Breaking ข่าว เศรษฐกิจ

พณ.”ฟุ้งระบายสต๊อกข้าวได้เกือบหมด  ขายข้าวจีทูจีกว่า 3.46 ล้านตัน ทวงแชมป์ตลาดข้าวฮ่องกงคืนได้  มั่นใจจากนี้ไปชาวนามีรายได้ดีขึ้น 

  
วันที่ 12-6-60-นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้สรุปผลการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาข้าวในช่วง 3 ปีที่คสช. ได้เข้ามาบริหารประเทศ โดยสามารถแก้ไขปัญหาที่ตกค้างมาจากโครงการรับจำนำข้าว เริ่มจากการเร่งจ่ายเงินให้กับชาวนาที่ยังไม่ได้รับเงินกว่า 7 หมื่นล้านบาทภายใน 1 เดือน จากนั้นได้วางระบบการดูแลราคาข้าวเปลือกใหม่ ผ่านโครงการต่างๆ ทั้งโครงการชดเชยดอกเบี้ยผู้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ส่งผลให้ราคาตลาดข้าวในประเทศมีเสถียรภาพผลกระทบน้อยกว่าเมื่อเทียบกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ
         


“ตอนที่รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหา แม้ว่าเกษตรกรจะได้รับราคาลดลง แต่รัฐบาลได้ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น โดยไม่บิดเบือนกลไกตลาด ด้านต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร รายละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ หรือ 10,000 บาท ค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว ครัวเรือนละไม่เกิน 12,000 บาท และยังมีการดูแลให้ความเป็นธรรมในการจำหน่ายผลผลิตเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่เหมาะสม โดยเฉพาะการกำกับดูแลให้มีการตรวจสอบการชั่งน้ำหนัก การหักลดความชื้นและสิ่งเจือปนในการจำหน่ายข้าวของเกษตรกรเป็นประจำทั่วประเทศ”รมว.พาณิชย์ เปิดเผย
         
นางอภิรดีกล่าวว่า ในด้านการระบายสต๊อกข้าวที่เป็นภาระตกค้างมากว่า 18 ล้านตัน  ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.2557–5 มิ.ย.2560 กระทรวงพาณิชย์สามารถระบายข้าวในสต็อกของรัฐ ได้ปริมาณ 13.89 ล้านตัน มูลค่า 129,825 ล้านบาท และคงเหลือข้าวที่จะระบายอีกกว่า 3 ล้านตัน โดยจะพิจารณาจากปัจจัยด้านสภาวะตลาด โอกาสที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาข้าวในตลาด และหากระบายข้าวในสต็อกของรัฐได้หมด ก็จะทำให้วงจรและกลไกตลาดข้าวกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ปัญหาสต็อกข้าวของรัฐกดทับตลาดก็จะหมดลงอันจะส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกดีขึ้นและทำให้ชาวนามีรายได้เพิ่มมากขึ้น
         


รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า  ส่วนการขายข้าวในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กระทรวงพาณิชย์ได้ทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบจีทูจีกับรัฐบาล 3 ประเทศผู้ซื้อหลัก ปริมาณรวม 3.46 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ารวม 50,510 ล้านบาท ได้แก่ จีน 1.9 ล้านตัน อินโดนีเซีย 6.55 แสนตัน และฟิลิปปินส์ 9 แสนตัน โดยได้ส่งมอบเสร็จสิ้นแล้ว ยกเว้นสัญญากับจีนในปี 2558 ปริมาณ 1 ล้านตัน ที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างส่งมอบข้าวงวดที่ 4 ยังคงเหลือข้าวปริมาณ 6 แสนตันที่จะต้องดำเนินการส่งมอบให้เสร็จสิ้นต่อไป

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน


           
รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า  ขณะที่การขายข้าวในรูปแบบเอกชนต่อเอกชน ได้มีการนำคณะภาคเอกชนเดินทางไปประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในตลาดคู่ค้าสำคัญ เช่น ฮ่องกง จีน สิงคโปร์ แอฟริกาใต้ ญี่ปุ่น เป็นต้น ซึ่งมีผลงานที่สำคัญ คือ สามารถทวงแชมป์ตลาดข้าวในฮ่องกงกลับคืนมาได้ หลังเสียให้กับเวียดนาม โดยในปี 2559 ฮ่องกงนำเข้าข้าวจากไทยเป็นอันดับ 1 ปริมาณ 3.3 แสนตัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 60 และในปี 2560 (ม.ค.-เม.ย.) ฮ่องกงนำเข้าข้าวจากไทยปริมาณ 73,376 ตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่มีปริมาณ 67,657 ตัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 67  
         
รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า  นอกจากนี้ ปัจจุบันมีสัญญาณการสั่งซื้อข้าวไทยเพิ่มขึ้น ทั้งจากอิรักและอิหร่าน ที่เคยมีปัญหาลดการนำเข้าเพราะปัญหาคุณภาพ แต่ปัจจุบันนำเข้าหลายแสนตัน ตลาดบังคลาเทศและศรีลังกา ต้องการนำเข้าข้าวจำนวนมาก และฟิลิปปินส์โดยหน่วยงาน NFA ได้ประกาศจะเปิดประมูลนำเข้าข้าวปริมาณ 250,000 ตัน โดยรัฐบาลไทยจะเข้าร่วมประมูลขายข้าวแบบจีทูจี  
         
“การดำเนินการของกระทรวงพาณิชย์ในช่วงรัฐบาล คสช. ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ถือว่าได้มาถูกทาง เพราะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมีความเป็นรูปธรรมชัดเจน โดยเฉพาะแนวโน้มสถานการณ์จากนี้จะเป็นช่วงขาขึ้นของราคาข้าว ตลาดเป็นของผู้ขาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ถือเป็นผลดีสะท้อนกลับไปสู่พี่น้องชาวนาไทยให้มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น”นางอภิรดีกล่าว