
SHORT CUT
ในอดีตเด็กหลายคนอาจมองว่าใบปริญญาคือใบเบิกทางสู่ความสำเร็จที่ดีที่สุด แต่ตอนนี้คนรุ่นใหม่อย่าง ‘Gen Z’ รวมถึงผู้ปกครองกลับมองว่า ‘งานสายอาชีพ’ ก็เป็นตัวเลือกที่ดีไม่แพ้กัน
งานวิจัยชิ้นใหม่เผยให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของคนแต่ละรุ่น (Generational shift) โดยพบว่า ‘คนรุ่นใหม่’ และกลุ่มผู้ปกครองจำนวนมากขึ้น หันมาเชื่อมั่นว่า ‘งานสายอาชีพ’ (Skilled Trades) สามารถมอบความมั่นคง โอกาสในการเป็นเจ้าของกิจการ และความก้าวหน้าระยะยาวได้ดีกว่าการเรียนในมหาวิทยาลัย
แม้รายงาน Blue Collar Report ของบริษัท Jobber จะเพิ่งเริ่มจัดทำขึ้นเมื่อปี 2023 แต่ก็สามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกี่ยวกับมุมมองที่คนรุ่นใหม่และผู้ปกครองมีต่อการศึกษาและเส้นทางอาชีพได้อย่างชัดเจน
สิ่งที่แปลกใหม่สำหรับปีนี้คือ เป็นปีแรกที่กลุ่ม ‘Gen Z’ จำนวนมากกว่า (42% ต่อ 36%) มองว่าใบปริญญาจากมหาวิทยาลัยไม่ใช่เส้นทางที่การันตีความมั่นคงในอาชีพการงานอีกต่อไป ในขณะที่ฝั่งผู้ปกครองก็คิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน โดย 45% มองว่ามหาวิทยาลัยไม่ใช่เส้นทางที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับการจ้างงานระยะยาว เมื่อเทียบกับ 34% ที่ยังคงเชื่อมั่นในเส้นทางเดิม
สิ่งที่เรากำลังเห็นไม่ใช่การปฏิเสธการศึกษา แต่เป็นการประเมินความหมายของคำว่า ความมั่นคงทางอาชีพกันใหม่” สก็อตต์ ชอว์ (Scott Shaw) ประธานและซีอีโอของ Lincoln Tech กล่าวพร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า “หลายทศวรรษที่ผ่านมา ปริญญาตรี 4 ปีถูกมองว่าเป็นเส้นทางมาตรฐานสู่ความมั่นคง แต่ปัจจุบัน นักเรียนกำลังชั่งน้ำหนักระหว่างค่าเทอมที่พุ่งสูงขึ้น หนี้สินจากการกู้ยืมเพื่อการศึกษา ความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไป และโอกาสที่พวกเขามองเห็นในงานสายอาชีพ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ปกครองของเด็ก ‘Gen Alpha’ (รุ่นที่เกิดตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา) กำลังเอนเอียงไปทางงานสายอาชีพอย่างมาก โดยมองว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ากว่าปริญญาตรี ถึง 52% ต่อ 18%
แม้การเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว แต่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลับเป็นตัวเร่งให้เกิดเร็วขึ้น ผู้ปกครองของ Gen Alpha ส่วนใหญ่ ประมาณ 73% กังวลเกี่ยวกับผลกระทบของ ‘AI’ ต่ออาชีพในอนาคต และ 68% ระบุว่า AI ทำให้พวกเขาต้องกลับมาทบทวนเรื่องความมั่นคงของ ‘งานออฟฟิศ’ (White-collar work) ที่เคยเชื่อกันว่าปลอดภัย
