Breaking News : ศาลฏีกาเลื่อนคดี นปช. บุกบ้านป๋าเปรมไป 23 ก.ย. 62

31 ก.ค. 2562 เวลา 6:55 น.

"วีระกานต์" ป่วย ไม่มาฟังคำพิพากษาคดีแกนนำ นปช. บุกบ้านสี่เสา ศาลฏีกาเลื่อนอ่านคดีไปเป็นวันที่ 23 ก.ย. 62 ด้านแกนนำ ยืนยันไม่หวั่นหากแม้ต้องเข้าคุก

ที่ห้องพิจารณา 701 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เวลา 11.00 น. ศาลได้มีคำสั่งเลื่อนนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีชุมนุมล้อมบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อปี 2550หมายเลขดำ อ.3531/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายนพรุจหรือนพรุฒ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 , นายวีระศักดิ์ เหมะธุลิน, นายวันชัย นาพุทธา , นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) , นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ , นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท และ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. เป็นจำเลยที่ 1-7 ในความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยมีอาวุธ โดยเป็นหัวหน้า หรือผู้มีหน้าที่สั่งการ , ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังขู่เข็ญ และเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้ผู้ที่มั่วสุมเลิกไปแล้วไม่เลิก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง , 215 , 216 , 297 , 298ประกอบมาตรา 33 , 83 , 91 กรณีสืบเนื่องจากวันที่ 22ก.ค.50 แกนนำและแนวร่วม นปช. นำขบวนผู้ชุมนุมหลายพันคน จากเวทีปราศรัยเคลื่อนที่ สนามหลวง ไปยังบ้านสี่เสาเทเวศร์ บ้านพักของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เพื่อเรียกร้องกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง

 

ซึ่งระหว่างเหตุการณ์ดังกล่าว ได้มีการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังขู่เข็ญ ซึ่งนายนพรุจ จำเลยที่1ได้ใช้ ไม้เสาธง ตีประทุษร้ายร่างกาย ร.ต.อ. ทวีศักดิ์ นามจันทร์เจียม เป็นเหตุให้กระดูกข้อมือแตกเป็นอันตรายสาหัส โดยวันนี้ "นายนพรุจ" อดีตแกนนำพิราบขาวฯ จำเลยที่ 1 , "นายณัฐวุฒิ" จำเลยที่ 5 , "นายวิภูแถลง" จำเลยที่ 6 , "นพ.เหวง" จำเลยที่ 7 เดินทางมาศาล โดยมี แกนนำ นปช. หลายคน เดินทางมาให้กำลังใจด้วยทั้ง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. , นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ ภรรยา นพ.เหวง และอดีตประธาน นปช. , นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก รวมทั้งแนวร่วม นปช.อีกกว่า 30-40 คน ส่วน "นายวีระกานต์" จำเลยที่ 4ไม่ได้มาศาล คงมีเพียงทนายความ มายื่นคำร้องขอให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาฎีกาออกไปก่อน เนื่องจาก "นายวีระกานต์" จำเลยที่ 4 มีอาการป่วยเวียนศีรษะ เดินเซ ปัสสาวะไม่ออก โดยแพทย์ให้พักรักษาตัวอยู่ที่ รพ.ลาดพร้าว ตั้งแต่วันที่ 30ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งนำใบรับรองแพทย์ส่งศาลด้วย

 

ขณะที่ "ศาล" ได้ตรวจสำนวนแล้ว ทราบจากรายงานของเจ้าหน้าที่เมื่อวันที่ 23 ก.ค.และวันนี้ว่า ส่งหมายแจ้งวันฟังคำพิพากษาฎีกาให้นายวีระกานต์ จำเลยที่ 4 และนายณัฐวุฒิ จำเลยที่ 5 ไม่ได้แต่วันนี้จำเลยที่ 5มาศาลถือว่าทราบนัดแล้ว ส่วนจำเลยที่ 4 ยังไม่ได้รับหมายไม่ทราบนัด แต่วันนี้ทนายความจำเลยที่ 4ยื่นคำร้องขอเลื่อนประกอบใบรับรองแพทย์มา กรณีมีเหตุให้เลื่อนนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาออกไปก่อน โดยนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาอีกครั้ง ในวันที่ 23ก.ย.นี้ เวลา 09.00 น. โดยกำชับให้นายประกันของจำเลยที่ 1,ที่ 4-7 พาตัวจำเลยทั้งห้าคน ตามวันนัดดังกล่าวด้วย

