Spring News

สหรัฐฯ ชุมนุมประท้วงใหญ่ สนับสนุนการทำแท้งให้ถูกกฎหมายต่อไป

By Natt W.

|
03 ต.ค. 2564 เวลา 8:43 น. 151

หญิงสาวนับล้านในสหรัฐอเมริกา ออกมาชุมนุมประท้วงใหญ่ สนับสนุนการทำแท้งให้ถูกกฎหมายต่อไป และต่อต้านกฎหมายใหม่ของรัฐเทกซัส ที่ว่าการทำแท้งนั้นผิดกฎหมาย

หญิงสาวทั่วทั้งสหรัฐอเมริกาต่างออกมาชุมนุมประท้วงกฎหมายที่ว่าด้วยการทำให้การทำแท้งนั้นผิดกฎหมาย จุดเริ่มต้นมาจากเมื่อวันที่ 1 ก.ย. เท็กซัสผ่านกฎหมายฉบับใหม่ ต่อต้านการทำแท้งอย่างรุนแรง และอาจเป็นได้ว่ารัฐธรรมนูญอาจย้อนกลับไปให้การทำแท้งผิดกฎหมาย ทั้งที่การทำแท้งในสหรัฐฯ ถูกกฎหมายมาตั้งแต่ในปี 1973

กลุ่มผู้ประท้วงในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เดินขบวนไปยังอาคารศาลฎีกาโดยถือป้ายเช่น "ทำให้การทำแท้งถูกกฎหมาย"

แม้กลุ่มผู้เห็นต่าง จะออกมาต่อต้านราวสองโหล ในขณะที่ถือป้ายว่า "มือคุณเปื้อนเลือดเด็กทารกไร้เดียงสา!" พร้อมตะโกนต่อต้าน แต่ท้ายที่สุดแล้วกลุ่มเห็นต่างก็ถูกเกลียวคลืนกลุ่มผู้ชุมนุมกลืนหายไปในฝูงชน

ชุมนุมสนับสนุนการทำแท้งถูกกฎหมาย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

หนึ่งในกลุ่มผู้ชุมนุมที่สนับสนุนการทำแท้งให้ความเห็นว่า "ในขณะที่ฉันไม่เคยต้องเผชิญกับการทำแท้ง แต่ผู้หญิงจำนวนมากต่างเผชิญกับปัญหานี้ และการห้ามปรามจากทั้งรัฐบาลและผู้ชาย"

สนับสนุนการทำแท้ง

การชุมนุมในครั้งนี้ ถูกจัดขึ้นโดยกลุ่มเดียวกันกับการเดินขบวนเพื่อผู้หญิง (Women's March) โดยเรเชล โอเลรี่ คาร์โมนา ผู้อำนวยการบริหาร Women's March กล่าวว่า "นี่เป็นช่วงเวลาแห่งการแตกหักสำหรับคนทั้งประเทศ หญิงสาวหลายคนเติบโตมากับความคิดที่ว่าการทำแท้งเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายและทุกคนสามารถทำได้ การถูกคุกคามให้ทำให้ทุกคนตื่นขึ้น"

แคธี่ โฮชุน ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก สนับสนุนการทำแท้งถูกกฎหมาย

แคธี่ โฮชุน ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ขึ้นปราศัยในการชุมนุมสองครั้ง โดยกล่าวว่า "เหนื่อยกับการต้องต่อสู้เพื่อสิทธิในการทำแท้ง มันเป็นกฎหมายที่ตัดสินกันทั้งประเทศ และคุณจะไม่สามารถเอาสิทธิ์นี้ไปจากเรา ไม่ใช่ในตอนนี้และไม่ตลอดไป"

นักการเมืองในหลายรัฐที่ปกครองโดยพรรครีพับลิกันเหมือนกันกับเท็กซัสกำลังพิจารณาข้อจำกัดที่คล้ายคลึงกัน

กลุ่มสิทธิขอให้ศาลฎีกาปิดกั้นกฎหมายเท็กซัส แต่ผู้พิพากษาตัดสินไม่ให้อนุญาต 5-4

ในวันที่ 1 ธ.ค. ศาลจะรับฟังคำท้าทายการห้ามทำแท้ง 15 สัปดาห์ของรัฐมิสซิสซิปปี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไว้อาลัยแด่กฎหมายทำแท้งฉบับใหม่

