
ทนายปีศาจ ซีรีส์ออริจินัลจาก Netflix ที่กำลังเป็นกระแสในขณะนี้ ที่เล่าถึงภาพสะท้อนความบิดเบี้ยวของกระบวนการยุติธรรมของไทย
ในตอนนี้ไม่มีซีรีส์ไทยเรื่องไหนมาแรงและถูกพูดถึงไปกว่า 'ทนายปีศาจ' (The Evil Lawyer) ออริจินัลซีสุดเข้มข้นจาก Netflix ที่ ตีแผ่ความบิดเบี้ยวของกระบวนการยุติธรรมและบาดแผลในสังคมไทยได้อย่างเจ็บแสบ ที่โดย หญิง-รฐา โพธิ์งาม ในบทบาท 'ทนายจิตตรี' ทนายสายดาร์กที่พร้อมทำทุกอย่างเพื่อชัยชนะ ประชันบทบาทกับ นัท-ณัฏฐ์ กิจจริต (รับบท เมฆ) ทนายหนุ่มผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์ ร่วมด้วยนักแสดงรุ่นใหญ่ กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี (รับบท บิ๊กอนันต์) และทีมนักแสดงมากฝีมืออีกคับคั่ง ที่มาช่วยขยี้ปมศีลธรรมให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
นอกจากความสนุกของการชิงไหวชิงพริบในข้อกฎหมายแล้ว สิ่งที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้เป็นที่พูดถึงทั่วโลกโซเชียล คือการ 'วิพากษ์สังคม' ผ่านคดีและตัวละครต่างๆ ได้อย่างแยบยลของสังคมไทยออกมาให้เห็น
‘เครือข่ายอุปถัมภ์’ และตั๋วใบเบิกทางที่มองไม่เห็น
ซีรีส์วิพากษ์วงการตำรวจด้วยการเล่าผ่านตัวละครของ ‘อนันต์’ นายตำรวจที่ภายนอกดูเหมือนจะเพียบพร้อม แต่แท้จริงแล้วเขากลับถูกบีบรัดด้วยค่านิยมขององค์กรในกลุ่มความมั่นคงที่มีรากฐานฝังลึกมาจากแนวคิดสังคมชายเป็นใหญ่ ภาพลักษณ์ของความแข็งแกร่ง ดุดัน และความเป็นชายชาตรี มักถูกมองว่าเป็นคุณสมบัติของผู้ที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำ
.
เมื่อเรื่องราวดำเนินไป ซีรีส์ได้เฉลยปมอันเจ็บปวดว่าแท้จริงแล้ว อนันต์เป็น LGBTQ+ แต่ในโครงสร้างองค์กรระดับสูง เขาไม่สามารถเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงได้ ยอมแต่งงานเพื่อสร้างภาพลักษณ์ครอบครัวที่สมบูรณ์แบบตามอุดมคติของสังคม เพื่อใช้เป็นตั๋วใบเบิกทางและเกราะกำบังในการไต่เต้าสู่อำนาจ
การแต่งงานบังหน้าของอนันต์ สะท้อนให้โครงสร้างอำนาจที่สลับซับซ้อนและใหญ่โตขึ้น ผ่านตัวละคร ‘พ่อตา’ ซึ่งมีตำแหน่งสูงสุดระดับ ผบ.ตร. และมีสายพานผลประโยชน์เกี่ยวพันกับกลุ่มธุรกิจสีเทา
ฉากเหล่านี้สะท้อนภาพ ‘ระบบอุปถัมภ์’ ในสังคมไทยได้อย่างแจ่มชัด เมื่อพ่อตากำลังจะเกษียณอายุราชการ แต่ธุรกิจมืดและเครือข่ายอำนาจยังคงต้องเดินหน้าต่อ การยกลูกสาวให้อนันต์จึงไม่ใช่เรื่องของความรัก แต่เป็นกลยุทธ์ในการสร้าง ‘ตัวแทน’ เพื่อรักษาความมั่นคงของเครือข่าย ซีรีส์สะท้อนโครงสร้างนี้ได้อย่างเจ็บแสบว่า ในหลายครั้ง การเลื่อนขั้นหรือการเติบโตในหน้าที่การงาน อาจไม่ได้มาจากแค่ความสามารถในการไขคดีเพียงอย่างเดียว แต่กลับถูกขับเคลื่อนด้วยความสัมพันธ์และ ‘คอนเนกชัน’ ที่คอยอุ้มชูกัน สิ่งนี้ตอบคำถามว่าทำไมคนทำงานในระบบหลายคน จึงต้องพยายามนำพาตัวเองเข้าไปอยู่ในเครือข่าย เพื่อแลกกับความก้าวหน้าและเสถียรภาพในอาชีพ
