Breaking ข่าว

โรงสีโอดแบงก์เบรกสินเชื่อ “หนี้ล้น-สต๊อคข้าวใหม่ทะลัก”

วันที่ 3 ก.พ.60-ธนาคารผวาภาวะหนี้ล้น-สต๊อคข้าวฤดูกาลใหม่ทะลัก หวั่นฉุดราคา ส่วนสมาคมโรงสีวอนธนาคารกรุงไทยผ่อนปรน-ทบทวนวงเงิน หวังเตรียมสภาพคล่องรองรับฤดูกาลใหม่  ด้านนายกฯผู้ส่งออกยอมรับยังมีความเสี่ยงวอนอย่าเหมารวม

ปัญหาคาราคาซังจากสมาคมโรงสีข้าวทำหนังสือถึงกระทรวงพาณิชย์เพื่อขอให้ธนาคารกรุงไทยผ่อนปรนการเบิกใช้วงเงินสินเชื่อเพื่อเตรียมสภาพคล่องสำหรับข้าวฤดูกาลใหม่ที่จะออกมานั้น 

นายเกรียงศักดิ์  ตาปนานนท์ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย เปิดเผยกับหนังสือพิมพ์ “ฐานเศรษฐกิจ”สื่อในเครือสปริง กรุ๊ปว่าเรื่องนี้ทางสมาคมฯ จึงขอความชัดเจนจากทางธนาคารว่าจะให้ความเป็นธรรมกับโรงสีอย่างไร โดยภาพรวมธุรกิจโรงสีได้รับความเดือดร้อนมาก เนื่องจากขาดสภาพคล่อง แต่ไม่ใช่ทุกราย  เพราะธนาคารกรุงไทยผู้ปล่อยกู้รายใหญ่ได้ระงับการปล่อยกู้ในลักษณะแพ็กกิ้งเครดิต(ต้องมีหลักทรัพย์หรือสินค้ามาค้ำประกัน) หลังธุรกิจโรงสีมีความเสี่ยงทางธุรกิจ  อันเนื่องจากหลายปัจจัย เช่น ก่อนหน้านี้ได้กู้เงินไปซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาในราคาสูงแต่มูลค่าลดลง  , ผลจากโรงสีซื้อข้าวเก็บสต๊อกไว้ ภายหลังราคาข้าวปรับลดลง  หากขายออกจะขาดทุนมาก 
 
ทั้ง 2ปัจจัยทำให้โรงสีแบกสต๊อกข้าวและมีภาระหนี้ล้น โดยแต่ละแห่งต่างมีความลับของตัวเองจึงไม่ทราบตัวเลขที่แท้จริง นอกจากนี้ยังมีผลจากการกู้เงินมาดำเนินงานตามแผนธุรกิจที่แตกต่างกัน   เหล่านี้ส่งให้โรงสีในภาพรวมพยายามดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ธนาคาร  แต่หากจะใช้วิธีขายข้าวในสต๊อกที่มีอยู่เพื่อนำเงินไปชำระหนี้ในเวลานี้เกรงธนาคารจะไม่อนุมัติวงเงินกู้ก้อนใหม่  

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน

“แบงก์กรุงไทยถือเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่สุดที่ปล่อยกู้ให้โรงสีวงเงิน 6-7 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 50% ของวงเงินกว่าแสนล้านบาทที่มีประมาณ 10 แบงก์พาณิชย์ปล่อยกู้ให้กับโรงสี  แต่แบงก์อื่นยังไม่มีปัญหา  โดยขอให้มองพวกเราเป็นพาร์ทเนอร์หรือคู่ค้า ให้มีทัศนคติที่ดี สถานการณ์ราคาข้าวปีนี้ก็ยังไม่ดี หากช่วยประคองกันไปก็จะอยู่รอดทั้งสองฝ่าย”
 
ด้านนายเจริญ  เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวยอมรับว่า ยังมีความเสี่ยงและถูกเพ่งเล็งและถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากธนาคารเจ้าหนี้มากขึ้น เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมอื่นๆ  หากจะคงเครดิตหรือลดเครดิตผู้ส่งออกข้าวก็ขอให้พิจารณาเป็นรายๆ ไปไม่ให้เหมารวม
 
ต่อประเด็นดังกล่าวแหล่งข่าวจากธนาคารกรุงไทย ระบุว่า ที่ผ่านมาและปัจจุบันกรุงไทยยังเป็นธนาคารที่ให้การสนับสนุนลูกค้ากลุ่มโรงสีซึ่งมีพอร์ตสินเชื่อใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับธนาคารอื่น  เพราะเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ โดยปัจจุบันฐานลูกค้าของธนาคารส่วนใหญ่มีคุณภาพสินเชื่อจัดชั้นดี ส่วนที่เป็นเอ็นพีแอลถือว่ายังน้อย   แต่การอำนวยสินเชื่อนั้นต้องคำนึงถึงกฎเกณฑ์ของธนาคารในทางปฎิบัติด้วย  โดยที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ากรุงไทยได้มีความพยายามในการหาทางบรรเทาและช่วยเหลือลูกค้าเพื่อให้คลี่คลาย ไม่ว่าโรงสีหรือที่เป็นผู้ส่งออก
 
“ เราปล่อยสินเชื่อลูกค้ากลุ่มโรงสีและผู้ส่งออกโดยส่วนแบ่งทางการตลาด 50% และเป็นแบงก์เดียวที่ปล่อยสินเชื่อจนสัดส่วนเกินลิมิดไปมากแล้ว  จึงพยายามปรับลดลงมาเพื่อบริหารความเสี่ยง ประกอบกับจากการสต๊อคข้าวแล้วขายไม่ได้ทำให้ภาระหนี้ล้นขณะที่ข้าวฤดูกาลใหม่จะทะลักออกมา เหล่านี้ทำให้แบงก์ต้องบริหารความเสี่ยง”