
SHORT CUT
สงครามตะวันออกกลางตึงเครียดมากขึ้น ส่งผลให้เกิดวิกฤตขาดแคลนน้ำมัน กระเพื่อมถึงราคาน้ำมันที่ดีดตัวสูงขึ้น เรามาดูกันว่า ที่สภาวะเช่นนี้ ประเด็นไหนถูกพูดถึงมากที่สุดในโลกโซเชียล
เมื่อสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ส่งผลเป็นวงกว้างไปทั่วโลก โดยเฉพาะวิกฤตน้ำมันดิบที่ก้าวเข้าสู่ภาวะตึงเครียดตามไปด้วย
โซเชียลมีเดีย ได้กลายเป็นพื้นที่หลักที่สะท้อนความเดือนร้อนและเสียงของประชาชนที่มีต่อภาวะค่าครองชีพที่พุ่งขึ้น เรามาดูกันว่า ในสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกที่ถูกจับตามองเช่นนี้ ประเด็นไหนถูกพูดถึงมากที่สุดบนโลกโซเชียลบ้าง
จากการเก็บข้อมูลของบริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) ได้ทำการเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องผ่านเครื่องมือ Zocial Eye ระหว่างวันที่ 1-19 มีนาคม 2569 ผลพบว่า
ผู้คนพูดถึงวิกฤตความขัดแย้งบนโซเชียลมีเดียสูงถึง 103,552,835 เอนเกจเมนต์ จาก 312,168 ข้อความ
ในสงครามความตึงเตรียมระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน คีย์เวิร์ดที่ถูกพูดถึง เช่น “ยืดเยื้อ” (2,931,343 เอนเกจเมนต์) และ "เครียด" (1,686,928 เอนเกจเมนต์)
ซึ่งบ่งบอกได้ว่า ประชาชนไมได้มองสงครามนี้เป็นแค่ข่าวต่างประเทศไกลตัว แต่เป็นวิกฤตที่บั่นทอนการใช้ชีวิต โดยกระแสใน TikTok และ Facebook ชี้ว่า สงครามโลก ที่อาจจะขยายเป็นวงกว้างยากเกินจะควบคุม ส่งผลให้เกิดสภาพคล่องทางเศรษฐกิจของประเทศไทย
ซึ่งความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจดังกล่าว จุดชนวนให้ประชาชนกังวลเรื่องภาวะขาดแคลนน้ำมัน จนเกิดปรากฎการณ์ที่ผู้คนต่างแห่ไปต่อคิวเติมน้ำมันยาวเหยียดข้ามคืนหลายจังหวัด ทำให้น้ำมันในหลาย ๆ ปั๊มหมดอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง
ในช่วงวันที่ 14-17 มีนาคม มีการพูดถึงประเด็น “ภาวะน้ำมันขาดแคลน” โดยสร้างเอนเกจเมนต์รวมกว่า 9 ล้านครั้งจาก 25,285 ข้อความ และนำไปสู่กระแส #น้ำมันขาด และ #น้ำมันหมด ที่มียอดเอนเกจรวมมากว่า 5 ล้านครั้งจาก 10,455 ข้อความ
อีกคีย์เวิร์ดที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ #ปั๊ม ซึ่งเกิดจากการส่งต่อภาพสถานีบริการน้ำมันบางแห่งน้ำมันหมดชั่วคราว แม้ภาครัฐจะออกมายืนยันว่า ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับการใช้งาน 96-100 วัน ขอให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนกและอย่ากักตุนน้ำมัน สวนทางกับความเห็นโซเชียลที่ตั้งคำถามว่า น้ำมันสำรองจะถูกนำมาใช้จริง? หรือกักเก็บไว้เพื่อเก็งกำไร?
ยอดเอนเกจเมนต์กว่า 10.7 ล้านครั้ง มีคีย์เวิร์ดที่ถูกพูดถึงมากที่สุด อย่าง #เครียด #ท้อ #เดือดร้อน สะท้อนถึงความสิ้นหวังของประชาชน
ประเด็นที่มียอดแชร์และคอมเมนต์สูงสุดในหมวดนี้คือการเปรียบเทียบระหว่าง “ราคาน้ำมันที่พุ่งตามสถานการณ์สงคราม” กับ “รายได้ที่คงที่” สะท้อนถึงสภาวะ "Visibility Crisis" หรือการที่คนไทยมองไม่เห็นทางออกท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพ
เช่น เมื่อต้นทุนน้ำมันพุ่งขึ้น กลุ่มอาชีพขนส่งและไรเดอร์ส่วนใหญ่เริ่มตัดพ้อ จนไปถึงขั้นอยากจะเลิกอาชีพผ่าน #สู้ไม่ไหว #จอดตาย
ยอดเอนเกจเมนต์กว่า 4.5 ล้านครั้ง ที่พูดถึงการเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการช่วยเหลือด้านการตรึงราคาน้ำมัน ซึ่งสะท้อนถึงความคลางแคลงใจต่อมาตรการระยะสั้นของภาครัฐ โดยเฉพาะวาทะกรรม “ตรึง 15 วัน แล้ววันที่ 16 จะเป็นอย่างไร?” ที่กลายเป็นไวรัลตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของการแก้ปัญหา
ท่ามกลางกระแสราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้น ยอดเอนเกจเมนต์กว่า 1.5 ล้านครั้งจึงพุ่งไปที่ประเด็น "พลังงานทางเลือก" ในการเป็นทางออกสุดท้าย โดยแบ่งออกเป็น 2 ทิศทางชัดเจน คือ กลุ่มคนที่เริ่มสนใจรถยนต์ไฟฟ้า (EV) หลังเจอน้ำมันราคาแพงเข้าไป กับกลุ่มคนที่สะท้อนข้อจำกัดเรื่องราคารถที่สูงเกินเอื้อมสำหรับผู้มีรายได้น้อย
นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) และการนำเทคโนโลยีประหยัดพลังงานมาใช้ในที่อยู่อาศัยมากยิ่งขึ้น สะท้อนว่าประชาชนไม่ได้สนใจพลังงานทางเลือกในมุมของสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่เพราะเป็นพลังงานที่ลดภาระค่าใช้จ่ายได้ในระยะยาวและมั่นคงขึ้น จึงมีการเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ การประกาศนโยบาย Work From Home เต็มรูปแบบสำหรับหน่วยงานราชการ ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับความน่าสนใจอย่างมาก ผ่านคีย์เวิร์ด #ค่าเดินทางพุ่ง #ประหยัดพลังาน #WFHเพื่อชาติ และ #ค่าน้ำมันแพงกว่าค่าข้าว
สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนเปรียบเทียบต้นทุนการเดินทางกับรายได้รายวัน จึงมีการเรียกร้องให้ภาครัฐและเอกชนนำนโยบาย WFH 100% กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อบรรเทาค่าใช้จ่ายของพนักงาน โดยไม่ต้องรอการสนับสนุนจากรัฐเพียงอย่างเดียว