Spring News

DSI แจง 5 ข้อปมคืน "ลัมโบร์กีนี" ของกลางคดีรถหรู "ผู้กำกับโจ้" เลี่ยงภาษี

31 ส.ค. 2564 เวลา 0:29 น. 7.5k

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ชี้แจง 5 ข้อ กรณีส่งคืนรถหรู "ลัมโบร์กีนี" ของกลางจาก "ผู้กำกับโจ้" คดีเลี่ยงภาษี หลังอัยการไม่สั่งริบ ตามคำร้อง

 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ชี้แจงกรณีการดำเนินคดีกับขบวนการนำเข้ารถยนต์ราคาแพง โดยสำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริง กรณี รถยนต์ยี่ห้อลัมโบร์กีนี หมายเลข  รุ่น AVENTADOR COUPE  หมายเลขตัวรถ ZHWEC 1 ZD 3 DLA) 01389 หมายเลขเครื่องยนต์ L 53901702 หมายเลขทะเบียน (ขณะอายัด)  ภอ 1999 กรุงเทพมหานคร (คดีพิเศษที่ 199/2560) ของ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือ "ผู้กำกับโจ้" อดีต ผกก.สภ.เมืองสวรรค์ โดยระบุว่า 

1. คดีพิเศษที่ 199/2560 มีการดำเนินคดีกับกลุ่มผู้กระทำความผิด 8 รายในความผิดหลักตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 (มาตรา 27 และมาตรา 115 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร  พ.ศ. 2469) พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 (มาตรา 165 มาตรา 167 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527) ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา และรถยนต์ดังกล่าวเป็นของกลางในคดีพิเศษ และในระหว่างการดำเนินคดีพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้อนุญาตให้ผู้ครอบครองหรือผู้มีสิทธิเรียกร้องขณะนั้น คือ นายธิติสรรค์ อุทธนผล ทำสัญญานำรถยนต์ไปเก็บรักษาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 85/1 ระหว่างการสอบสวน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

• Breaking News : ผลชันสูตรออกแล้ว! ผู้ต้องหาคดี “อดีตผู้กำกับโจ้” ตายเพราะ ขาดอากาศหายใจ

• รพ.สวรรค์ประชารักษ์ แจงปมเอกสารการตายคดี "ผู้กำกับโจ้" จากพิษแอมเฟตามีน

• ผบ.ตร.สั่งทีมสอบสวนเค้น "ผู้กำกับโจ้" เพิ่มอีก ปมรถหรู ข่มขู่-รีดทรัพย์

2. พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้ส่งสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษพร้อมตัวผู้ต้องหารวม 8 รายและบัญชีของกลาง ไปยังพนักงานอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2562 โดยมีความท้ายรายงานการสอบสวนว่า “รถยนต์ของกลางนั้น  พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 166 บัญญัติว่าของที่ยังมิได้เสียอากร ของต้องห้าม ของต้องจำกัด หรือของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร เป็นของพึงต้องริบตาม พ.ร.บ.นี้ซึ่งสอดคล้องกับความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243, 244 และ 242 ตามลำดับ ทั้งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 มาตรา 17 ได้บัญญัติให้ศาลริบเสียทั้งสิ้น

ดังนั้น เพื่อรักษาหลักการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล และเป็นการปกป้องอุตสาหกรรมรถยนต์ภายในประเทศ  อันเป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยการศุลกากรจึงเห็นควรขอให้ศาลมีคำสั่งริบรถยนต์ของกลางในคดีนี้ด้วย”   และมีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 – 8 ซึ่งเป็นผู้ร่วมกระบวนการนำเข้ารถยนต์คันดังกล่าวรวม 8 ราย

3. พนักงานอัยการได้พิจารณาสำนวนแล้ว วินิจฉัยว่า บริษัทผู้ต้องหาที่ 1 ถึงที่ 7 อยู่ในกระบวนการนำรถยนต์ของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรและสำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอากร มีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหา 7 ราย และมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา 1 ราย (นาย ส.) ต่อมาอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ  ได้มีความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องไปยังอัยการสูงสุดแล้ว เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2564 เพื่อให้ชี้ขาดความเห็นตามกฎหมาย

4. สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 ได้มีหนังสือ ที่ อส 0017.4/4 ลงวันที่ 5 มกราคม 2564 ถึงผู้อำนวยการกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค (เจ้าของสำนวน) แจ้งผลเกี่ยวกับทรัพย์สิน ระบุว่า “พนักงานอัยการได้มีความเห็นและคำสั่งในคดีแล้วและมีของกลางที่พนักงานสอบสวนยึดไว้ตามบัญชีของกลางที่ส่งมาด้วย  ซึ่งไม่ใช่ทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิดหรือได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดหรือได้มาโดยได้กระทำความผิด จึงให้พนักงานสอบสวนจัดการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85”

5. ความเห็นตามข้อ 4 ตามกฎหมายถือว่าพนักงานอัยการมีดุลยพินิจออกคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล แต่ไม่ขอให้ศาลริบรถยนต์ของกลางตามที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษร้องขอ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจึงคืนรถยนต์ของกลางให้กับผู้ครอบครองหรือผู้มีสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย

 ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ขอยืนยันว่า การดำเนินคดีของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเป็นไปในรูปของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ มีพนักงานอัยการจาก สำนักงานการสอบสวน ร่วมการสอบสวน มีที่ปรึกษาคดีพิเศษร่วมให้ข้อมูล ก่อนจะร่วมกันตัดสินใจในทุกขั้นตอน และการสืบสวนสอบสวนมีการดำเนินการภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายในทุกขั้นตอน และเพื่อความโปร่งใสในการดำเนินการ กรมสอบสวนคดีพิเศษ จะชี้แจงข้อมูลข่าวสารของทางราชการที่ยังมีข้อสงสัยในการดำเนินคดีทุกขั้นตอนตามที่กฎหมายให้สามารถเปิดเผยได้ จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบทั่วกัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

ข่าวที่น่าสนใจ