เทรนด์ทำงานที่บ้านยังบูม แม้บางบริษัทสั่งเข้าออฟฟิศ

เทรนด์ทำงานที่บ้านยังบูม แม้บางบริษัทสั่งเข้าออฟฟิศ

แม้ว่าหลายบริษัทเริ่มมีนโยบายให้พนักงานกลับเข้าไปทำงานในออฟฟิศ แต่รูปแบบการทำงานของพนักงานส่วนใหญ่ยังคงทำงานที่บ้านเหมือนเดิม

เป็นเวลากว่าหนึ่งปีแล้วที่ภาคธุรกิจในสหรัฐอเมริกาพยายามแสดงความมั่นใจว่า ยุคสมัยของ “การทำงานระยะไกล” (Remote Work) กำลังจะสิ้นสุดลง

เห็นได้จากการที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon มีคำสั่งให้พนักงานกลับเข้าทำงานในออฟฟิศ 5 วันต่อสัปดาห์เมื่อปีที่แล้ว ขณะที่ซีอีโอชื่อดังอย่าง เจมี ไดมอน (Jamie Dimon) จาก JPMorgan และ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) จาก Tesla ก็ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ “การทำงานจากที่บ้าน” (Work from Home) อยู่หลายครั้ง

เทรนด์ทำงานที่บ้านยังบูม แม้บางบริษัทสั่งเข้าออฟฟิศ

แต่ว่าท่ามกลางกระแสข่าวเหล่านั้น รูปแบบการทำงานของคนอเมริกันกลับแทบไม่ได้เปลี่ยนไปเลย เพราะมีสถิติชี้ชัดว่า คนยังทำงานที่บ้านเหมือนเดิม

ข้อมูลวิเคราะห์ใหม่จากธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขามินนิแอโพลิส ซึ่งอ้างอิงจากผลสำรวจประชากรของสำนักสำมะโนประชากรพบว่า

ปี 2025 พนักงานในสหรัฐฯ เกือบ 22% ยังคงทำงานจากที่บ้านอย่างน้อยเป็นบางเวลา ซึ่งลดลงจากปี 2024 เพียงแค่ 1% เท่านั้น

ส่วนในปี 2026 แนวโน้มนี้ยังคงดำเนินต่อไป โดยอัตราส่วนรวมของการทำงานแบบไฮบริด (สลับเข้าออฟฟิศ) และการทำงานระยะไกลแบบ 100% อยู่ที่ 22.3% ในเดือนมกราคม และ 22% ในเดือนกุมภาพันธ์

ไคล์ เดอ บรูอิน (Kyle de Bruin) กรรมการผู้จัดการของ Leesman บริษัทวิจัยด้านสถานที่ทำงาน ระบุว่าผลสำรวจของบริษัทเขาจากองค์กรขนาดใหญ่ประมาณ 100 - 130 แห่งก็ยืนยันข้อมูลนี้เช่นกัน

“มีบริษัทเพียงแค่ประมาณ 3% เท่านั้นที่ให้พนักงานกลับเข้าออฟฟิศเต็มเวลา 5 วันต่อสัปดาห์ กระแสข่าวที่เราได้ยินในอุตสาหกรรมเกี่ยวกับ JPMorgan หรือธนาคารใหญ่อื่นๆ ที่ให้คนกลับเข้าออฟฟิศทั้งหมดนั้น แท้จริงแล้วพวกเขาเป็นเพียงคนกลุ่มน้อย” ไคล์อธิบาย

นอกจากนี้ พนักงานที่ใช้เวลาทำงานที่บ้านอย่างน้อย 10% ของสัปดาห์ คิดเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 4 ของแรงงานทั้งหมดในปี 2025 ขณะที่ชั่วโมงเฉลี่ยของการทำงานระยะไกลลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จาก 27 ชั่วโมงในช่วงต้นปี เหลือ 26 ชั่วโมงในอีกหนึ่งปีต่อมา

ทั้งนี้ ไคล์  ยังกล่าวเสริมว่า หลายบริษัทเริ่มพบว่า “การออกคำสั่งบังคับ” นั้นยากที่จะรักษาไว้ให้ยั่งยืน เพราะพนักงานยังคงไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน ด้วยการมองว่า เหตุผลมันไม่ชัดเจน และผู้คนสามารถรู้สึกได้จากข้างในเมื่อพวกเขาไปที่ออฟฟิศแล้วพบว่ามันไม่มีประโยชน์อะไรเลย