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเข้าห้องพิจารณา นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนเองไม่ได้กังวลใจ เพราะว่าทุกคดีที่ถูกกล่าวหาในการเคลื่อนไหวทางการเมือง ก็ได้สู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมมาโดยตลอด แต่คำพิพากษาของศาลจะเป็นอย่างไร เราก็พร้อมที่จะน้อมรับและให้ความเคารพจึงไม่มีความวิตกกังวลใดๆ ถือว่าเป็นเรื่องที่ต่อสู้และพิสูจน์กันตามกระบวนการ ซึ่งเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ในในการต่อสู้คดีและเชื่อมั่นในข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในคืนวันดังกล่าว โดยเป็นความเชื่อมั่นของคนที่ตกเป็นจำเลย ส่วนเรื่องของกระบวนการยุติธรรมและคำพิพากษาจะออกมาอย่างไรก็เคารพ “จนถึงวินาทีนี้ยังถือว่าคดียังไม่สิ้นสุด จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลฎีกา เพราะฉะนั้นผมคงไม่คิดอะไรไปก่อนล่วงหน้า นอกจากแสดงความเชื่อมั่นและบริสุทธิ์ใจว่าการต่อสู้ที่ผ่านมาเรายืนยันหลักการสันติวิธี แล้วจุดมุ่งหมายเดียวในการต่อสู้คือเพื่อผลักดันให้สังคมไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อบริสุทธิ์ใจอย่างนี้อะไรจะเกิดขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าวิตกกังวล”

 

และยืนยันว่า เราต่อสู้ว่าไม่ได้บุกรุกเข้าไปในบริเวณบ้านสี่เสาเทเวศร์เป็นการไปใช้สิทธิ์ชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ ส่วนเหตุการณ์วุ่นวายเผชิญหน้ากันระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนผู้ชุมนุม นปช.เกิดขึ้น เพราะว่าเจ้าหน้าที่ใช้กำลังใช้แก๊สน้ำตาเข้ามาพยายามสลายการชุมนุม ทั้งที่พวกตนไปที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ได้พูดคุยหารือและทำความตกลงกับตำรวจที่เป็นหัวหน้าชุดควบคุมสถานการณ์ขณะนั้น ซึ่งเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลว่าภายในเวลาไม่เกินเที่ยงคืนของวันเกิดเหตุการณ์ พวกตนจะกลับไปชุมนุม ที่สนามหลวงตามปกติ โดยเราได้ชี้แจงข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อศาลฎีกา ส่วนผลจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาล เมื่อถามว่าในชั้นฎีกาได้ยื่นหลักฐานอะไรเพิ่มเติมให้ศาลพิจารณาบ้าง "นายณัฐวุฒิ" กล่าวว่า ก็ได้นำเสนอข้อเท็จจริงต่อศาลฎีกา โดยทีมกฎหมายก็ได้นำคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์มาศึกษากันโดยละเอียด ก่อนจะยื่นให้ศาลฎีกาพิจารณา ตอนนี้ก็รอฟังคำพิพากษาของศาลว่าท่านจะวินิจฉัยแต่ละประเด็นอย่างไร ส่วนวันนี้จำเลยทุกคนจะมาครบหรือไม่นั้น ก็ยังไม่ได้สอบถามกัน แต่ทราบว่าหลายคนก็เดินทางมาถึงศาลแล้ว เมื่อถามอีกว่า สุดท้ายแล้วถ้าหากคำพิพากษาให้จำคุกต้องเข้าเรือนจำได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้อย่างไรบ้าง "นายณัฐวุฒิ" กล่าวว่า ตั้งแต่วินาทีที่ออกมาต่อสู้และต่อต้านการรัฐประหาร ตนก็ต้องพร้อมสำหรับการสูญสิ้นอิสรภาพ คิดว่าถ้าวันนี้จะต้องไร้อิสรภาพอีกครั้งอย่างน้อยที่สุด ก็มีคนที่เสียสละสูญเสียมากกว่า คือคนที่บาดเจ็บล้มตาย ไปในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ซึ่งก็มีพี่น้องประชาชนที่ร่วมขบวนการได้ส่งกำลังใจมาให้ ถ้าวันนี้ได้กลับบ้านก็ยืนยันหลักการต่อสู้เดิม หรือถ้าไม่ได้กลับบ้านก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากที่ต่อสู้กันมา

 

