svasdssvasds

เมื่อความ 'ไม่รู้' ของคนดัง กลายเป็นสิ่งที่ต้องจ่ายด้วยชื่อเสียง

เมื่อความ 'ไม่รู้' ของคนดัง กลายเป็นสิ่งที่ต้องจ่ายด้วยชื่อเสียง

จากดราม่ากรณี 'เจนเย่' สู่บทเรียนเรื่องค่าเช่าทางสังคม เมื่อสังคมไม่ยอมรับความนิ่งเฉย และมองว่าความเพิกเฉยของคนดังคือพรีวิลเลจที่ต้องถูกทวงถาม

SHORT CUT

  • กรณีดาราไม่ไปเลือกตั้งโดยอ้างว่า "ไม่รู้" เรื่องการลงทะเบียนล่วงหน้า ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนัก เนื่องจากสังคมมองว่าเป็นการเพิกเฉยต่อหน้าที่พลเมือง
  • ในยุคดิจิทัลที่เข้าถึงข้อมูลง่าย ความไม่รู้ ของผู้มีอิทธิพลทางความคิดถูกตีความว่าเป็นการขาดความรับผิดชอบต่อสังคม 
  • ความเชื่อมั่นจากแฟนคลับและผู้บริโภคยุคใหม่ขึ้นอยู่กับการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมของศิลปิน ซึ่งกลายเป็นต้นทุนสำคัญของชื่อเสียงมากกว่าจำนวนผู้ติดตาม

จากดราม่ากรณี 'เจนเย่' สู่บทเรียนเรื่องค่าเช่าทางสังคม เมื่อสังคมไม่ยอมรับความนิ่งเฉย และมองว่าความเพิกเฉยของคนดังคือพรีวิลเลจที่ต้องถูกทวงถาม

กระแสเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เราจะเห็นเหล่าคนดังออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ถ่ายรูปหน้าคูหา ภาพการถือบัตรเลือกตั้ง พร้อมรอยยิ้มและการเชิญชวนให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งท่ามกลางกระแสเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เราจะเห็นเหล่าคนดังออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ถ่ายรูปหน้าคูหา ภาพการถือบัตรเลือกตั้ง พร้อมรอยยิ้มและการเชิญชวนให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง

 

ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักในการเลือกตั้งปี 2569 ก็เกิดกระแสดรามาที่ร้อนแรงในโลกออนไลน์ เมื่อนักแสดงสาว ‘เจนเย่ เมธิกา  จีรนรภัทร' ที่ได้ออกมาโพสต์ข้อความขอโทษที่ไม่ได้ไปเลือกตั้ง เนื่องจากบินไปถ่ายหนังต่างประเทศ 1 เดือน และไม่ทราบว่าสามารถลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าได้ โดยกล่าวว่า จะขอใช้ความผิดในครั้งนี้เป็นบทเรียนให้กับตัวเอง และจะเร่งศึกษาหาข้อมูลและวางแผนให้ดี ก่อนจะแสดงความเสียใจและขอโทษที่สร้างความผิดหวังให้กับแฟนๆ

 

จนนำไปสู่กระแสวิพากวิจารณ์ในโลกโซเชียลอย่าหนัก โดยชาวเน็ตหลายคนมองว่า ในยุคที่สามรถเข้าถึงข่าวสารได้ง่าย แต่กลับไม่รู้เรื่องการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า และแสดงถึงความผิดหวังกับคำตอบที่ออกมาชี้แจงในโซเชียลส่วนตัว จนต้านกระแสไม่ไหว ตัดสินใจตั้งค่าความเป็นส่วนตัวบัญชี X ไปที่เรียบร้อย

 

เมื่อความ 'ไม่รู้' ของคนดัง กลายเป็นสิ่งที่ต้องจ่ายด้วยชื่อเสียง

 

ในขณะเดียวกันก็มีแฟนคลับอีกจำนวนหนึ่ง ที่ออกมาให้ข้อมูลถึงการแจ้งเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถเดินทางไปเลือกตั้งได้ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิในการทางการเมืองและการลงประชามติ เหตุการณ์เหล่านี้ กลายเป็นสิ่งสะท้อนออกมาว่า สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ความรับผิดชอบต่อส่วนรวมคือสิ่งที่ขาดไม่ได้

 

เมื่อความไม่รู้ ก็คือความเพิกเฉย

ในยุคที่เราสามารถเข้าถึงโซเชียลมีเดียได้ภายในเวลาเพียงแค่ไม่กี่วินาที และข้อมูลการเลือกตั้งล่วงหน้าถูกประชาสัมพันธ์โดยหน่วยงาน และเพจต่างๆ มากมาย ความไม่รู้จึงไม่ได้ถูกมองว่า ‘เป็นการเข้าไม่ถึงข้อมูล’ แต่ถูกมองว่า คือการเลือกที่จะไม่สนใจ สังคมจึงมองสิ่งเหล่านี้ว่า คือความเพิกเฉยต่อส่วนรวม นักวิชาการเรียกแนวคิดนี้ว่า Political Apathy หรือการเพิกเฉยในยุคที่ข้อมูลท่วมท้น ต่างจากการไม่รู้ในอดีต เพราะในปัจจุบันเราไม่จำเป็นต้องวิ่งหาข้อมูล การบอกว่า “ไม่รู้” จึงถูกสังคมตีความว่า คือการปฏิเสธที่จะรับรู้ แนวคิด Digital Citizenship ของ UNESCO ระบุว่า การตื่นรู้ทางการเมืองคือทักษะพื้นฐานของพลเมืองยุคใหม่ เมื่อศิลปินที่มีอิทธิพลต่อความคิดและความรู้สึกของผู้คนกลับบกพร่องในหน้าที่ที่เป็นเรื่องพื้นฐานที่สุด ราคาที่ต้องจ่ายจึงไม่ใช่แค่เสียงวิพากวิจารณ์ แต่กลายเป็นความเชื่อมั่นที่พังลงไปด้วย

 

เมื่อความไม่รู้ กำลังทำให้เรากลายเป็น Structural Ignorance ?

เมื่อความไม่รู้ของคนดังถูกมองว่าเป็น Structural Ignorance ความไม่รู้เชิงโครงสร้างที่ไม่รู้กลไก Charles Mills นักสังคมวิทยาชาวอเมริกัน อธิบายไว้ว่า คนที่มีสถานะเหนือกว่าคนในสังคมมักจะสร้างกระบวนการไม่รับรู้ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เพราะมักจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ถูกดูแลจนเกิดช่องว่างกับความเป็นจริงที่คนส่วนใหญ่เผชิญอยู่ ข้อมูลจาก Edelman Trust Barometer ยืนยันว่าผู้บริโภคยุคใหม่ กว่า 60% พร้อมจะถอนความเชื่อใจทันทีหากศิลปินเพิกเฉยต่อคุณค่าที่สังคมยึดถือ ความเชื่อมั่นและความนิยมไม่ได้สร้างจากยอดผู้ติดตามอีกต่อไป แต่กำลังถูกสร้างด้วยแนวคิดที่ว่า ประชาชนและศิลปินอยู่ในกติกาเดียวกัน

ความนิ่งเฉย คือราคาที่คนดังต้องจ่าย ?

นักสังคมวิทยาอย่าง Chris Rojek ชี้ให้เห็นว่าในยุค Attention Economy ชื่อเสียงไม่ใช่สิ่งที่เป็นของเราอย่างถาวร เมื่อศิลปินได้รับแสงและอภิสิทธิ์ทางสังคม กลุ่มคนเหล่านี้จึงมีพันธะทางจริยธรรมที่เรียกว่า ความรับผิดชอบของผู้ที่มีสิทธิเหนือคนอื่น การที่มีแฟนคลับออกมาตำหนิ หรือวิพากวิจารณ์จึงเป็นเหมือนการทวงถาม ‘ค่าเช่า’ ในรูปแบบของการตื่นรู้ ในขณะเดียวกันก็มีแฟนคลับบางส่วนที่ออกมาทำหน้าที่เป็นเหมือน ‘พี่เลี้ยงทางสังคม’ ก็ออกมาให้ข้อแนะแนวหรือแนวทางให้กับศิลปิน สะท้อนให้เห็นว่าสังคมในปี 2569 แฟนคลับไม่ได้พร้อมที่จะปกป้องความผิดพลาด แต่กำลังต้องการคนที่พร้อมจะประคองสังคมให้เติบโตไปด้วยกัน

 

เพราะความมีชื่อเสียง น่าเชื่อถือกว่านักวิชาการ ?

อีกหนึ่งเหตุผลที่สังคมไม่ยอมรับการนิ่งเฉยของศิลปิน เพราะในด้านการสื่อสาร กลุ่มคนเหล่านี้มักกลายเป็นผู้นำความคิด ที่มีความสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตย ทฤษฎี Two-Step Flow of Communication ระบุว่า ข้อมูลจากสื่อกระแสหลักหรือรัฐไม่ได้ตรงถึงประชาชนอย่างมีคุณภาพ แต่จะไหลผ่านผู้นำความคิดก่อน คนกลุ่มนี้จะทำหน้าที่ตีความและส่งต่อไปยังมวลชนในระดับที่เข้าใจง่ายและน่าเชื่อถือ

 

ทฤษฎี Para-social Interaction ของ Donald Horton และ R. Richard Wohl (1956) เรียกสิ่งเหล่านี้ว่า ความรู้สึกสนิทสนมกับแฟนคลับที่มีต่อดาราเหมือนเพื่อนหรือคนในครอบครัว ในปี 2026 ที่โซเชียลมีเดียที่เราเห็นไลฟ์สไตล์ของศิลปินอย่างใกล้ชิด จนกลายเป็นความเชื่อใจโดยไม่รู้ตัว จนทำให้เรารู้สึกปราศจากกำแพงทางความคิด

 

เมื่อกลุ่มศิลปินเหล่านี้ออกมาพูดถึงการเลือกตั้ง มันจึงเหมือนการชวนไปทำเรื่องดีๆ พลังของ Para-social จึงเปลี่ยนข้อมูลที่ดูน่าเบื่อให้กลายเป็นแฟชั่นทางความคิดที่ใครๆ ก็อยากมีส่วนร่วม

 

เหตุการณ์ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า สังคมไทยในปี 2569 ก้าวข้ามขอบเขตของความชื่นชมในตัวบุคคล ไปสู่การทวงถามคนรับผิดชอบในฐานะพลเมืองอย่างเต็มรูปแบบ แนวคิดของ Zygmunt Bauman นักสังคมวิทยาชาวโปแลนด์ กล่าวไว้ว่าความรับผิดชอบคือความสูญเสียอย่างหนึ่งของอิสรภาพ สำหรับคนดังในปี 2026 อิสรภาพในการเลือกที่จะ ‘ไม่รู้’ หรือ ‘นิ่งเฉย’ จึงมีราคาที่ต้องจ่ายเป็นความเชื่อมั่นของสาธารณชน

related