ในขณะเดียวกัน 76% ของ Gen Z มองว่าการเลือกอาชีพที่ AI หรือระบบอัตโนมัติเข้ามาแทนที่ได้ยากเป็นสิ่งสำคัญ และ 38% มองว่า AI จะเป็นพลังบวกที่เข้ามาช่วยสนับสนุนงานในสายอาชีพ
การเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่จะเร็วแค่ไหน และจะพลิกโฉมหน้าวงการการศึกษา มหาวิทยาลัย โรงเรียนอาชีวะ และภาคอุตสาหกรรมไปอย่างไรนั้น ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูกันต่อไป
ทำไมงานสายอาชีพถึงยังดูเป็น ‘มวยรอง’
ครึ่งหนึ่งของกลุ่ม Gen Z ที่ตอบแบบสอบถามในปีนี้ระบุว่า ไม่เคยมีครู อาจารย์แนะแนว หรือผู้บริหารโรงเรียนคนไหนเลย ที่แนะนำงานสายอาชีพให้เป็นหนึ่งในตัวเลือกอาชีพของพวกเขา
สำหรับผม นี่คือความท้าทายและโอกาสที่ใหญ่ที่สุด” สก็อตต์ กล่าวพร้อมอธิบายเพิ่มว่า “ย้อนกลับไปช่วงทศวรรษ 1980 ประเทศของเราตัดสินใจว่าจะส่งเด็กเข้ามหาวิทยาลัยให้มากขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น โรงเรียนส่วนใหญ่จึงตัดวิชาช่างและโปรแกรมสายอาชีพอื่นๆ ออกไป เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้วิชาการและเตรียมเด็กเข้ามหาวิทยาลัย
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ คนหลายรุ่นไม่เคยได้สัมผัสหรือรู้จักงานสายอาชีพเลย สก็อตต์ เชื่อว่าการขาดโอกาสในการเรียนรู้ ประกอบกับอคติของนักการศึกษาและผู้ปกครองที่มีต่องานสายอาชีพ คือสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนช่างฝีมือในปัจจุบัน
สก็อตต์ เล่าว่าความเป็นจริงก็คือ จนกระทั่งเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา โรงเรียนมัธยมปลายส่วนใหญ่มีทัศนคติต่อต้านงานสายอาชีพ แต่ตอนนี้มันกำลังเปลี่ยนไป ปัจจุบันมีโรงเรียนมัธยมปลายเปิดรับให้เราเข้าไปให้ข้อมูลเกี่ยวกับสายอาชีพมากขึ้น และหลายแห่งก็เปิดกว้างสำหรับโครงการเรียนร่วม (Dual enrollment) ในหลักสูตรสายอาชีพแล้ว
อย่างไรก็ตามยังมีกำแพงทางวัฒนธรรมที่ต้องข้ามผ่าน โดย 64% ของผู้ตอบแบบสอบถามยอมรับว่า สังคมยังมีทัศนคติเชิงลบต่อการศึกษาสายอาชีพอยู่ “ตราบาปเหล่านี้ยังคงมีอยู่เพราะมุมมองทางวัฒนธรรมมักจะปรับตัวตามความเป็นจริงทางเศรษฐกิจไม่ทัน” สก็อตต์ อธิบาย
ข่าวดีก็คือทัศนคติของผู้คนกำลังเปลี่ยนไปเร็วกว่าอคติเดิมๆ ผู้ปกครองเริ่มเห็นคุณค่าของงานสายอาชีพมากขึ้น แม้ภาพรวมของสังคมอาจจะยังตามไม่ทันทั้งหมดก็ตาม สก็อตต์กล่าว
ทั้งนี้สก็อตต์เชื่อว่าสิ่งที่จะเปลี่ยนมุมมองนี้ได้คือ การได้เห็นของจริงและผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เพราะเมื่อนักเรียนและครอบครัวได้เห็นศูนย์ฝึกอบรมที่ทันสมัย เทคโนโลยีขั้นสูง ศักยภาพในการทำรายได้ที่แข็งแกร่ง และบัณฑิตที่ประสบความสำเร็จในการสร้างอาชีพที่มั่นคง มุมมองต่างๆ ก็จะเริ่มเปลี่ยนไปเองอย่างเป็นธรรมชาติ