เทรนด์ทำงานที่บ้านยังบูม แม้บางบริษัทสั่งเข้าออฟฟิศ

อย่างไรก็ดี เริ่มมีหลักฐานที่เด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่าการทำงานระยะไกลอาจไม่ใช่ทางออกสำหรับทุกเรื่อง เพราะปัจจุบันจำนวนตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น (Entry-level) ดิ่งลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเทคโนโลยี AI ประกอบกับการทำงานระยะไกล ทำให้บริษัทต่างๆ หันไปให้ความสำคัญกับการจ้างงานพนักงานระดับอาวุโส (Senior) มากกว่าพนักงานที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน

ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยจากธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์กเมื่อเดือนที่แล้วยังพบว่า การทำงานระยะไกลอาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ อัตราการว่างงานในกลุ่มคนรุ่นใหม่พุ่งสูงขึ้นถึง 64%

ในมุมกลับกัน นายจ้างบางรายมองว่าการขยายรูปแบบการทำงานระยะไกลยังคงเป็นข้อได้เปรียบในการดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพ

เดโบราห์ แซนแมน (Deborah Saneman) ซีอีโอของ Würk บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ระบบเงินเดือนและทรัพยากรบุคคล (HR) ผู้ซึ่งเคยทำงานในออฟฟิศแบบดั้งเดิมมาเกือบสามทศวรรษก่อนจะมารับตำแหน่งผู้นำที่นี่ เล่าว่า ปัจจุบันบริษัทของเธอจ้างงานพนักงานกระจายอยู่ถึง 22 รัฐ

นับตั้งแต่เธอยอมสละออฟฟิศขนาดกว่า 300 ตารางวา ในย่านใจกลางเมืองเดนเวอร์เมื่อสามปีที่แล้ว เพื่อเปลี่ยนมาใช้พื้นที่ WeWork ขนาดแค่ประมาณ 14 ตารางวา การเปิดรับสมัครงานของบริษัทกลับดึงดูดผู้คนได้มากขึ้นอย่างมหาศาล โดยมีตำแหน่งงานหนึ่งที่มีผู้สมัครหลั่งไหลเข้ามามากกว่า 4,000 คนในปีนี้ ซึ่งถ้าเทียบกับปี 2020 นั้น มีเพียงประมาณ 170 คนเท่านั้น

เทรนด์ทำงานที่บ้านยังบูม แม้บางบริษัทสั่งเข้าออฟฟิศ

เธอกล่าวว่าการบริหารทีมงานที่อยู่กระจายกันแบบนี้ จำเป็นต้องอาศัยการสื่อสารและการเป็นพี่เลี้ยง (Mentorship) ที่ตั้งใจและเป็นระบบมากขึ้น บริษัทจึงได้แก้ปัญหานี้ด้วยการกำหนดให้ “วันศุกร์เป็นวันห้ามประชุม” (No-meeting Fridays) โดยเปลี่ยนมาใช้เวลานี้ในการสอนงานและร่วมมือกันพัฒนาทักษะแทน

สำหรับตอนนี้ ตัวเลขจากสำนักสำมะโนประชากรชี้ให้เห็นว่า การคาดการณ์ที่ว่าการทำงานระยะไกลกำลังจะตายลงนั้นอาจจะด่วนสรุปเกินไป

และสำหรับบริษัท Würk เดโบราห์ยืนยันว่า ไม่มีแผนที่จะเปลี่ยนแนวทางนี้ในเร็วๆ นี้แน่นอน “ฉันคิดว่าการเป็นองค์กรแบบเข้าออฟฟิศย่อมมีข้อดีของมัน แต่ฉันเชื่อว่าเราทำหน้าที่ได้ค่อนข้างดีในการสร้างความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (Work-life balance) ควบคู่ไปกับการรักษาวัฒนธรรมองค์กรที่ยอดเยี่ยม รวมถึงการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพสูงให้แก่ลูกค้าของเรา”

เรียกได้ว่าท่ามกลางกระแสเรียกพนักงานกลับเข้าไปทำงานในออฟฟิศ 5 วันต่อสัปดาห์ของหลายบริษัท แต่ก็ยังมีผู้นำองค์กรและบริษัทอีกไม่น้อย ที่มองว่าการทำงานระยะไกลนั้นก็มีข้อดีและช่วยให้ประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานดีขึ้นเช่นกัน

related