
SHORT CUT
รื้อ “ค่าการกลั่นน้ำมัน” สกัดแพงทั้งระบบ รัฐเร่งจัดโครงสร้างใหม่ หวังกดราคาหน้าปั๊ม ลดภาระค่าครองชีพคนไทย
สถานการณ์ “น้ำมันแพง” ในปี 2569 ยังคงกดดันเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้นเป็นลูกโซ่ กระทบค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง ขณะที่ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ทำให้ต้นทุนพลังงานในตลาดโลกผันผวนและเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากปัจจัยภายนอกแล้ว ยังมี “ต้นทุนภายในประเทศ” ที่กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด นั่นคือ “ค่าการกลั่นน้ำมัน” ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มของไทยอยู่ในระดับสูง
[ค่าการกลั่นน้ำมัน คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ]
ค่าการกลั่นน้ำมัน (Refinery Margin หรือ GRM) คือ ส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูป เช่น เบนซินและดีเซล กับราคาน้ำมันดิบที่นำเข้ามากลั่น โดยตัวเลขดังกล่าวถือเป็น “กำไรขั้นต้น” ของโรงกลั่นน้ำมัน อย่างไรก็ตาม ค่าการกลั่นไม่ใช่กำไรสุทธิ เนื่องจากยังต้องนำไปหักค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย รวมถึงต้นทุนด้านพลังงานและการดำเนินงานของโรงกลั่น
ในภาวะปกติ ค่าการกลั่นจะเคลื่อนไหวตามกลไกตลาดโลก แต่ในช่วงวิกฤติ เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มักมีการบวก “ค่าความเสี่ยง” หรือ War Premium เข้าไป ส่งผลให้ค่าการกลั่นปรับตัวสูงขึ้น
ปัจจุบัน ค่าการกลั่นในไทยปรับขึ้นไปอยู่ที่ระดับประมาณ 13–14 บาทต่อลิตร จากค่าเฉลี่ยในอดีตที่อยู่ราว 2–3 บาทต่อลิตร ทำให้เกิดข้อถกเถียงถึงความเหมาะสมของโครงสร้างต้นทุนดังกล่าว
[เปิดโครงสร้าง 6 โรงกลั่นน้ำมันไทย]
ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันหลักทั้งหมด 6 แห่ง ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญด้านพลังงานของประเทศ ได้แก่
โรงกลั่นทั้ง 6 แห่งมีกำลังการผลิตรวมกว่า 175 ล้านลิตรต่อวัน เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำมันภายในประเทศ และยังผลิตผลิตภัณฑ์หลากหลาย เช่น น้ำมันอากาศยาน LPG น้ำมันเตา และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมอื่นๆ
[เส้นทางน้ำมัน จากนำเข้า สู่หน้าปั๊ม]
โครงสร้างธุรกิจน้ำมันของไทยมีความซับซ้อน โดยน้ำมัน 1 ลิตรต้องผ่านหลายขั้นตอน ตั้งแต่นำเข้าน้ำมันดิบ การกลั่น การกระจายผ่านผู้ค้าน้ำมัน และเข้าสู่สถานีบริการ ก่อนถึงมือผู้บริโภคราคาน้ำมันหน้าปั๊มจึงประกอบด้วยหลายองค์ประกอบ ได้แก่ ราคาน้ำมันในตลาดโลก ค่าการกลั่น ภาษีและกองทุน ค่าการตลาด และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งทำให้ราคาขายจริงสูงกว่าต้นทุนวัตถุดิบ
[รัฐเดินหน้ารื้อโครงสร้างค่าการกลั่น]
ล่าสุด รัฐบาลได้เริ่มดำเนินการทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมัน โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ได้สั่งการให้กระทรวงพลังงานเร่งปรับโครงสร้าง “ค่าการกลั่น” และ “ค่าการตลาด”
แนวทางสำคัญประกอบด้วย
ประเมินกำไรส่วนเกิน (Windfall Profit) ของผู้ประกอบการ
ทั้งนี้ คณะกรรมการได้กำหนดกรอบเวลาเร่งด่วน โดยให้โรงกลั่นส่งข้อมูลต้นทุน และเตรียมสรุปผลเสนอคณะรัฐมนตรีภายในต้นเดือนเมษายน 2569
[เป้าหมาย กดราคาน้ำมัน ลดภาระประชาชน]
การปรับโครงสร้างค่าการกลั่นในครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการลดราคาน้ำมันหน้าปั๊ม โดยไม่ต้องพึ่งพาการอุดหนุนจากภาครัฐในระยะยาว หากสามารถทำให้ต้นทุนสะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น ย่อมมีโอกาสช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และลดแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโดยรวมอย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ยังต้องติดตามการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีในระยะถัดไป ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่ามาตรการดังกล่าวจะสามารถแก้ปัญหาน้ำมันแพงได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด