
ลบภาพจำเจ้าหญิงในเทพนิยาย! เจาะลึก 5 สตรีแห่งราชวงศ์ผู้ทลายจารีต สู่ไอคอนนักขับเคลื่อนสังคม สิทธิสตรี และแฟชั่นระดับโลก เมื่อมงกุฎไม่ใช่ข้อจำกัด แต่คือพลังเปลี่ยนโลก
หากภาพจำของ ‘เจ้าหญิง’ ของใครหลายคนอาจจะเป็นการใช้ชีวิตอยู่ในปราสาทใหญ่โต มีเรื่องราวชีวิตเหมือนในเทพนิยาย แต่ในโลกความเป็นจริง สตรีสูงศักดิ์ในยุคนี้ต่างก้าวลุกขึ้นมาใช้พื้นที่และแสงสปอตไลต์ของตนเองสร้างแรงขับเคลื่อนให้กับสังคมในหลากหลายมิติ
การเปลี่ยนผ่านจากบทบาทจากการเป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งราชวงศ์ สู่การเป็น ผู้ขับเคลื่อน ที่ลงมือแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ตั้งแต่ด้านสิทธิมนุษยชน การศึกษา สิทธิสตรี ไปจนถึงการเป็นผู้นำทางแฟชั่นระดับโลก เมื่อมงกุฎและฐานันดรศักดิ์ไม่ใช่ข้อจำกัด แต่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างความเปลี่ยนแปลง เจาะลึกเรื่องราวของ 5 สตรีจาก 5 ราชวงศ์ทั่วโลก ผู้ใช้ความกล้าหาญทลายกรอบเดิมๆ และเลือกเส้นทางชีวิตด้วยตนเอง สู่การเป็น ‘ไอคอน’ แห่งประวัติศาสตร์ที่โลกไม่มีวันลืม
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เจ้าฟ้านักกฎหมาย ผู้ผลักดันสิทธิมนุษยชนสู่ระดับโลก
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ประสูติเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2521 ทรงเป็นพระราชธิดาพระองค์โตในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 10) และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านนิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และรัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จากนั้นทรงเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโทและปริญญาเอกด้านนิติศาสตร์ (J.S.D.) จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา ทรงเคยดำรงตำแหน่งอัยการจังหวัด และเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำสาธารณรัฐออสเตรีย
พระองค์ภา ทรงเป็นที่รู้จักในฐานะ ‘เจ้าฟ้าอัยการ’ พระองค์ทรงเลือกเส้นทางนักกฎหมายที่ต้องลงพื้นที่จริง จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2549 เมื่อเสด็จเยี่ยมทัณฑสถานหญิงกลาง และทรงพบความจริงว่าระบบเรือนจำส่วนใหญ่ละเลยความจำเป็นพื้นฐานของผู้ต้องขังหญิง เช่น การตั้งครรภ์และการเลี้ยงดูบุตรในเรือนจำ จึงทรงก่อตั้ง ‘โครงการกำลังใจในพระดำริ’ ขึ้นมาเพื่อปิดช่องว่างนี้
ด้วยพระปณิธานอันแน่วแน่นำไปสู่การผลักดัน ‘ข้อกำหนดกรุงเทพ’ (Bangkok Rules) กรอบกฎหมายสากลแรกของโลกที่ UN ให้การรับรองเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้ต้องขังหญิง นอกจากนี้ ทรงก่อตั้งสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) และ ‘มูลนิธิ ณภาฯ’ ที่เปิดโอกาสให้ผู้พ้นโทษได้ฝึกอาชีพและผลิตสินค้าแบรนด์ ‘จัน’ และ ‘ธรา’ เพื่อส่งต่อโอกาสที่สองอย่างเป็นรูปธรรม และยังทรงเป็นไอคอนด้านความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนระดับสากล ผู้ทรงใช้หลัก ความเห็นอกเห็นใจมาผสานกับข้อกฎหมาย เพื่อเปลี่ยนผ่านระบบยุติธรรมให้มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น
นอกเหนือจากพระกรณียกิจด้านกระบวนการยุติธรรม อีกหนึ่งบทบาทที่สะท้อนความเข้มแข็งของเจ้าหญิง คือการเปลี่ยนผ่านสายงานในช่วงต้นปี พ.ศ. 2564 เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ โอนย้ายพระองค์จากข้าราชการฝ่ายอัยการ มาเป็นข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร ทรงดำรงตำแหน่งเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ และได้รับพระราชทานพระยศทางทหารเป็น ‘พลเอกหญิง’
พระองค์ได้ปรากฏพระองค์ในลุก ‘พระเกศาสั้น’ (ทรงผมสั้นแบบทหาร) เพื่อความคล่องตัวและเตรียมความพร้อมสำหรับการฝึกหลักสูตรทักษะทางทหารเพิ่มเติม ภาพที่ทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบทหาร และทรงเข้ารับการฝึกทางยุทธวิธีภาคสนาม สะท้อนถึงพระระเบียบวินัย ความเด็ดเดี่ยว และความตั้งพระทัยในการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มกำลัง
ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ แฟชั่นไอคอนในตำนาน และ ‘เจ้าหญิงของประชาชน’
เจ้าหญิงไดอาน่า ประสูติในฐานะสามัญชนชั้นสูงเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1961 ณ นอร์ฟอล์ก ประเทศอังกฤษ เป็นบุตรสาวของจอห์น สเปนเซอร์ เอิร์ลสเปนเซอร์ที่ 8 ในวัยเยาว์เธอชื่นชอบในดนตรีและการเต้นรำ และเคยทำงานเป็นครูพี่เลี้ยงเด็กและผู้ช่วยครูในโรงเรียนอนุบาล ก่อนจะเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าชายชาลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ (พระยศในขณะนั้น) ในปี ค.ศ. 1981 มีพระโอรส 2 พระองค์ คือ เจ้าชายวิลเลียม และเจ้าชายแฮร์รี่ ก่อนจะทรงหย่าขาดในปี ค.ศ. 1996 และสิ้นพระชนม์จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ปารีสในปี ค.ศ. 1997
ไดอานาคือผู้บุกเบิกแฟชั่นสตรีทสไตล์แบบ Casual ลุคที่พระองค์สวมเสื้อสเวตเตอร์ตัวโคร่ง คู่กับกางเกงปั่นจักรยาน รองเท้าผ้าใบ และถุงเท้าข้อยาว กลายเป็นลุคไอคอนิกที่ยังคงถูกนำมาแต่งตามในหน้าประวัติศาสตร์แฟชั่นยุคปัจจุบัน อีกทั้งยังทรงเป็น ‘แฟชั่นไอคอน’ ผู้ใช้เสื้อผ้าในการสื่อสารทางเมืองและอารมณ์ เช่น Revenge Dress เดรสสีดำรัดรูปที่ทรงสวมใส่ในคืนที่เจ้าชายชาลส์ยอมรับเรื่องความสัมพันธ์นอกใจผ่านโทรทัศน์ พระองค์ทรงเปลี่ยนความเจ็บปวดให้เป็นพลัง และสมดังคำนิยามที่อดีตนายกฯ โทนี แบลร์ ถวายพระสมัญญาว่าพระองค์คือ ‘เจ้าหญิงของประชาชน’ อย่างแท้จริง
เกรซ เคลลี เจ้าหญิงแห่งโมนาโก ซินเดอเรลล่าแห่งฮอลลีวูด
เกิดเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ. 1929 ในครอบครัวคาทอลิก เมืองฟิลาเดลเฟีย สหรัฐอเมริกา เธอเข้าสู่วงการบันเทิงและก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในนักแสดงหญิงที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของฮอลลีวูดยุคทอง การันตีด้วยรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง The Country Girl (1954) และเป็นมิวส์คนโปรดของผู้กำกับชื่อดัง อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก ก่อนจะสละวงการเพื่อเสกสมรสกับเจ้าชายเรนิเยที่ 3 แห่งโมนาโก ในปี ค.ศ. 1956 มีพระโอรส-พระธิดารวม 3 พระองค์ และสิ้นพระชนม์จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในปี ค.ศ. 1982
ชีวิตของเธอคือจุดตัดที่สมบูรณ์แบบระหว่างฮอลลีวูดและราชวงศ์ ในจุดสูงสุดของอาชีพ เธอยอมสละสัญชาติอเมริกันและทิ้งอาชีพนักแสดง งานแต่งงานของเธอถูกถ่ายทอดสดและมีผู้ชมมากกว่า 30 ล้านคนทั่วยุโรป ซึ่งช่วยเปลี่ยนโฉมโมนาโกจากเมืองตากอากาศเงียบๆ ให้กลายเป็นศูนย์กลางความหรูหราระดับโลก
แม้เจ้าชายเรนิเยจะทรงสั่งห้ามไม่ให้เธอแสดงภาพยนตร์อีกต่อไป และถึงขั้นแบนหนังของเธอในโมนาโก แต่เจ้าหญิงเกรซทรงเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้อุปถัมภ์งานศิลปะระดับโลก ทรงก่อตั้งมูลนิธิ Princess Grace Foundation เพื่อสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ และทรงเป็นกระบอกเสียงสำคัญในเรื่องสิทธิและการคุ้มครองเด็ก
เมื่อนิยามของความคลาสสิกที่ไม่มีวันตาย และดีเทลที่ทั่วโลกไม่เคยลืมคือ ภาพที่พระองค์ทรงใช้ กระเป๋าหนังทรงสี่เหลี่ยมใบโตของแบรนด์ Hermès ปิดบังพระครรภ์ จากกองทัพปาปารัสซี ภาพนั้นโด่งดังจนแบรนด์ต้องขอพระราชทานพระบานุญาตเปลี่ยนชื่อกระเป๋ารุ่นนั้นเป็น ‘The Kelly’ ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในกระเป๋าที่จองยากและมีมูลค่าสูงที่สุดในโลกมาจนถึงปัจจุบัน
เจ้าหญิงอามีราห์ อัล-ทาวีล ผู้นำสตรีแกร่งผู้ปลดล็อกกฎหมายเพื่อผู้หญิงซาอุฯ
เจ้าหญิงอามีราห์ อัล-ทาวีล เกิดเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 1983 ณ กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย เธอได้รับการเลี้ยงดูจากมารดาที่หย่าร้างและคุณตาคุณยาย ต่อมาได้เข้าพิธีเสกสมรสกับเจ้าชายอัลวาลีด บิน ทาลาล พระนัดดาในพระมหากษัตริย์ซาอุดีอาระเบียและมหาเศรษฐีระดับโลกในปี ค.ศ. 2008 (หย่าขาดในปี ค.ศ. 2013) เจ้าหญิงอามีราห์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านบริหารธุรกิจ (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) จากมหาวิทยาลัยนิวเฮเวน สหรัฐอเมริกา ปัจจุบันเธอเป็นนักธุรกิจหญิงและประธานบริษัทด้านความบันเทิงและการพัฒนาสังคม
ในดินแดนตะวันออกกลางที่ผู้หญิงมักถูกจำกัดบทบาทภายใต้ระบบชายเป็นใหญ่ เธอเลือกที่จะไม่นิ่งเฉย โดยหลังจากเรียนจบเธอได้ก้าวขึ้นเป็นรองประธานมูลนิธิ Alwaleed Philanthropies เพื่อขับเคลื่อนสังคม โดยเฉพาะการรณรงค์ให้สตรีซาอุฯ มีสิทธิขับรถยนต์และมีสิทธิออกเสียงทางกฎหมาย เธอสร้างความสั่นสะเทือนด้วยการเดินสายให้สัมภาษณ์สื่อตะวันตก เช่น CNN, BBC โดย เปิดเผยใบหน้าและไม่สวมผ้าคลุมฮิญาบ เป็นการท้าทายจารีตของราชวงศ์อย่างรุนแรง ถึงขนาดเคยถูกขู่ตัดสัมพันธ์และลงโทษจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมในราชวงศ์ แต่เธอยืนหยัดและใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธในการรวมกลุ่มคนรุ่นใหม่เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง จนในที่สุด ซาอุดีอาระเบียก็ยอมปฏิรูปกฎหมายให้ผู้หญิงขับรถได้สำเร็จ รวมไปถึงการปฏิรูประบบผู้พิทักษษ์ชาย ที่ทรงผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายที่จำกัดอิสรภาพของผู้หญิง เดิมที่ผู้หญิงซาอุฯ จะทำจะทำธุรกรรม เปิดบัญชีธนาคาร เดินทางไปต่างประเทศ หรือเข้าเรียนต่อ ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ชาย เช่น พ่อ สามี หรือพี่ชายก่อนเสมอ และยังทรงผลักดันให้เปิดโอกาสให้ผู้หญิงสามารถเข้าเรียนในสาขาวิชาที่เคยจำกัดไว้เฉพาะผู้ชาย ขยายโอกาสในการทำงานเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของสตรี และยังทรงเป็นผู้ริเริ่มรณรงค์ให้เยาวชนและสตรีในตะวันออกกลางหันมาใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ในการรวมตัวกันแสดงความคิดเห็น เรียกร้องสิทธิ และวิพากษ์วิจารณ์ความไม่เป็นธรรมในสังคม จนกลายเป็นอาวุธทรงพลังของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน
เจ้าหญิงอามีราห์ อัล ทาวีล ผู้พิสูจน์ให้เห็นว่า ความทันสมัยและศรัทธาในศาสนาสามารถเดินหน้าไปพร้อมกันได้ หากปราศจากการกดขี่
มาโกะ โคมุโระ อดีตเจ้าหญิงญี่ปุ่นผู้ยอมทิ้งศักดิ์เพื่อรักแท้
มาโกะ โคมุโระ ประสูติเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ค.ศ. 1991 ทรงเป็นพระธิดาองค์โตในมกุฎราชกุมารฟูมิฮิโตะ (อากิชิโนะ) และมกุฎราชกุมารีคิโกะ และเป็นพระราชนัดดาในสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านศิลปะและมรดกวัฒนธรรม จากมหาวิทยาลัยนานาชาติคริสเตียน (ICU) ในโตเกียว และปริญญาโทด้านพิพิธภัณฑ์ศึกษา จากมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ สหราชอาณาจักร ทรงเคยดำรงตำแหน่งเป็นนักวิจัยพิเศษประจำพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยโตเกียว ก่อนจะสละฐานันดรศักดิ์เพื่อแต่งงานกับ เคอิ โคมุโระ ในปี ค.ศ. 2021