
SHORT CUT
หลายคนอาจคิดว่า ‘AI’ มีส่วนสำคัญในการแย่งงาน ‘เด็กจบใหม่’ แต่แท้จริงแล้วรูปแบบการทำงานแบบ ‘Work from Home’ ต่างหากที่ทำให้บริษัทจ้างเด็กจบใหม่น้อยลง
สำหรับคนวัยทำงานทุกวันนี้อาจเริ่มกลัวว่า ปัญญาประดิษฐ์ หรือ 'AI' จะเข้ามาแย่งงานออฟฟิศ โดยเฉพาะกับ 'เด็กจบใหม่'
แต่ว่าจากการอ้างอิงของข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดปี 2026 พบว่าตัวการที่แท้จริงที่ทำให้ยอดจ้างงานเด็กจบใหม่ดิ่งลงเหว คือ 'การทำงานอยู่ที่บ้าน' (Work from Home) และ 'การทำงานระยะไกล' (Remote Work) ต่างหาก เพราะระยะห่างทำให้อะไรๆ ก็ยากขึ้น
ข้อมูลที่เผยแพร่ใน Psychology Today ระบุว่า ผลวิจัยขนาดใหญ่ที่เก็บข้อมูลจาก 4 ประเทศมหาอำนาจ ได้แก่ สหรัฐฯ, อังกฤษ, แคนาดา และออสเตรเลียชี้ว่า ตอนแรกคนคิดว่าตำแหน่งงานเด็กจบใหม่ลดลงเพราะ AI
แต่พอเอาสถิติมารวมกับเทรนด์ Work from Home กลับพบว่า เป็นเพราะงานบางรูปแบบสามารถทำที่บ้านได้ ทำให้การจ้างงานเด็กจบใหม่ลดฮวบ
ถ้าถามว่าทำไมระบบ Work from Home ถึงทำให้บางบริษัทไม่อยากรับเด็กจบใหม่ นั่นก็เป็นเพราะอาจต้องแบกรับความเสี่ยงที่สูงขึ้น เพราะถ้าอยู่ในออฟฟิศเวลาเด็กใหม่ทำอะไรผิดพลาดไป หัวหน้าหรือรุ่นพี่จะคอยดูและช่วยแก้ไขให้ได้ทันที แต่พอต่างคนต่างอยู่บ้าน กว่าจะเจอปัญหาก็อาจทำให้งานเสียหายไปค่อนข้างเยอะแล้ว แก้ไขยากและเสียเวลามากกว่าเดิม
รวมถึงปัญหาของหัวหน้างานเองที่ไม่มีเวลาสอน เพราะการคอยดูแลเด็กใหม่จากทางไกลนั้นค่อนข้างเหนื่อยและเสียเวลา บรรดาผู้บริหารก็เลยตัดปัญหาด้วยการจ้างคนที่มีประสบการณ์สูงหรือระดับ Senior ไปเลยดีกว่า เพราะทำงานได้เองไม่ต้องมีใครคอยประกบ
อีกปัญหาหนึ่งก็คือ คนรุ่นเก่าไม่ยอมเกษียณ พอมีระบบ Work from Home ที่ยืดหยุ่น ไม่ต้องเหนื่อยเดินทาง คนรุ่นเก่าๆ ที่เก่งแล้วเลยเลือกที่จะทำงานต่อยาวๆ ไม่ยอมเกษียณ เมื่อเก้าอี้ไม่ว่างและมีความเสี่ยงต่ำกว่า บริษัทจึงเลือกจ้างคนกลุ่มนี้แทนเด็กจบใหม่
ตามทฤษฎีแล้ว เด็กใหม่จะทำงานเก่งขึ้นได้ ต้องอาศัยปัจจัยหลัก 2 ส่วน ก็คือ การอบรมอย่างเป็นทางการ และการซึมซับจากคนรอบข้าง ซึ่งอย่างหลังนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก
เพราะเวลาอยู่ร่วมกันที่ออฟฟิศ เด็กใหม่จะได้เห็นรุ่นพี่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า เห็นวิธีดีลกับลูกค้าที่กำลังวีน หรือวิธีคุยงานยากๆ แต่พอต้องทำงานผ่านหน้าจออยู่ที่บ้าน โอกาสในการ 'ครูพักลักจำ' ก็จะถูกตัดขาดไปโดยสิ้นเชิง ดังนั้นยิ่งบริษัทมีคนทำระบบทางไกลมากเท่าไร ก็ยิ่งจำเป็นต้องมีคอร์สฝึกอบรมที่เข้มข้นเป็นระบบมาชดเชยส่วนที่หายไป
ก่อนอื่นบริษัทต้องเลิกใช้ระบบไฮบริดแบบอยากเข้าวันไหนก็เข้า แล้วเปลี่ยนมาวางแผนหรือจัดตารางเข้าออฟฟิศอย่างจริงจัง ล็อกวันให้ทุกคนเข้าออฟฟิศพร้อมกัน เพื่อใช้เวลานั้นประชุมทีม สอนงาน หรือสานสัมพันธ์ ส่วนวันอยู่บ้านก็ปล่อยให้ต่างคนต่างทำงานของตัวเองไป
นอกจากนี้ต้องมีการปรับระบบรับพนักงานใหม่ เพราะเรื่องเอกสารหรือการเซตระบบไอทีนั้นทำออนไลน์ได้ แต่การเรียนรู้วัฒนธรรมองค์กรต้องมาเจอตัวจริง ซึ่งผลวิจัยชี้ว่าการเจอตัวจริงช่วยให้พนักงานใหม่ทำงานเป็นเร็วกว่าเดิมถึง 2 เดือน
อีกหนึ่งอย่างที่ออฟฟิศสามารถทำเพื่อช่วยเหลือพนักงานใหม่ได้ก็คือ การตั้งระบบพี่เลี้ยงแบบจริงจัง เพราะในเมื่อไม่มีการสอนงานแบบเดินไปถาม บริษัทก็ต้องจับคู่พี่เลี้ยงให้ชัดเจน มีตารางคุยกันทุก 2 สัปดาห์ และสอนเด็กใหม่ให้รู้จักวิธีตั้งคำถามและขอคำแนะนำอย่างตรงจุด
ท้ายที่สุดแล้วอาจจะสรุปได้ว่า เราจะโทษ 'AI' อย่างเดียวก็คงไม่ได้ ถ้าบริษัทอยากรักษาพนักงานเก่งๆ ในอนาคตเอาไว้ ต้องยอมรับความจริงว่า สำหรับการปั้นเด็กจบใหม่นั้น การทำงานที่บ้านอาจจะส่งผลเสียมากกว่าผลดีสำหรับบางบริษัท
อ้างอิงข้อมูล : Psychology Today