เพื่อให้นักเรียนสามารถตัดสินใจเลือกเส้นทางการศึกษาและการฝึกอบรมได้อย่างรอบด้าน พวกเขาจำเป็นต้องเห็นทางเลือกทั้งหมดตั้งแต่ช่วงมัธยมปลายหรือเร็วกว่านั้น แต่มันไม่พอที่จะแค่บอกเด็กๆ ว่า ‘งานสายอาชีพมีอยู่จริงนะ’ ครู อาจารย์แนะแนว ผู้ปกครอง และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ต้องนำเสนอว่าสายอาชีพเป็นทางเลือกที่มีคุณค่าเท่าเทียมกับเส้นทางอื่นๆ
"นี่หมายถึงการให้ข้อมูล ประสบการณ์ และคำแนะนำในระดับเดียวกัน ไม่ว่าเด็กกำลังพิจารณาเส้นทางไหนก็ตาม" สก็อตต์กล่าว นอกจากนี้ยังรวมถึงการจัดงานแนะแนวอาชีพที่มีทั้งนายจ้างและตัวแทนจากมหาวิทยาลัย, โอกาสในการไปดูงานที่ไซต์งานจริงพอๆ กับการไปเยี่ยมชมแคมปัสมหาวิทยาลัย, และการพูดคุยอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย รายได้ วุฒิการศึกษา และโอกาสเติบโตระยะยาวของทุกเส้นทาง
แน่นอนว่าโรงเรียนมีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ แต่โรงเรียนทำฝ่ายเดียวไม่ได้ แต่นายจ้างต้องมอบประสบการณ์การเรียนรู้จากการทำงานจริงที่มีความหมาย และครอบครัวก็มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้เด็กๆ ได้สำรวจโอกาสทั้งหมดที่มี “เมื่อโรงเรียน นายจ้าง และครอบครัวทำงานร่วมกัน นักเรียนก็จะมีความพร้อมมากขึ้นในการตัดสินใจเลือกอนาคตที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุด” สก็อตต์ระบุ
ที่สำคัญงานวิจัยของ Jobber พบว่า ผู้ปกครองถึง 93% ยินดีที่จะสนับสนุนเงินทุนสำหรับการเรียนสายอาชีพในระดับเดียวกับที่สนับสนุนการเรียนมหาวิทยาลัย 4 ปี ซึ่งชี้ให้เห็นว่ามุมมองด้านการลงทุนทางการศึกษากำลังเปลี่ยนไปจริงๆ
“เป็นเวลานานแล้วที่ครอบครัวมองการใช้จ่ายด้านการศึกษาผ่านเลนส์ของปริญญาตรี 4 ปีเป็นหลัก แต่ปัจจุบัน ผู้ปกครองจำนวนมากเริ่มประเมินการศึกษาจากผลลัพธ์และผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) มากกว่าที่จะดูแค่ประเภทของสถาบัน” สก็อตต์กล่าว
อย่างไรก็ตาม ปัญหายังคงมีอยู่ เพราะความสามารถในการจ่ายและการเข้าถึงยังคงเป็นความท้าทายที่แท้จริง หลายครอบครัวรู้วิธีจัดการเรื่องเงินกู้หรือทุนสำหรับมหาวิทยาลัย แต่พวกเขามักจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับทุนการศึกษา เงินอุดหนุน โครงการฝึกงาน และโอกาสในการระดมทุนอื่นๆ ที่มีไว้สำหรับการฝึกอาชีพ
โดยสก็อตต์ มองว่า “กรอบความคิดของผู้คนกำลังเปลี่ยนไปเร็วกว่าระบบ และนี่คือโอกาสที่เราจะเข้าไปช่วยให้ครอบครัวเข้าใจเส้นทางทั้งหมดที่พวกเขาสามารถเลือกเดินได้ดียิ่งขึ้น”
อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้งานสายอาชีพดึงดูดสายตาคนรุ่นใหม่ คือโอกาสมากมายในการเป็น ‘เจ้าของธุรกิจ’ จากผลสำรวจพบว่า 77% ของ Gen Z ต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจ ทำให้พวกเขาเป็นเจเนอเรชันที่มีหัวคิดด้านการเป็นผู้ประกอบการมากที่สุดในขณะนี้ และพวกเขาสามารถมองเห็นเส้นทางที่ชัดเจนจากการใช้ทักษะวิชาชีพไปสู่การสร้างธุรกิจของตัวเอง
นอกจากนี้ 34% ยังเชื่อว่าสายอาชีพคือเส้นทางที่เร็วที่สุดในการสร้างความมั่นคงทางการเงิน ซึ่งสูงกว่า 27% ซึ่งเป็นกลุ่มที่เชื่อว่ามหาวิทยาลัยคือคำตอบ
ผู้ปกครองหลายคนก็เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ โดย 47% มองว่าสายอาชีพมอบโอกาสที่แข็งแกร่งกว่าในการเป็นผู้ประกอบการ และ 51% มองว่าสายอาชีพนำไปสู่อิสรภาพทางการเงินได้เร็วกว่า
“นักเรียนสามารถมองเห็นภาพได้ชัดเจนว่า ช่างไฟฟ้า ช่างแอร์ (HVAC) ช่างยนต์ หรือช่างเชื่อม จะสามารถเติบโตจากเด็กฝึกงาน ไปสู่ผู้เชี่ยวชาญ และท้ายที่สุดก็สามารถเป็นเจ้าของกิจการได้อย่างไร” สก็อตต์กล่าวพร้อมอธิบายต่อว่า ในหลายๆ อุตสาหกรรมสายอาชีพ การเป็นเจ้าของธุรกิจถือเป็นความก้าวหน้าทางอาชีพโดยธรรมชาติ และเป็นโอกาสที่นักเรียนสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
นั่นถือว่าเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจเป็นพิเศษสำหรับเจเนอเรชันที่ให้คุณค่ากับความเป็นอิสระ ความยืดหยุ่น และโอกาสในการสร้างบางสิ่งบางอย่างที่เป็นของตัวเอง
ทั้งนี้สก็อตต์กล่าวว่าสิ่งที่เขาได้เรียนรู้มากที่สุดจากงานวิจัยชิ้นนี้คือ คนรุ่นใหม่ไม่ได้ลดความทะเยอทะยานลง แต่พวกเขากำลังนิยามความหมายของ ‘ความสำเร็จ’เสียใหม่
โดยพวกเขากำลังมองหาอาชีพที่มอบความมั่นคง งานที่มีความหมาย โอกาสทางการเงิน และโอกาสในการสร้างอนาคตในแบบของตัวเอง นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเรื่องนี้จึงไม่ควรถูกนำมาตั้งเป็นประเด็นถกเถียงว่า มหาวิทยาลัย หรือ สายอาชีพ อะไรดีกว่ากัน
นี่คือสิ่งที่หลายคนสนับสนุนมาตลอด มหาวิทยาลัยเป็นเส้นทางที่ยอดเยี่ยม และโลกเราก็ต้องการแรงงานที่จบปริญญามากกว่าที่เคยเป็นมา แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องการแรงงานที่มีทักษะวิชาชีพในสายงานที่ไม่จำเป็นต้องใช้ใบปริญญาเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
เป้าหมายที่แท้จริงคือ การทำให้มั่นใจว่านักเรียนทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้อง เพื่อให้พวกเขาสามารถเลือกเส้นทางที่สอดคล้องกับจุดแข็ง ความสนใจ และเป้าหมายของตัวเองได้ดีที่สุด
เพราะสิ่งสำคัญก็คือความสำเร็จไม่เคยผูกขาดอยู่กับเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งเพียงอย่างเดียว และในตอนนี้ก็ไม่ควรเป็นเช่นนั้น
อ้างอิงข้อมูล : Forbes