
SHORT CUT
ไขปริศนา "ประวัติศาสตร์การหิวแสง" แรงขับทางจิตวิทยา สู่การแสวงหาความโดดเด่นและความเป็นอมตะ แม้ต้องใช้ความเพี้ยนหรือทำลายล้างเพื่อแลกกับ "ชื่อเสียงชั่วนิรันดร์"
ในยุคสมัยที่ความสนใจของผู้คนถูกพุ่งเป้าไปที่จอโทรศัพท์มือถือและโลกดิจิทัล การปรากฏตัวในพื้นที่สาธารณะกลายเป็นสกุลเงินที่มีค่าที่สุด ผู้คนจำนวนมากในปัจจุบันแสวงหาชื่อเสียงด้วยวิธีการที่หลากหลาย บางครั้งก็ดู "เพี้ยน" หรือสุดขั้ว เพื่อที่จะไม่ถูกกลืนหายไปในกระแสข้อมูลที่ถาโถม แต่แรงขับเคลื่อนที่เรียกกันว่า "การหิวแสง" หรือความกระหายความโด่งดังนี้ เป็นเพียงปรากฏการณ์ร่วมสมัยเท่านั้นหรือไม่? หรือแท้จริงแล้วมันคือแรงขับทางจิตวิทยาที่ฝังรากลึกในประวัติศาสตร์ของมนุษย์?
การวิเคราะห์ทางจิตวิทยาเผยให้เห็นว่า การหิวแสงนั้นไม่ใช่แค่การเรียกร้องความสนใจเพียงผิวเผิน แต่มันคือแรงขับเคลื่อนที่ลึกซึ้งกว่านั้น นักวิชาการ อธิบายว่า แรงจูงใจในการแสวงหาชื่อเสียงเป็นแรงขับเคลื่อนทางจิตวิทยาที่ผลักดันให้ปัจเจกบุคคลมุ่งมั่นเพื่อให้ได้รับการยอมรับและความโดดเด่นในวงกว้างจากสาธารณชน
แรงปรารถนานี้ขยายขอบเขตเกินกว่าแค่การเรียกร้องความสนใจ แต่สะท้อนถึงความต้องการที่ลึกซึ้งกว่านั้น นั่นคือ "การยอมรับ การชื่นชมจากสังคม และการแสวงหาการทิ้งมรดกไว้"
SPRiNG พาไปไขปริศนาว่า อะไรคือรากเหง้าของความต้องการการยอมรับอันแรงกล้านี้ และทำไมมันจึงนำไปสู่พฤติกรรมสุดโต่งในอดีต ตั้งแต่ยุคโบราณที่ เฮโรสตราตุส กล้าเผาวิหารศักดิ์สิทธิ์ จนถึงยุคจักรพรรดิอย่าง เนโร ที่ทรงอำนาจสูงสุดแต่กลับเลือกที่จะเป็นนักแสดงบนเวที หรือแม้แต่ นโปเลียน โบนาปาร์ต ที่สร้างชีวิตของตนเองให้กลายเป็นตำนานที่โลกต้องจารึก และกวีอื้อฉาวอย่าง ลอร์ดไบรอน ที่สร้างรายได้จากเรื่องอื้อฉาวส่วนตัว
การศึกษาบุคคลเหล่านี้ผ่านเลนส์ของจิตวิทยาสังคมและวิวัฒนาการ จะช่วยให้เราเข้าใจธรรมชาติที่ซับซ้อนของความหิวแสงได้อย่างถ่องแท้
ความต้องการเป็นที่รู้จักและการได้รับการยอมรับจากผู้อื่นนั้นมีรากฐานมาจากความจำเป็นทางวิวัฒนาการของมนุษย์ นักสังคมศาสตร์ตระหนักดีว่า การแบ่งสถานะ ภายในกลุ่มมีส่วนสำคัญในการเพิ่มความสามารถของกลุ่มในการทำหน้าที่และอยู่รอดได้
ซึ่งหมายความว่า ความต้องการสถานะหรือการเป็นที่ยอมรับไม่ใช่เพียงเรื่องของความหยิ่งยโสส่วนบุคคล แต่เป็นกลไกที่ช่วยจัดระเบียบโครงสร้างของกลุ่มมนุษย์ตั้งแต่ยุคบรรพบุรุษ