ด้าน นพ.เหวง กล่าวว่า จำเลยทุกคนทราบแล้วว่าศาลนัดฟังคำพิพากษา ส่วนตัวไม่รู้สึกหนักใจพร้อมที่จะปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลฎีกา ไม่ว่าจะพิพากษาว่าอย่างไร หากต้องเข้าเรือนจำก็ไม่มีปัญหาอะไร

 

ส่วน นายจตุพร ประธาน นปช. กล่าวว่าวันนี้ตนเองเพียงแต่เดินทางมาให้กำลังใจ ซึ่งคดีบุกบ้านสี่เสาเทเวศร์ของตนเองนั้น แยกเป็นอีกสำนวนคดีหนึ่ง คงรอให้คำพิพากษาในคดีนี้ผ่านพ้นไปก่อน คดีบุกบ้านสี่เสาเทเวศร์เดิมมีจำเลยทั้งหมด 15 คน แต่อัยการได้ทำสำนวนยื่นฟ้องคดีมาก่อน 7 คน ซึ่งตนเองกับประชาชนอีกคน ถูกฟ้องเป็นอีกสำนวนต่อศาลแล้ว ขณะนี้อยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลชั้นต้น “เส้นทางของพวกเรามี 2 ทางเท่านั้น ไม่ตายก็ติดคุก เพราะฉะนั้นก็มาให้กำลังใจกัน ไม่ว่าจะเป็นใคร เราเป็นพี่น้องที่อยู่ในชะตากรรมเดียวกัน ตั้งแต่เริ่มต้นแล้วพวกเราคล้ายๆกัน คือ ยกชีวิตและอิสรภาพทั้งหมดให้กับการต่อสู้ ซึ่งเราน้อมรับคำตัดสินของศาลมาโดยตลอดอยู่แล้ว ส่วนการต่อสู้คดีของตนเองก็ไม่มีปัญหาอะไร แล้วแต่ดุลยพินิจของศาล" นายจตุพร ระบุ

 

ขณะที่ "นายนพรุจ" อดีตแกนนำพิราบขาว จำเลยที่ 1 ให้สัมภาษณ์พร้อมแจกหนังสือขอความเป็นธรรมให้กับสื่อมวลชนด้วยว่า ตนรู้สึกหนักใจคดีนี้มากจึงขอความเป็นธรรมจากพี่น้องสื่อมวลชน ตนเองยืนยันและสาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าไม่ได้ทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจในคืนที่เกิดเหตุ เพราะตนเองยึดมั่นในแนวทางการต่อสู้สันติวิธี อหิงสา ตนเองไม่เคยทำร้ายใคร แต่ถ้าหากศาลตัดสินว่าอย่างไรก็สุดแล้วแต่ท่าน ตนเองถือว่าคงเป็นกรรมในอดีตชาติที่ตนเองเคยทำไว้ แม้วันนี้ตนเองจะต้องเดินเข้าเรือนจำก็จะขอไปทำหน้าที่จิตอาสาในเรือนจำในฐานะนักโทษจิตอาสา แต่ตนได้ยื่นขอความเป็นธรรมต่อศาลฎีกาไว้ว่าใบรับรองแพทย์ของตำรวจที่อ้างว่าถูกตนเองทำร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัสนั้นมีข้อพิรุธเป็นประเด็นในการต่อสู้คดี ซึ่งตนเองถูกดำเนินคดีหลายคดี และคดีนี้เป็นคดีสุดท้ายแล้ว

 

นายนพรุจ กล่าวอีกว่า ตนต่อสู้เรื่องไม่ได้ทำร้ายเจ้าหน้าที่ เพราะว่ามีใบรับรองแพทย์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้เสียหาย ที่เราไม่ได้นำมาสืบในศาลชั้นต้น โดยพบว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้บาดเจ็บสาหัส ซึ่งวันเกิดเหตุวันที่ 22 ก.ค.49 นั้น ตนเองอยู่บนหลังคารถ หากตำรวจได้รับบาดเจ็บก็น่าจะเป็นอุบัติเหตุ และตนเองเป็นฝ่ายที่ถูกกระทืบมากกว่า โดยตนเองถูกกระชากลงมาจากหลังคารถแล้วก็ถูกทำร้าย ซึ่งได้แจ้งความไว้แล้วด้วย ยืนยันว่าเราต่อสู้ด้วยสันติวิธี ส่วนความรุนแรงที่เกิดขึ้น เกิดจากการต่อสู้ที่พี่น้องทำกันเองตนไม่รู้เรื่องด้วย

 

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีชุมนุมล้อมบ้านสี่เสานั้น "ศาลชั้นต้น"มีคำพิพากษาวันที่ 16ก.ย.58 ให้จำคุกนายนพรุจ จำเลยที่ 1เป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน ฐานทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่ฯ ส่วนนายวีระกานต์ , นายณัฐวุฒิ , นายวิภูแถลง , นพ.เหวง 4 แกนนำ นปช. จำเลยที่ 4-7คนละ 4 ปี 4 เดือน ฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายฯ และเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานฯ และให้ยกฟ้อง นายวีระศักดิ์ กับ นายวันชัย จำเลยที่ 2-3

 

ส่วนคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 9 ม.ค.60 เห็นว่า ที่ "4แกนนำ นปช." จำเลยที่ 4-7อุทธรณ์ต่อสู้ว่าการกระทำเป็นความผิดกรรมเดียวนั้น ฟังขึ้นบางส่วน เนื่องจากการชุมนุมของจำเลยมีเจตนาเดียวเพื่อให้เกิดความวุ่นวาย และความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานนั้น ก็รับฟังได้ว่าจำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน ไม่ใช่ตัวการร่วม "ศาลอุทธรณ์" จึงพิพากษาแก้เป็นว่า "4แกนนำ นปช." จำเลยที่ 4-7 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานฯ ตามมาตรา 138 วรรคสอง ให้จำคุกคนละ 1 ปี และมีความผิดฐานมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อให้เกิดความวุ่นวายโดยเป็นหัวหน้าสั่งการ ซึ่งเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก ตามมาตรา 215วรรคหนึ่งและวรรคสาม , มาตรา 216ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 215 วรรคสาม ให้จำคุกคนละ 3 ปี รวมจำคุกคนละ 4 ปี แต่คำให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีอยู่บ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 4-7คนละ 2 ปี 8 เดือน ส่วนของ "นายนพรุจ" อดีตแกนนำพิราบขาว จำเลยที่ 1 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน

 

โดยจำเลยทั้ง 5 คน ได้ยื่นฎีกาสู้คดี และยื่นประกันตัวระหว่างฎีกา ซึ่งศาลอนุญาตให้ประกันตัวคนละ 500,000บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขเดิม คือห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่ได้รับอนุญาต

 

ขณะที่ส่วนคดีซึ่งพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 ยื่นฟ้อง "นายจตุพร" ประธาน นปช. และนายศราวุธ หลงเส็ง ผู้ร่วมชุมนุม เป็นจำเลยที่ 1-2 ในคดีหมายเลขดำ อ.2799/2557 เมื่อวันที่ 29 ส.ค.57 ในความผิดฐานเดียวกันจากเหตุการณ์เดียวกันนั้น ทั้งสองให้การปฏิเสธ ซึ่งปัจจุบันคดีดังกล่าว ศาลอาญามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบชั่วคราว เพื่อรอฟังผลคำพิพากษาคดีถึงที่สุดสำนวนแรก เพื่อมาประกอบการพิจารณาตามที่จำเลยร้องขอ โดยการยื่นฟ้องที่แยกสำนวนของนายจตุพรนั้นได้เกิดขึ้นหลังจากที่นายจตุพร พ้นจากเอกสิทธิ์คุ้มครองของความเป็น ส.ส.แล้ว ขณะที่ระหว่างนั้นคดีสำนวนแรกสืบพยานไปเกือบเสร็จสิ้นแล้ว และอัยการโจทก์รอตัวผู้ต้องหาจะฟ้องเพิ่มอีก จึงไม่ได้รวมพิจารณาคดีไปพร้อมกันกับสำนวนแรกกลุ่มนายวีระกานต์

 

สำหรับคดีนี้ มีผู้ต้องหาที่อัยการสั่งฟ้องทั้งหมด 15 ราย โดยอัยการยื่นฟ้องนายวีระกานต์ อดีตประธาน นปช. , นายณัฐวุฒิ , นายวิภูแถลง , นพ.เหวง 4 แกนนำ นปช. กับพวกซึ่งเป็นผู้ชุมนุม รวม 7 คนไปก่อน ซึ่งยังมีผู้ต้องหาอีก 4 ราย ที่อัยการรอตัวยื่นฟ้อง ประกอบด้วย นายจรัล ดิษฐาอภิชัย , นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ , นายบรรธง สมคำ และ ม.ล.วีระยุทธ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา หรือนายวิชิต เพียโคตร ส่วน พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้ต้องหาร่วมได้เสียชีวิตแล้ว และนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ต้องหาร่วมอีกรายขณะนี้ได้หลบหนีไปต่างประเทศจึงยังไม่ได้