แถลงการณ์จากกลุ่มทำทาง กลุ่มเฟมินิสต์ปลดแอกและกองทุนสนับสนุนการทำแท้งปลอดภัยนานาชาติ เรื่อง : ขอแสดงความสิ้นหวัง และไว้อาลัยแด่กฎหมายทำแท้งฉบับใหม่ที่ยังคงเอาผิดผู้ที่ทำแท้งอายุครรภ์ มากกว่า 12 สัปดาห์สืบเนื่องจากกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติผ่านร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 301 และ 305 หมวดว่าด้วยการทำแท้ง เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2554 ที่ผ่านมา โดยรับรองร่างแก้ไขมาตรา 301 ที่ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ซึ่งระบุว่า“หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูกหรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก ขณะมีอายุครรภ์เกินสิบสองสัปดาห์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และรับรองร่างแก้ไขมาตรา 305 ที่เสนอโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากฎหมายฉบับนี้ ซึ่งระบุว่า “มาตรา 305 ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 301 หรือมาตรา 302 เป็นการกระทำของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมและตามหลักเกณฑ์ของแพทยสภาในกรณีดังต่อไปนี้ ผู้กระทำไม่มีความผิด (1) จำเป็นต้องกระทำเนื่องจากหากหญิงตั้งครรภ์ต่อไปจะเสี่ยงต่อการได้รับอันตราต่อสุขภาพทางกาย หรือจิตใจของหญิงนั้น (2) จำเป็นต้องกระทำเนื่องจากมีความเสี่ยงอย่างมากหรือมีเหตุผลทางการแพทย์อันควรเชื่อได้ว่าหากทารกคลอดออกมาจะมีความผิดปกติถึงขนาดทุพพลภาพอย่างร้ายแรง (3) หญิงยืนยันต่อผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมว่าตนมีครรภ์เนื่องจากมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศ (4) หญิงซึ่งมีอายุครรภ์ไม่เกินสิบสองสัปดาห์ยืนยันที่จะยุติการตั้งครรภ์ (5) หญิงซึ่งมีอายุครรภ์เกินสิบสองสัปดาห์ แต่ไม่เกินยี่สิบสัปดาห์ ยืนยันที่จะยุติการตั้งครรภ์ ภายหลังการตรวจและรับคำปรึกษาทางเลือกจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม และผู้ประกอบวิชาชีพอื่นตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของแพทยสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญาหมวดว่าด้วยความผิดฐานทำแท้ง มาตรา 301 ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 28 และมาตรา 305 แม้ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญแต่ก็สมควรให้มีการปรับปรุงแก้ไข โดยระบุว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลบังคับใช้ใน 360 วันให้หลังนั้น กลุ่มทำทาง ในฐานะตัวแทนของผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์ทำแท้ง และหน่วยงานที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาทางเลือกกับผู้ที่ต้องการยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย ได้แสดงความประสงค์ขอเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาแก้ไขกฎหมาย ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขกฎหมายต่างๆ ในหลายวาระ แต่ก็ไม่มีหน่วยงานใดเลยที่เปิดโอกาสให้ตัวแทนประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ไขกฎหมายอย่างมีความหมาย อย่างไรก็ตามทางกลุ่มทำทาง และภาคีเครือข่ายในนามตัวแทนจำนวนประชาชนที่เข้าร่วมลงชื่อสนับสนุนการยกเลิกมาตราดังกล่าว กว่า 37,000 คน ในเว็บไซต์ change.org ก็ได้ใช้ความพยายามอย่างมากจนมีโอกาสได้เข้าไปยื่นหนังสือ นำเสนอรายงาน และข้อเสนอสนับสนุนการยกเลิกมาตรา 301 ในประมวลกฎหมายอาญาที่กำหนดความผิดและลงโทษผู้ที่ทำแท้งให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขกฎหมายหลายคณะ ได้แก่คณะกรรมการชุดพิจารณาปรับปรุงแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาหมวดว่าด้วยการทำแท้งของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, คณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร, คณะทำงานปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายทำแท้ง และกฎหมายที่เกี่ยวข้องสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, ตัวแทนของพรรคการเมืองบางพรรค และ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาปรับปรุงแก้ไขร่างกฎหมาย สภาผู้แทนราษฎร โดยมุ่งหวังว่า ข้อเท็จจริงจากงานวิจัยทางการแพทย์ และจากข้อมูลตัวเลขจากรายงานการให้บริการของหน่วยงานที่ดำเนินงานยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยรวมถึงหลักฐานด้านสิทธิมนุษยชน และกติการะหว่างประเทศต่าง ๆ ที่รับรองสิทธิการเข้าถึงการทำแท้งที่ปลอดภัยว่าเป็นสิทธิมนุษยชน และเป็นบริการอนามัยเจริญพันธุ์ที่จำเป็นขั้นพื้นฐานซึ่งอยู่ในเอกสารดังกล่าวจะได้รับการรับฟัง และถูกนำมาพิจารณาประกอบการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับหลัก สิทธิมนุษยชนสากล หากแต่ในที่สุดแล้วผลการลงมติรับร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาของสภาผู้แทนราษฎรที่ออกมา (ซึ่งคาดว่าในการพิจารณาร่างแก้ไขกฎหมายเดียวกันนี้ในวันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2564 ของสมาชิกวุฒิสภา ก็ไม่น่าจะมีผลแตกต่างไปจากนี้มากนัก) ก็ได้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้มีอำนาจในการแก้ไขกฎหมายในสังคมไทย ไม่ได้นำเอาหลักการสิทธิมนุษยสากลมาเป็นหลักในการแก้ไขกฎหมายแม้แต่น้อย เนื่องจากตามหลักสิทธิมนุษยชนสากลแล้ว สิทธิในการยุติการตั้งครรภ์ถือเป็นสิทธิของผู้ที่ตั้งครรภ์อย่างชัดเจน และไม่มีหลักการสิทธิมนุษยชนสากล ได้ให้การรับรองสิทธิของตัวอ่อนในครรภ์ ดังเช่นที่ หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมไทยกล่าวอ้างว่าจะต้องคำนึงสิทธิของทารกในครรภ์” นอกจากนี้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกระบวนการแก้ไขกฎหมายของรัฐไทย ซึ่งรวมทั้งตัวแทนจากกรมอนามัย และสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ยังจงใจที่จะละเลยข้อมูลงานวิจัยข้อมูลทางการแพทย์ และข้อมูลจากแพทย์ผู้ให้บริการยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัยที่ยืนยันว่า การยุติการตั้งครรภ์ในอายุครรภ์ 12-24 สัปดาห์ซึ่งดำเนินการโดยแพทย์ มีความปลอดภัยสูง ทั้งนี้แม้ในร่างกฎหมายที่ผ่านการลงมติในมาตรา 305 (5) จะระบุว่าให้หญิงอายุครรภ์ 12-20 สัปดาห์ยังสามารถขอรับบริการยุติการตั้งครรภ์จากแพทย์ได้ แต่ก็ยังคงกำหนดเงื่อนไข และข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการของผู้ที่ตั้งครรภ์ให้ยุ่งยากมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้การเข้าถึงบริการยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัยล่าช้าออกไปโดยไม่เป็นผลดีต่อตัวผู้รับบริการแต่อย่างใด จากแนวคิดที่อยู่เบื้องหลัง รวมถึงกระบวนการพิจารณาแก้ไขกฎหมายดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่ไม่ยอมรับ และเคารพสิทธิในการตัดสินใจในอนามัยเจริญพันธุ์ของเจ้าของร่างกาย สิทธิในการเข้าถึงบริการสุขภาพ สิทธิที่จะไม่ถูกเลือกปฏิบัติ มีอิสระจากการถูกทรมาน ลงโทษอย่างโหดร้าย และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามหลักปฏิญญาและกติการะหว่างประเทศอย่างชัดเจน เนื่องในวาระที่กฎหมายฉบับใหม่ที่ยังคงความอยุติธรรมต่อผู้ที่ตั้งครรภ์กำลังจะผ่านการพิจารณาในวาระสุดท้ายในวันที่ 25 มกราคม 2554 นี้ กลุ่มทำทาง และกลุ่มเฟมินิสต์ปลดแอก จึงขอแสดงความสิ้นหวัง และไว้อาลัยแด่กฎหมายทำแท้งฉบัใหม่ที่ละเมิดหลักการสิทธิมนุษยชน ด้วยการยังคงเอาผิดผู้ที่ทำแท้งที่อายุครรภ์เกิน 12 สัปดาห์ ทั้งที่ที่ผ่านมาและภายหลังกฎหมายบังคับใช้ยังไม่มีมาตรการใดในการสื่อสารสาธารณะกับสังคมให้มีข้อมูลความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย หรือมีมาตรการที่ชัดเจนเกี่ยวกับการบังคับใช้ สถานบริการสาธารณสุขของรัฐทุกแห่งให้บริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย หรือ ส่งต่อผู้รับบริการ ตามกฎหมายใหม่ที่ออกมา อันจะรับประกันได้ว่าผู้ที่ต้องการยุติการตั้งครรภ์จะได้รับข้อมูลรอบด้านและเข้าสู่บริการได้ทันภายในกรอบระยะเวลาตามที่กฎหมายใหม่กำหนด

ข่าวล่าสุด

ข่าวที่น่าสนใจ