ในเชิงวิวัฒนาการ การได้รับการยอมรับในสังคมแปลว่าบุคคลนั้นมีสถานะทางสังคมที่สูงขึ้น ซึ่งมักนำไปสู่การเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นต่อการอยู่รอดและการสืบพันธุ์ที่สูงขึ้นด้วย กลไกนี้ถูกอธิบายว่า การกระทำที่เกี่ยวข้องกับสถานะสามารถส่งเสริมการมีส่วนร่วมในผลประโยชน์สาธารณะได้โดยการจัดระเบียบกลุ่มผ่านการสร้างลำดับชั้นทางสถานะ
การมีลำดับชั้นนี้เองที่ช่วยระดมการมีส่วนร่วมจากสมาชิทุกคน และปกป้องผู้ที่ร่วมมือจากความเสี่ยงที่จะถูกเอาเปรียบเมื่อไม่มีลำดับชั้นที่ชัดเจน ดังนั้น ในระดับจิตวิทยา การได้รับการยอมรับจึงเป็นรางวัลทางสังคมที่สัมพันธ์โดยตรงกับความมั่นคงและความอยู่รอดของปัจเจกบุคคล
การได้รับการยอมรับในสังคมไม่ได้ส่งผลต่อสถานะภายนอกเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อโลกภายในของบุคคลด้วย ทฤษฎีการยอมรับทางการเมืองและสังคมเสนอว่า การได้รับการยอมรับมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดความรู้สึกว่า "เราคือใคร" และ "คุณค่าที่เราได้รับ" ในฐานะปัจเจกบุคคล
การยอมรับจากผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นการได้รับคำชมเชย การได้รับการแต่งตั้ง หรือแม้แต่การถูกปฏิเสธ ล้วนมีบทบาทสำคัญในการสร้างคุณภาพชีวิตและอัตลักษณ์ของเรา
เมื่อความต้องการพื้นฐานทางวิวัฒนาการในการได้รับสถานะและความยอมรับไม่ได้รับการตอบสนอง หรือถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาจเกิดปมปัญหาทางจิตใจที่ทำให้บุคคลนั้นเปลี่ยนจากวิถีทางปกติ (เช่น การประสบความสำเร็จในอาชีพ) ไปสู่การกระทำที่รุนแรงหรือสุดขั้ว (ความเพี้ยน) เพื่อเรียกร้องการยอมรับนั้นอย่างเร่งด่วน
การกระทำที่ผิดปกติหรือก่อให้เกิดความฉาวโฉ่จึงเป็นสัญญาณที่แสดงถึงความเจ็บป่วยหรือปมในจิตใจที่ต้องการการเยียวยาแก้ไข ซึ่งนำไปสู่กรณีศึกษาแรกที่ความเพี้ยนถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความเป็นอมตะ
ในยุค 356 ปีก่อนคริสตกาล ชาวกรีกผู้ไม่มีชื่อเสียงเรียงนามนามว่า เฮโรสตราตุส ได้ก่ออาชญากรรมอันอุกอาจด้วยการเผาทำลายวิหารเทพีอาร์ทิมิสที่เมืองเอเฟซัส
ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ การกระทำครั้งนี้ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายทางการเมือง ศาสนา หรือเศรษฐกิจใดๆ
เมื่อเขาถูกจับกุมและทรมานในเวลาต่อมา เฮโรสตราตุสได้สารภาพอย่างเปิดเผยถึงเจตนาเดียวของเขา นั่นคือ "การได้รับชื่อเสียงนิรันดร์" การกระทำนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความกระหายชื่อเสียงที่ไร้ขอบเขต ชื่อของเขาจึงกลายเป็นคำเฉพาะในภาษาตะวันตกสำหรับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "ชื่อเสียงแบบ Herostratic" (Herostratic Fame) ซึ่งหมายถึงการแสวงหาความโด่งดัง "ด้วยต้นทุนใดๆ" แม้จะต้องแลกมาด้วยอาชญากรรม การทำลายล้าง หรือความชั่วร้ายก็ตาม
แรงจูงใจของเฮโรสตราตุสมักถูกวิเคราะห์ในเชิงจิตวิทยา ทฤษฎีที่แพร่หลายมาตั้งแต่สมัยโบราณระบุว่า แรงจูงใจหลักมาจากการที่เขารู้สึกคับแค้นใจต่อความอยุติธรรมที่รับรู้, ความอิจฉา, หรือความรู้สึกว่าตนเองเป็นคนธรรมดา ที่ไม่สามารถสร้างชื่อเสียงในทางอื่นที่น่ายกย่องได้
นักเสียดสีชาวกรีกอย่าง Lucian เป็นคนแรกๆ ที่เสนอว่าความรู้สึกอิจฉาริษยาหรือความเป็นคนไร้ความสามารถนี้เองที่ผลักดันให้เฮโรสตราตุสเผาวิหาร
การกระทำของเฮโรสตราตุสจึงถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของการปฏิเสธที่จะถูกลืมโดยสิ้นเชิง เขาพยายามที่จะเปลี่ยนชีวิตที่อาจถูกมองว่า "ไร้ความหมาย" ให้กลายเป็น "มีความหมาย" ด้วยการกระทำอันยิ่งใหญ่เพียงครั้งเดียว
แม้ว่านักวิชาการอย่าง Geoffrey Scarre จะสรุปว่าความทะเยอทะยานของเขาอาจสัมฤทธิ์ผล (คือการได้ชื่อเสียง) แต่สิ่งที่คนจดจำกลับเป็น "ความโง่เขลาที่ไร้จุดหมาย" ของเขาเอง
สังคมยุคโบราณพยายามที่จะปฏิเสธการยอมรับนี้โดยสมบูรณ์ด้วยการออกกฎหมาย Damnatio Memoriae ซึ่งคือการห้ามไม่ให้ผู้ใดเอ่ยถึงชื่อของเขา แต่ความพยายามนี้ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะนักเขียนโบราณหลายคนยังคงบันทึกเรื่องราวของเขาไว้
การหิวแสงของเฮโรสตราตุสจึงเป็นชัยชนะที่บ้าคลั่งในสงครามแห่งความทรงจำ โดยการใช้ความหายนะเป็นสะพานสู่ความเป็นอมตะ
จุดจบของ เฮโรสตราตุส การตามล่าแสงสปอตไลท์ของเฮโรสตราตุสจบลงด้วยโศกนาฏกรรม เขาถูกจับกุมอย่างรวดเร็วและถูกทรมานจนตาย ในระหว่างการทรมานเขาได้สารภาพถึงเจตนาเดียวของเขาคือ "การได้รับชื่อเสียงนิรันดร์" แม้ว่าทางการจะพยายามลบชื่อของเขาออกจากหน้าประวัติศาสตร์ด้วยการออกกฎหมาย Damnatio Memoriae หรือกฎหมายห้ามเอ่ยถึงชื่อเขา แต่ความพยายามนี้ก็ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะนักเขียนโบราณยังคงบันทึกเรื่องราวของเขาไว้ ทำให้เขาบรรลุเป้าหมายอย่างบ้าคลั่งในการเป็นที่รู้จักชั่วนิรันดร์
กรณีของจักรพรรดิเนโรมีความแตกต่างจากเฮโรสตราตุสอย่างสิ้นเชิง เพราะเนโรมีอำนาจและสถานะสูงสุดในโลกยุคนั้น แต่สิ่งที่ทำให้เขา "เพี้ยน" คือการที่เขาละทิ้งบรรทัดฐานของจักรพรรดิโรมันเพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่เวทีสาธารณะ เนโรเลือกที่จะเข้าร่วมการแข่งขันรถม้าและแสดงดนตรี/ร้องเพลง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ผิดปกติอย่างยิ่งสำหรับ ผู้ปกครองโรมัน
