“อนุทิน” พร้อมเป็นนายกฯ-ท้าชน พปชร. จากพรรคกองหนุนขยับขึ้นชั้น “พรรคหลัก”

29 ม.ค. 2562 เวลา 0:10 น.

ก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย ถูกจัดเป็นเพียงพรรคขนาดกลาง และจะเป็นเพียง “พรรคเสริม” สำหรับพรรคการเมืองใหญ่ 3 ขั้ว พลังประชารัฐ-เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์ ที่จะต้องเจรจาเพื่อขอให้ช่วยสนับสนุน เพื่อช่วงชิงการเป็น “พรรคหลัก”สำหรับจัดตั้งรัฐบาล

แต่หลังการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครส.ส.เขต 350 คน เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2562 ที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต บุรีรัมย์ ทำให้สปอตไลต์ที่ฉายส่องไปยังพรรคภูมิใจไทย เริ่มที่จะเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

รศ.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง และนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองของไทย เป็นคนแรกที่ออกโรงฟันธงว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะภายหลังการเปิดตัวผู้สมัคร ชูนโยบายมุ่งแก้ปัญหาปากท้องประชาชน พร้อมประกาศเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่นายอนุทิน ก็กล้าประกาศพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรีให้ประชาชนได้รับทราบ ต่างจากบางพรรคที่ยังไม่กล้าเปิดตัวขนาดนี้

สะท้อนว่าพรรคภูมิใจไทยตอนนี้ไม่ใช่เป็นเพียงพรรคคอยสนับสนุนเท่านั้นแต่เป็นพรรคที่พร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลทั้งยกสถานภาพเป็นพรรคที่มีขนาดพอๆกับพรรคประชาธิปัตย์ไปแล้ว

ที่สำคัญ รศ.สุขุม ย้ำว่า แม้นายอนุทินจะมีภาพการเป็นนักธุรกิจ แต่ก็ไม่ใช่คนไร้เดียงสาทางการเมืองอีกต่อไป  ทว่ามีความโดดเด่นในระดับเดียวกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และมีคุณลักษณะไม่แพ้ผู้นำคนอื่นๆในประเทศ  การประกาศพร้อมเป็นนายกฯ เท่ากับยืนยันการเป็น “หมูไม่กลัวน้ำร้อน”ตัวจริง เสียงจริง

มุมมองของรศ.สุขุม ซึ่งคว่ำหวดอยู่กับการเมืองไทยมาหลายยุคสมัยมีหรือที่จะเชื่อแบบสุ่มสี่สุ่มห้าโดยไม่ได้ประมวลปัจจัยอื่นๆเป็นองค์ประกอบด้วยจนกระทั่งมองเห็นโอกาสและช่องทางความเป็นไปได้ที่จะเอื้อประโยชน์ต่อนายอนุทิน

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเลือกตั้งหนนี้ ท่ามกลางกระแส เอาหรือไม่เอา “บิ๊กตู่” ที่ส่งผลให้พรรคการเมืองถูกแบ่งเป็น 2 ขั้วใหญ่ พรรคภูมิใจไทย กลายเป็นพรรคทางเลือกสำหรับนักการเมืองจากหลายกลุ่มหลายพรรค รวมทั้งอดีตส.ส.ที่ยังไม่มั่นใจว่า ขั้วไหน พรรคใด มีโอกาสชนะเลือกตั้งได้มากกว่ากัน ซึ่งนั่นหมายถึงจะได้เป็นส.ส.ในซีกรัฐบาลหรือฝ่ายค้านด้วย

การเลือกพรรคสายกลาง ที่น่าจะมีโอกาสเป็น”พรรคสนับสนุน”ร่วมตั้งรัฐบาลอย่างพรรคภูมิใจไทย จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและรับประกันสถานภาพหลังเลือกตั้งได้ดีที่สุด

ทำให้ขุมข่ายนักการเมืองและอดีตส.ส.ที่เลือกเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทย มีจำนวนไม่น้อยไปกว่าพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะเมื่อรวมถึงการประกาศเอาจริงของผู้นำพรรค การหวังเจาะพื้นที่เลือกตั้งเพิ่มในอีสานตอนล่าง และพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ประกอบกับความพร้อมเดินสายช่วยหาเสียงเต็มที่ของนายอนุทิน ทำให้คอการเมืองไม่อาจจะมองข้ามพรรคภูมิใจไทยไปได้

ไม่เพียงนั้น  เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา  หลังมีกระแสข่าววงในพรรคพลังประชารัฐ เปิด 3 รายชื่อผู้ที่พรรคเห็นมีความเหมาะสมนั่งนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา-ดรสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ – นายอุตตมสาวนายนเมื่อผู้สื่อข่าวไปสอบถามความเห็นเรื่องนี้กับนายอนุทิน

คำตอบที่ได้รับคือ  “จะส่งใครมาผมก็ไม่กลัว ผมมาไกลขนาดนี้แล้ว ยิ่งทำงาน ยิ่งมั่นใจ”

ล่าสุด คือการแสดงความเห็นกรณีมีเสียงเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐมนตรีร่วมรัฐบาล 4 คนลาออกจากตำแหน่งเพื่อลดความได้เปรียบเสียเปรียบต่อพรรคการเมืองอื่นนายอนุทินพูดเสียงดังฟังชัดมีนัยไปถึงผู้มีอำนาจในรัฐบาลด้วยว่า

“การมีอำนาจรัฐ ไม่ใช่ว่าจะได้เปรียบเสมอไป คนที่ทำให้ประชาชนรัก จึงจะเป็นคนที่ได้เปรียบ พรรคภูมิใจไทยก็เคยเป็นรัฐบาล เคยมีอำนาจรัฐเมื่อการเลือกตั้งปี 2554”

“เคยมีคนคิดว่ามีอำนาจรัฐ จะช่วยให้ตัวเองได้เปรียบในการเลือกตั้งได้ แต่บทเรียนที่เราได้เห็น คือการมีอำนาจรัฐแล้วเชื่อว่าจะได้เปรียบนั้น ...กินน้ำใบบัวบกมานักต่อนักแล้ว”

เป็นคำพูดประโยคเด็ด จากนายอนุทิน คนที่สถานภาพปัจจุบันเปลี่ยนจาก “พรรคหนุน” เป็นพรรคหลัก และมีโอกาสเป็นนายกฯ ดังที่รศ.สุขุม คาดการณ์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด