Gen Y- Gen Z จ่าย ‘ประกันสังคม’ ทุกเดือน แล้ววันที่เกษียณ เงินบำนาญจะยังอยู่ไหม?

Gen Y- Gen Z จ่าย ‘ประกันสังคม’ ทุกเดือน แล้ววันที่เกษียณ เงินบำนาญจะยังอยู่ไหม?

Bnomics โดย ธนาคารกรุงเทพ เปิดความเสี่ยงกองทุนประกันสังคม เมื่อคนวัยทำงาน Gen Y–Gen Z อาจต้องเผชิญโจทย์ใหญ่ เงินสมทบวันนี้จะเพียงพอสำหรับบำนาญในวันที่เกษียณหรือไม่ ท่ามกลางสังคมสูงวัยและจำนวนแรงงานที่ลดลง

SHORT CUT

  • กองทุนประกันสังคมเสี่ยงเผชิญภาระระยะยาว Bnomics โดยธนาคารกรุงเทพ ชี้ความท้าทายด้านความมั่นคงของเงินบำนาญ เมื่อผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น แต่ประชากรวัยแรงงานลดลง
  • งานศึกษาคาดการณ์เงินสำรองอาจลดลงในอนาคต งานศึกษาหลายฉบับประเมินว่า กองทุนอาจเริ่มใช้เงินสะสมในช่วงปี 2570–2581 และเงินกองทุนอาจหมดในช่วงปี 2582–2608 ขึ้นอยู่กับสมมติฐานของแต่ละการศึกษา
  • เร่งปฏิรูปเพื่อความมั่นคงวัยเกษียณ ควรพิจารณาปรับอัตราเงินสมทบ สูตรคำนวณบำนาญ และอายุเริ่มรับสิทธิ ควบคู่กับการบริหารกองทุนอย่างโปร่งใส เพื่อให้ Gen Y–Gen Z วางแผนเกษียณได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

Bnomics โดย ธนาคารกรุงเทพ เปิดความเสี่ยงกองทุนประกันสังคม เมื่อคนวัยทำงาน Gen Y–Gen Z อาจต้องเผชิญโจทย์ใหญ่ เงินสมทบวันนี้จะเพียงพอสำหรับบำนาญในวันที่เกษียณหรือไม่ ท่ามกลางสังคมสูงวัยและจำนวนแรงงานที่ลดลง

คนวัยทำงาน Gen Y และ Gen Z ที่ส่งเงินสมทบประกันสังคมทุกเดือน อาจกำลังเผชิญคำถามสำคัญว่า เมื่อถึงวัยเกษียณจะยังได้รับเงินบำนาญตามที่คาดหวังไว้หรือไม่ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่คนไทยมีอายุยืนขึ้น จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น แต่คนรุ่นใหม่ที่เข้าสู่ตลาดแรงงานกลับมีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้กองทุนประกันสังคมต้องแบกรับภาระจ่ายบำนาญระยะยาวมากขึ้น ขณะที่ฐานผู้ส่งเงินสมทบอาจเติบโตไม่ทันรายจ่ายในอนาคต

Bnomics โดย ธนาคารกรุงเทพ ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ประเด็นความมั่นคงของกองทุนประกันสังคม โดยตั้งคำถามและวิเคราะห์ว่า Gen Y–Gen Z จ่ายประกันสังคมวันนี้ แต่เงินกองทุนจะหมดก่อนเกษียณไหม? สะท้อนความท้าทายด้านความยั่งยืนของระบบบำนาญไทย ซึ่งไม่ใช่เพียงเรื่องของเงินที่จัดเก็บได้ในแต่ละปี แต่ยังเกี่ยวข้องกับอัตราเงินสมทบ อายุเริ่มรับบำนาญ อายุขัยของประชากร และสูตรคำนวณสิทธิประโยชน์ที่กำหนดภาระการจ่ายเงินของกองทุนในระยะยาว

ทำไมเงินสมทบวันนี้อาจไม่เพียงพอกับบำนาญในอนาคต?

หลายคนอาจเข้าใจว่าเงินประกันสังคมที่ส่งทุกเดือนจะถูกเก็บสะสมไว้ในบัญชีส่วนบุคคล และสามารถทยอยรับคืนเมื่อเกษียณได้ทั้งหมด แต่ในความเป็นจริง ระบบบำนาญประกันสังคมรวบรวมเงินสมทบจากลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐบาลไว้ในกองทุน เพื่อนำไปจ่ายสิทธิประโยชน์และลงทุนสร้างผลตอบแทน โดยเงินสมทบจากผู้ที่ยังทำงานมีส่วนช่วยรองรับรายจ่ายของผู้เกษียณ ขณะเดียวกัน กองทุนไทยยังมีเงินสำรองสะสมและผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นแหล่งเงินสำคัญ

Gen Y- Gen Z จ่าย ‘ประกันสังคม’ ทุกเดือน แล้ววันที่เกษียณ เงินบำนาญจะยังอยู่ไหม?

 

อย่างไรก็ตาม หากรายจ่ายบำนาญในอนาคตเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายรับและผลตอบแทนจากการลงทุน ความสามารถในการรองรับภาระระยะยาวก็อาจลดลง โดยมีปัจจัยสำคัญ 3 ประการ

1. อัตราเงินสมทบอาจต่ำกว่าระดับที่จำเป็น

งานศึกษาของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ในปี 2564 ประเมินว่า ภายใต้กติกาเดิม อัตราเงินสมทบสำหรับกองทุนส่วนสงเคราะห์บุตรและชราภาพรวมกันอยู่ที่ 7% ของค่าจ้าง ต่ำกว่าอัตราเฉลี่ย 13.57% ที่จำเป็นต่อการรองรับภาระตลอดช่วงเวลาที่ศึกษา สะท้อนให้เห็นความท้าทายในการรักษาสมดุลระหว่างเงินที่จัดเก็บกับสิทธิประโยชน์ที่ต้องจ่าย

2. คนไทยมีอายุยืนขึ้น แต่เริ่มรับบำนาญได้ตั้งแต่อายุ 55 ปี

ผู้ประกันตนสามารถเริ่มรับบำนาญชราภาพได้ตั้งแต่อายุ 55 ปี หากมีคุณสมบัติครบตามเงื่อนไข ขณะที่งานศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทยในปี 2564 คาดว่าอายุขัยเฉลี่ยของคนไทยจะเพิ่มจากประมาณ 70 ปีในปี 2541 เป็น 87 ปีในช่วงท้ายของระยะเวลาประมาณการ เมื่อผู้รับบำนาญมีอายุยืนขึ้น กองทุนจึงต้องเตรียมเงินสำหรับจ่ายบำนาญเป็นระยะเวลานานขึ้นด้วย

3. บำนาญจ่ายรายเดือนตลอดชีวิตตามสูตรที่กำหนด 

ระบบบำนาญประกันสังคมเป็นระบบกำหนดผลประโยชน์ (Defined Benefit) ซึ่งคำนวณเงินบำนาญจากฐานค่าจ้างและระยะเวลาส่งเงินสมทบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เมื่อผู้ประกันตนมีสิทธิรับบำนาญรายเดือนตลอดชีวิต กองทุนจึงต้องประเมินภาระการจ่ายเงินให้สอดคล้องกับจำนวนผู้รับบำนาญและอายุขัยที่เปลี่ยนแปลงไป

คนรุ่นใหม่ลดลง ขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น

ข้อมูลกรมการปกครอง ณ เดือนธันวาคม 2568 ระบุว่า ประเทศไทยมีประชากรตามทะเบียนประมาณ 65.81 ล้านคน ลดลงจากปีก่อนราว 142,000 คน เมื่อจำแนกตามช่วงปีเกิด พบว่า Gen X มีประมาณ 15.98 ล้านคน Gen Y 15.27 ล้านคน Gen Z 13.35 ล้านคน Baby Boomer 10.62 ล้านคน และ Gen Alpha 6.92 ล้านคน

ขณะที่ประมาณการของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ระบุว่า ประชากรวัยแรงงานอายุ 15–59 ปี จะลดลงจาก 43.26 ล้านคนในปี 2563 เหลือ 36.50 ล้านคนในปี 2583 ส่วนจำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มจากประมาณ 12 ล้านคนเป็น 20.42 ล้านคนในช่วงเวลาเดียวกัน

เมื่อพิจารณาจากตัวเลขดังกล่าว จำนวนประชากรวัยแรงงานต่อผู้สูงอายุจะลดลงจากประมาณ 3.6 คน เหลือเพียง 1.8 คนในอนาคต การเปลี่ยนแปลงนี้อาจทำให้ฐานผู้ส่งเงินสมทบขยายตัวช้าลง ขณะที่จำนวนผู้รับบำนาญเพิ่มขึ้น และกลายเป็นแรงกดดันทางการเงินต่อกองทุนในระยะยาว

เงินกองทุนประกันสังคมอาจหมดเมื่อไร?

ที่ผ่านมา มีงานศึกษาหลายฉบับประเมินความยั่งยืนของกองทุนประกันสังคม โดยใช้สมมติฐานที่แตกต่างกัน ทั้งจำนวนผู้ประกันตน ค่าจ้าง อายุขัย อัตราเงินสมทบ และผลตอบแทนจากการลงทุน ทำให้ปีที่เริ่มใช้เงินสะสมและปีที่คาดว่าเงินกองทุนจะหมดลงแตกต่างกันไป

ผลการศึกษาที่รวบรวมไว้มีดังนี้

วีณา (2541) กรณีเศรษฐกิจตกต่ำ คาดว่าเริ่มใช้เงินสะสมปี 2579 และเงินกองทุนหมดปี 2586

วีณา (2541) กรณีเศรษฐกิจรุ่งเรือง คาดว่าเริ่มใช้เงินสะสมปี 2599 และเงินกองทุนหมดปี 2608

กอบศักดิ์และอนรรฆ (2550) คาดว่าเริ่มใช้เงินสะสมปี 2570 และเงินกองทุนหมดปี 2590

นพดลและคณะ (2551) คาดว่าเริ่มใช้เงินสะสมปี 2575 และเงินกองทุนหมดปี 2586

เอื้อมพร (2554) คาดว่าเริ่มใช้เงินสะสมปี 2573 และเงินกองทุนหมดปี 2582

เพ็ญศรี (2558) คาดว่าเริ่มใช้เงินสะสมปี 2578 และเงินกองทุนหมดปี 2586

ธนาคารแห่งประเทศไทย (2564) คาดว่าเริ่มใช้เงินสะสมปี 2572 และเงินกองทุนหมดปี 2598

องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ปี 2013 คาดว่าเริ่มใช้เงินสะสมปี 2581 และเงินกองทุนหมดปี 2601

ILO ปี 2022 คาดว่าเริ่มใช้เงินสะสมปี 2578 และเงินกองทุนหมดปี 2597

ตัวเลขเหล่านี้เป็นผลประมาณการภายใต้สมมติฐานของแต่ละงานศึกษา ไม่ใช่การยืนยันว่าเงินกองทุนจะหมดลงในปีใดปีหนึ่งอย่างแน่นอน แต่สะท้อนความเสี่ยงที่ระบบอาจเผชิญ หากไม่มีการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรและภาระบำนาญที่เพิ่มขึ้น

เมื่อเทียบกับช่วงอายุของคนวัยทำงานในปัจจุบัน คน Gen Y ที่เกิดระหว่างปี 2533–2537 จะมีอายุครบ 55 ปีในช่วงปี 2588–2592 ส่วน Gen Z ที่เกิดปี 2542–2543 จะมีอายุครบ 55 ปีในช่วงปี 2597–2598

จึงยังไม่อาจสรุปได้ว่า Gen Y จะเป็นคนรุ่นสุดท้ายที่ได้รับบำนาญ หรือ Gen Z จะเป็นรุ่นแรกที่ไม่ได้รับบำนาญ แต่ช่วงเวลาที่ปรากฏในงานศึกษาทำให้เห็นว่า ความยั่งยืนของกองทุนเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการวางแผนเกษียณของคนวัยทำงานในปัจจุบัน

หากเงินสำรองหมด กองทุนจะยังจ่ายบำนาญหรือไม่?

การที่เงินสำรองสะสมหมดลงไม่ได้หมายความว่าระบบประกันสังคมจะหยุดจ่ายบำนาญทันที เพราะยังมีเงินสมทบจากผู้ประกันตนและนายจ้างไหลเข้าสู่กองทุนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม หากรายรับไม่เพียงพอกับรายจ่าย กองทุนจำเป็นต้องพิจารณาแนวทางรองรับภาระที่เพิ่มขึ้น

ทางเลือกอาจรวมถึงการปรับเพิ่มอัตราเงินสมทบ หรือการสนับสนุนเงินจากรัฐบาล ซึ่งแต่ละแนวทางล้วนมีผลต่อผู้เกี่ยวข้อง หากรัฐบาลต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับภาระบำนาญ ก็อาจกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณด้านอื่น เช่น สาธารณสุข การศึกษา และการดูแลผู้สูงอายุ

สำหรับผู้ประกันตน ความเสี่ยงจึงไม่ได้มีเพียงคำถามว่าจะได้รับบำนาญหรือไม่ แต่ยังรวมถึงจำนวนเงินที่จะได้รับ อายุเริ่มรับสิทธิ และโอกาสที่ต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้นในอนาคต

ต่างประเทศปรับระบบบำนาญอย่างไร?

หลายประเทศเริ่มปรับระบบบำนาญเพื่อรองรับสังคมสูงวัย โดยมีตัวอย่างที่น่าสนใจ ได้แก่

สวีเดน ใช้ระบบบำนาญที่เชื่อมโยงสิทธิประโยชน์กับรายได้ตลอดช่วงการทำงานและอายุขัย พร้อมกลไกปรับสมดุลอัตโนมัติ หากระบบมีทรัพยากรไม่เพียงพอรองรับภาระบำนาญ กลไกดังกล่าวจะชะลอการปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ ซึ่งอาจทำให้เงินบำนาญที่จ่ายจริงลดลงในบางปี และสามารถทยอยปรับเพิ่มได้เมื่อฐานะการเงินของระบบดีขึ้นตามหลักเกณฑ์

จีน เริ่มทยอยเพิ่มอายุเกษียณตั้งแต่ปี 2568 โดยใช้ระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 15 ปี จากเดิมผู้ชายเกษียณที่อายุ 60 ปี เพิ่มเป็น 63 ปี ส่วนผู้หญิงที่เดิมเกษียณอายุ 55 ปี เพิ่มเป็น 58 ปี และกลุ่มที่เดิมเกษียณอายุ 50 ปี เพิ่มเป็น 55 ปี แนวทางนี้ช่วยให้แรงงานและนายจ้างมีเวลาเตรียมตัว แต่การปรับอายุเกษียณยังต้องคำนึงถึงสุขภาพ ลักษณะงาน และโอกาสการจ้างงานของแรงงานสูงอายุด้วย

เพิ่มเพดานเงินสมทบแล้ว ทำไมยังต้องปฏิรูป?

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนมาตรา 33 เพิ่มจาก 15,000 บาท เป็น 17,500 บาท ทำให้เงินสมทบส่วนลูกจ้างสูงสุดเพิ่มจาก 750 บาท เป็น 875 บาทต่อเดือน การปรับเพดานดังกล่าวช่วยเพิ่มรายรับให้ระบบ แต่ฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณสิทธิประโยชน์ก็อาจเพิ่มขึ้นตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้ต้องประเมินภาระบำนาญในอนาคตควบคู่กันไป

งานศึกษาหลายชิ้นจึงเสนอให้พิจารณาปรับอัตราเงินสมทบ สูตรคำนวณบำนาญ และอายุเริ่มรับบำนาญร่วมกัน โดยควรทยอยดำเนินการเพื่อให้ผู้ประกันตนแต่ละช่วงวัยมีเวลาเตรียมตัว โดยเฉพาะผู้ที่ใกล้เกษียณและอาจปรับแผนการเงินได้ยากกว่าคนวัยทำงานที่ยังมีเวลาอีกหลายสิบปี

นอกจากนี้ การบริหารกองทุนอย่างโปร่งใสและการเปิดเผยผลประเมินทางคณิตศาสตร์ประกันภัยอย่างสม่ำเสมอ ยังเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกันตนเข้าใจสถานะทางการเงินของกองทุน และนำข้อมูลไปใช้วางแผนรายได้หลังเกษียณได้อย่างเหมาะสม

สำหรับ Gen Y และ Gen Z ซึ่งยังต้องส่งเงินสมทบต่อไปอีกหลายปี ความยั่งยืนของกองทุนประกันสังคมจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว การเริ่มปฏิรูประบบตั้งแต่วันนี้จะช่วยลดความไม่แน่นอน เปิดโอกาสให้ผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาลเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และลดความเสี่ยงที่ภาระบำนาญในอนาคตจะสูงเกินกว่าทรัพยากรที่ระบบมีอยู่

ยิ่งเริ่มปรับระบบได้เร็วเท่าไร คนแต่ละรุ่นก็ยิ่งมีเวลาเตรียมตัวสำหรับวัยเกษียณมากขึ้นเท่านั้น

related