ความยุติธรรม (แค่) ตามเวลา
เมื่อชีวิตและอนาคตของคนคนหนึ่ง กำลังถูกนำไปชั่งน้ำหนักแข่งกับความหิวของคนบนบัลลังก์ ในวินาทีที่ ‘ผู้พิพากษาผดุง’ (รับบทโดย ประจิตพล ตั้งศรี) กำลังจะเข้าห้องพิจรณาคดีระหว่างพนักงานอัยการ กับเมฆในข้อหา ‘ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน’ บทลงโทษมีเพียงสถานเดียวคือประหารชีวิต แต่ในขณะที่ผู้พิพากษากำลังจะตัดสินความเป็นความตายและชีวิตของคนคนหนึ่ง กลับสนใจ ‘แกงเผ็ดเป็ดย่าง’ ก่อนเข้าห้องพิจรณาคดี อีกทั้งในระหว่างพิจรณาคดีก็ยังเร่งรัดให้จิตตรีที่กำลังทำหน้าที่ทนายจำเลยเพื่อต่อสู้คดี แต่ผดุงกลับเอ่ยปากให้เร่งรัดและไม่ให้ลีลาเยอะ เพียงเพราะกลัวว่าการสืบพยานจะกินเวลาจนเลยเวลาพักเที่ยง
สิ่งที่ซีรีส์สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนที่ในฐานะผู้พิพากษาของผดุง คือ ความห่างเหินและความชินชาต่อความตาย สำหรับทนายและจำเลยในวินาทีที่ต่อสู้กับศาลเพื่อให้รอดจากข้อกล่าวหา แต่สำหรับผู้พิพากษา มันเป็นเพียงงานรูทีนในตอนเช้าที่ต้องรีบเคลียร์ให้จบ ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์และถืออำนาจชี้ขาดความเป็นความตาย กลับเป็นคนที่รับรู้ถึงผลกระทบน้อยที่สุด ไม่ว่าผลคดีจะออกมาว่าจำเลยต้องถูกประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ท้ายที่สุดแล้ว คนที่ต้องรับผลกรรมนั้นก็ไม่ใช่ ‘ผู้พิพากษา’ อยู่ดี เมื่อความผูกพันต่อผลลัพธ์มีไม่เท่ากัน ชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งจึงอาจถูกลดทอนมูลค่าลง จนมีความสำคัญน้อยกว่าความหิวข้าวของผู้มีอำนาจ
หากเรามองผ่านเลนส์ของความเป็นจริงในกระบวนการศาล การพักเที่ยงให้ตรงเวลาไม่ใช่เรื่องผิด การสืบพยานที่ลากยาวเกินขีดจำกัดของร่างกาย ย่อมส่งผลเสียต่อสมาธิและอาจทำให้การพิจารณาคดีคลาดเคลื่อนได้ การหยุดพักแล้วค่อยนัดสืบพยานต่อในตอนบ่ายหรือวันอื่น จึงเป็นกลไกปกติที่ถูกต้อง
ในเนื้อเรื่อง ท่านผดุงคือตัวละครที่รับใบสั่งจาก ‘อนันต์’ มาเรียบร้อยแล้วว่าผลคดีของเมฆจะต้องจบลงอย่างไร เมื่อผู้พิพากษารู้ตอนจบของเรื่องอยู่แล้ว กระบวนการสืบพยานที่กำลังดำเนินอยู่จึงหมดความหมาย และกลายสภาพเป็นเพียงฉากละครที่จัดขึ้นเพื่อให้ครบองค์ประกอบทางกฎหมาย การที่ท่านผดุงเร่งรัดจิตตรีกลางศาล จึงเป็นภาพสะท้อนที่บอกคนดูว่า ในเมื่อคำตัดสินถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าจากอำนาจมืดแล้ว เขาจะมานั่งเสียเวลาฟังทนายจำเลยสู้คดีจนเลยเวลาพักเที่ยงของตัวเองไปเพื่ออะไร?
อคติในสังคมของความเป็นชาย และความเป็นหญิง
ในโลกความเป็นจริง เมื่อมีข่าวการล่วงละเมิดทางเพศเกิดขึ้น หากเหยื่อไม่ใช่คนที่ตรงตามพิมพ์นิยม สังคมบางส่วนมักจะมีคำถามหรือการตั้งข้อสงสัยในเชิงเหยียดหยาม เช่น “หน้าตาแบบนี้ใครจะไปทำลง” หรือ “คิดไปเองหรือเปล่า”
ซีรีส์สะท้อนความจริงข้อนี้ผ่านตัวละคร ‘ปุ้ย’ (รับบทโดย พลอย ศิริอุดมเศรษฐ) ผู้หญิงที่อาจจะไม่ได้มีรูปร่างหน้าตาตรงตาม Beauty Standard ที่สังคมกระแสหลักตีกรอบไว้ ไม่ได้ผอม ไม่ได้ขาว ไม่ได้เป็นดาราหรืออินฟลูเอนเซอร์ แต่สิ่งที่ซีรีส์พยายามตะโกนบอกเราคือ รูปลักษณ์ภายนอกไม่ได้ทำให้ความเป็นมนุษย์ของใครลดลง การที่ใครสักคนไม่ได้สวยตามมาตรฐานสังคม ไม่ได้แปลว่านั่นคือใบอนุญาตที่จะเปิดทางให้ใครก็ตามเข้ามาล่วงละเมิด ย่ำยี หรือทำร้ายเธอได้โดยปราศจากความยินยอม
ความเจ็บปวดที่ซ้อนทับอยู่ในคดีนี้ คือภาพลักษณ์ของฝั่งผู้กระทำอย่าง ‘หมอกรณ์’ (รับบทโดย วรเดช หงส์ศรีสุวรรณ) หมอหัตเทวดา ตัวแทนของความเพียบพร้อมในทุกมิติ ทั้งหน้าที่การงาน สถานะทางสังคม หน้าตาที่หล่อเหลาดูดีตามวัย และที่สำคัญคือภรรยาที่สวยตามบรรทัดฐานของสังคม
ความโหดร้ายถูกขยี้ให้แหลกสลายลงไปอีก เมื่อ ‘จิตตรี’ นางเอกของเรื่องได้สวมวิญญาณ ‘ทนายปีศาจ’ ที่ฉวยโอกาสนั้นสร้างวาทกรรมว่า เรื่องทั้งหมดเป็นเพียง ‘ภาพหลอนจากการขาดยาจากอาการไบโพลาร์’ เพื่อทำให้ปุ้ยกลายเป็นพยานที่เชื่อถือไม่ได้
เมื่อความเป็นชายที่เพียบพร้อม มาปะทะกับความเป็นหญิงที่สังคมมองว่าไม่เป็นไปตามบรรทัดฐาน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นโศกนาฏกรรมทางสังคม หมอกรณ์สามารถชนะคดีและเชิดหน้าชูตาอยู่ในสังคมได้ต่อไป เพราะโครงสร้างทางเพศ ฐานะ และเทคนิคทางกฎหมาย เอื้อให้เขาดูบริสุทธิ์ ในขณะที่ปุ้ยต้องแบกรับความอับอาย ถูกโดดเดี่ยว และกลายเป็นเพียง ‘คนบ้าที่คิดไปเอง’ ในสายตาคนอื่น เพียงเพราะเธอไม่ได้เป็น ‘เหยื่อที่สมบูรณ์แบบ’
เรื่องราวของหมอกรณ์และปุ้ย สะท้อนอคติทางเพศของสังคมที่พร้อมจะเข้าข้างคนหล่อ รวย และมีการศึกษา โดยไม่สนว่าเบื้องหลังหน้ากากนั้นจะซ่อนความอำมหิตไว้แค่ไหน และในขณะเดียวกัน ก็กดทับผู้หญิงที่ไม่ได้ตรงมาตรฐานทางสังคมและผู้ป่วยทางจิต
ท้ายที่สุดแล้ว ‘ทนายปีศาจ’ คือกระจกบานใหญ่ที่ฉายภาพความบิดเบี้ยวระดับโครงสร้างที่เราทุกคนกำลังเผชิญหน้าและอาจเผลอสมยอมไปกับมัน ทั้งระบบเส้นสายที่ฝังรากลึก กระบวนการยุติธรรมที่ถูกแทรกแซงได้ด้วยอำนาจ ไปจนถึงอคติในใจคนที่พร้อมจะเข้าข้างความเพียบพร้อมและเหยียบย่ำผู้ที่อ่อนแอกว่า
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แค่ทำให้เรารู้สึกหดหู่ไปกับชะตากรรมของตัวละคร แต่ชวนให้เราต้องกลับมาทบทวนความจริงอันตลกร้ายนอกจอภาพยนตร์ ภายใต้สังคมที่ความก้าวหน้าถูกกำหนดด้วย ‘คอนเนกชัน’ ชีวิตคนถูกชั่งน้ำหนักแข่งกับ ‘เวลาพักเที่ยง’ และความเห็นอกเห็นใจถูกตัดสินผ่าน ‘รูปลักษณ์และฐานะ’
ตกลงแล้ว ‘ปีศาจ’ ที่แท้จริง คือตัวละครที่สวมหน้ากากอยู่ในซีรีส์หรือคือโครงสร้างสังคมที่บีบบังคับให้เราทุกคนต้องยอมสวมบทปีศาจ เพื่อเอาตัวรอดในระบบที่ไม่มีความยุติธรรมอยู่จริงกันแน่?