ชนชั้นสูงของโรมันมองพฤติกรรมนี้ด้วยความรังเกียจ นักประวัติศาสตร์อย่าง Tacitus เสนอว่า ชนชั้นนำเชื่อว่ากิจกรรมเหล่านี้กำลังนำกรุงโรมและเยาวชนไปสู่ความเกียจคร้านและการกระทำที่ไร้ยางอาย เพราะกิจกรรมทางดนตรีและการร้องเพลงถือเป็น "สิ่งอ่อนแอ" ที่ขัดต่อค่านิยมหลักของโรมันที่เน้นการทหารและความแข็งแกร่ง
การกระทำของเนโรเป็นการทำลายขอบเขตระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครองอย่างชัดเจน
เบื้องหลังความเพี้ยนในการแสดงละครเวทีนี้ คือกลยุทธ์ที่แนบเนียนในการแสวงหาความรักและการยอมรับที่แท้จริงจากมวลชน ในขณะที่เฮโรสตราตุสโหยหาความเป็นอมตะจากความว่างเปล่า เนโรผู้มีอำนาจสูงสุดกลับโหยหาการยอมรับจากสาธารณชน
เนโรใช้เงินทุนจัดงานมหรสพ การแสดง และการแจกเงินสดแก่ประชาชนอย่างสม่ำเสมอ การกระทำเหล่านี้แสดงให้เห็นถึง "สัมผัสแบบสามัญชน" ที่ทำให้เขามีความนิยมอย่างมากในหมู่คนธรรมดา นอกจากนี้ เขายังถูกบรรยายว่าไม่ต้องการ "สิทธิพิเศษ" จากกรรมการแม้จะ "บังเอิญ" ชนะรางวัลในการแข่งขันอยู่เสมอ
พฤติกรรมนี้แสดงให้เห็นถึงความต้องการการยอมรับที่แท้จริงจากความสามารถในการแสดงของเขา ไม่ใช่เพียงเพราะอำนาจ
ความเพี้ยนของเนโรคือการใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการสร้างฐานอำนาจทางการเมืองแบบประชานิยมอย่างแท้จริง การที่เขาถูกประณามจากชนชั้นสูงไม่ได้ลดความนิยมในหมู่ประชาชนลงเลย หลักฐานทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า เนโรได้รับความรักจากประชาชนอย่างแท้จริง จนหลายปีหลังเขาตาย หลุมศพของเขาก็ยังคงถูกตกแต่งด้วยดอกไม้
ซึ่งยืนยันว่ากลยุทธ์การหิวแสงด้วยการเป็น "จักรพรรดิผู้บ้าการแสดง" ของเขาสัมฤทธิ์ผลในแง่ของการควบคุมภาพลักษณ์และความรู้สึกของผู้คน
อย่างไรก็ตาม การหิวแสงและการตัดสินใจละเลยกิจการของรัฐทำให้เนโรสูญเสียการสนับสนุนจากวุฒิสภาและกองทัพ ในที่สุด เมื่อถูกประกาศให้เป็นศัตรูของรัฐและเผชิญหน้ากับการถูกประหารชีวิตอย่างน่าอับอาย เนโรก็เลือกที่จะจบชีวิตตนเองด้วยการฆ่าตัวตายในวันที่ 9 มิถุนายน ค.ศ. 68 การฆ่าตัวตายของเขาเป็นการกระทำที่สะท้อนถึงการเป็นนักแสดงที่หิวแสงจนวาระสุดท้าย
มีรายงานว่าเนโรเกิดความตื่นตระหนกและหวาดกลัวการตายอย่างมาก จนต้องขอให้เลขานุการของเขา Epaphroditus ช่วยแทงคอเพื่อปลิดชีพ วลีสุดท้ายที่เขาเอ่ยออกมาท่ามกลางความท้อแท้คือ "ตาย และเป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้" (Qualis artifex pereo!)
