่จำเป็นต้องทำลายตัวเอง

ในอนาคต องค์กรยังคงให้คุณค่ากับคนเก่ง กลยุทธ์ที่เฉียบคม และความสามารถในการลงมือทำอย่างจริงจัง แต่สิ่งที่จะได้รับความสำคัญเพิ่มขึ้น คือความสามารถของผู้นำในการรักษาคุณสมบัติเหล่านี้ให้คงอยู่ได้อย่างยาวนานหลายทศวรรษ

ผู้นำที่น่ายกย่องที่สุดในวันข้างหน้า จึงอาจไม่ใช่คนที่ยอมสละสุขภาพและครอบครัวเพื่อแลกกับความสำเร็จ แต่คือคนที่มีศักยภาพทางร่างกายและจิตใจ พร้อมแบกรับภารกิจอันหนักอึ้งไว้บนบ่า โดยยังสามารถรักษาความแข็งแรง ความสัมพันธ์ในครอบครัว และคุณภาพชีวิตที่ดีเอาไว้ได้

เพราะความสำเร็จที่แท้จริง อาจไม่ได้วัดเพียงว่าใครสามารถขึ้นไปถึงจุดสูงสุดได้เร็วที่สุด แต่ยังต้องดูด้วยว่า เมื่อไปถึงแล้ว เขาสามารถยืนอยู่ตรงนั้นได้นานเพียงใด โดยไม่ทำลายตัวเองไปเสียก่อน 

ที่มา : forbes

related