นโปเลียน โบนาปาร์ต เป็นอีกหนึ่งบุคคลในประวัติศาสตร์ที่ความทะเยอทะยานในการสร้างชื่อเสียงก้าวข้ามขอบเขตของความเป็นผู้นำทางการเมืองและการทหาร นโปเลียนกลายเป็นไอคอนทางวัฒนธรรมระดับโลก ที่เชื่อมโยงกับความอัจฉริยะทางการทหารและอำนาจทางการเมืองและเขามีส่วนร่วมในการ "ออกแบบ" ความยิ่งใหญ่ของตนเอง
พฤติกรรมที่ "เพี้ยน" ของนโปเลียนมักเกี่ยวข้องกับการจัดฉากเพื่อสร้างภาพลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ เขาถูกนำเสนอในเครื่องแบบ Green Colonel Uniform และท่าทางมือสอดเสื้ออันเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
จุดสูงสุดของการจัดฉากนี้คือพิธีราชาภิเษกในปี 1804 ที่วิหารน็อทร์-ดาม ซึ่งเขาปฏิเสธที่จะให้โป๊ปสวมมงกุฎให้ แต่เลือกที่จะสวมมงกุฎให้ตัวเอง การแสดงอำนาจนี้เป็นการประกาศอย่างชัดเจนถึงการเป็นผู้กำกับตำนานของตนเอง
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ นโปเลียนดูเหมือนจะตระหนักว่าชีวิตของเขาเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่ออย่างยิ่ง ในช่วงพิธีราชาภิเษก มีรายงานว่าเขาได้กระซิบกับพี่ชาย Joseph ว่า "ถ้าพ่อเห็นเราตอนนี้คงจะดี" และในช่วงเนรเทศครั้งสุดท้ายที่เซนต์เฮเลนา เขายังอุทานออกมาว่า "ชีวิตของฉันนี่มันนิยายชัดๆ"
การที่เขาสามารถมองชีวิตของตนเองเป็น "นวนิยาย" ได้ แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้เป็นแค่ผู้มีอำนาจหรือผู้พิชิต แต่เป็น ผู้กำกับและนักเล่าเรื่อง ชีวิตของตนเองให้กลายเป็นตำนานที่โลกต้องจดจำ ซึ่งทำให้ผู้คนในยุคต่อมายังคงรู้สึกสนใจและเชื่อมโยงกับ "บุคลิกภาพ" ของเขา แม้ว่าผลงานทางการเมืองของเขาจะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงก็ตาม
นักประวัติศาสตร์และนักจิตวิทยาบางคนตั้งข้อสงสัยว่า ชัยชนะอันน่าทึ่งและความทะเยอทะยานที่ยิ่งใหญ่ของนโปเลียนอาจถูกขับเคลื่อนโดย "ความผิดปกติทางบุคลิกภาพ"
ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงให้เขาไปถึงจุดสูงสุดที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน ลักษณะนิสัยส่วนตัวที่แปลกๆ เช่น การทำงานหนักจนแทบนอนเพียง 3-4 ชั่วโมงต่อคืน, การกินอาหารอย่างรวดเร็ว, และความหวาดกลัวต่อประตูที่เปิดทิ้งไว้ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกภาพที่ซับซ้อนนี้
ชื่อเสียงของนโปเลียนไม่ใช่แค่ความโด่งดังทั่วไป ทหารรัสเซียคนหนึ่งบันทึกไว้ว่า ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในยุคของนโปเลียนไม่สามารถจินตนาการถึงขอบเขตของ "อำนาจทางศีลธรรม" ที่เขามีเหนือความคิดของผู้คนร่วมสมัยได้
ทุกคนต่างมองเห็นในตัวเขาว่าเป็น "ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด" ชื่อเสียงของเขาจึงเป็นมากกว่าความโด่งดัง แต่เป็น อิทธิพลที่แท้จริง ในการควบคุมความคิดและความรู้สึกของคนทั้งทวีป ซึ่งแตกต่างจากคนดังยุคใหม่ที่อาจมีผู้ติดตามจำนวนมากแต่มี "อิทธิพล" ในการเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นที่น้อยกว่ามาก
ท้ายที่สุดแล้ว ความทะเยอทะยานที่นำนโปเลียนไปสู่จุดสูงสุดก็พาเขาไปสู่ความพ่ายแพ้ที่วอเตอร์ลูและการสละราชสมบัติ เขาถูกเนรเทศไปยังเกาะเล็กๆ ที่ห่างไกลในมหาสมุทรแอตแลนติกนามว่า เซนต์เฮเลนา
ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาใช้เวลาเจ็ดปีสุดท้ายในการรำลึกถึงความยิ่งใหญ่และพยายามกำหนดเรื่องราวของตนเอง นโปเลียนเสียชีวิตในวันที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ. 1821 ด้วยวัย 51 ปี
วลีสุดท้ายที่ถูกบันทึกไว้ของเขาสะท้อนถึงความผูกพันอันยิ่งใหญ่กับสิ่งที่เขาสร้างมา นั่นคือ "ฝรั่งเศส กองทัพ หัวหน้ากองทัพ โจเซฟิน" (France, l'armée, tête d'armée, Joséphine)
ลอร์ดไบรอน ถือว่าเป็นกวีชั้นสูงในช่วงยุค Regency แห่งอังกฤษ เป็นตัวอย่างแรกๆ ของการที่ "ความเพี้ยน" ส่วนบุคคลถูกแปลงเป็นสินค้าเพื่อการพาณิชย์ เขาได้รับความสนใจอย่างมากจากการใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยเรื่องอื้อฉาว ทั้งทางวรรณกรรม การเมือง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอื้อฉาวทางเพศ ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น "Romantic Satanism" อันน่าตื่นตะลึง
ไบรอนไม่ได้ปล่อยให้ภาพลักษณ์เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ นักวิชาการชี้ให้เห็นว่า แม้ในช่วงเริ่มต้นอาชีพ เขาได้มีส่วนร่วมในการสร้าง "ภาพลักษณ์ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างระมัดระวัง" เพื่อเปิดตัวในเวทีสาธารณะในฐานะ "Lord of Feeling"
การกระทำนี้แสดงให้เห็นว่าการหิวแสงของเขาเป็นการวางแผนเพื่อเข้าสู่สายอาชีพอย่างมีสติ
การวิเคราะห์บทบาทของไบรอนต่อวัฒนธรรมคนดังในยุคนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง Clara Tuite อธิบายว่า "ปริศนาแบบไบรอนิก" (Byronic Enigma) ที่ทำให้ผู้ชมร่วมสมัยหลงใหลและถกเถียงกันอย่างมากนั้น สามารถทำความเข้าใจได้ผ่านแนวคิด 'คนดังอื้อฉาว'
'คนดังอื้อฉาว' ถูกนิยามว่าเป็นรูปแบบใหม่ของชื่อเสียงที่กำกวม (ambivalent fame) ซึ่งเป็นตัวกลางที่อยู่ก้ำกึ่งระหว่าง "ความฉาวโฉ่" กับ "เกียรติยศแบบวีรบุรุษ" Tuite อธิบายว่าไบรอนมีบทบาทสำคัญในเรื่องอื้อฉาวทางวรรณกรรม การเมือง และเพศที่กำหนดลักษณะของยุค Regency ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนผ่านทางสังคมและการกำเนิดของวัฒนธรรมคนดัง
ความเพี้ยนส่วนตัวของไบรอนถูกนำมาใช้เป็น เครื่องมือทางการค้า อย่างชัดเจน John Murray ได้ทำงานร่วมกับ ลอร์ดไบรอน เพื่อโปรโมต "ชื่อเสียงแบบไบรอนิก" ให้กลายเป็น "สูตรสำเร็จที่เชื่อถือได้สำหรับการผลิตบทกวีและผลกำไร"
สำหรับลอร์ดไบรอน จุดจบของชีวิตมาถึงท่ามกลางแสงสปอตไลท์แห่งความขัดแย้งที่ยิ่งใหญ่กว่าชีวิตส่วนตัวของเขา เขาเดินทางไปกรีซเพื่อเข้าร่วม สงครามประกาศอิสรภาพของกรีซ (Greek War of Independence) ต่อต้านจักรวรรดิออตโตมัน
โดยรับบทบาทเป็นผู้ไกล่เกลี่ยและผู้ให้ทุน ไบรอนไม่ได้เสียชีวิตในการรบ แต่เขาเสียชีวิตด้วยอาการป่วยจากไข้และอาการชักในเมืองเมสโซลองฮี ในวันที่ 19 เมษายน ค.ศ. 1824 ในยุคนั้นวิธีการรักษาของแพทย์รวมถึงการเจาะเลือด
ซึ่งทำให้ร่างกายของเขายิ่งอ่อนแอลง และนำไปสู่การเสียชีวิต การตายของเขาขณะสวมบทบาทเป็นวีรบุรุษผู้ต่อสู้เพื่อเสรีภาพได้ผนึกภาพลักษณ์ของ 'Byronic Enigma' ให้กลายเป็นตำนานอมตะในจิตวิญญาณของยุคโรแมนติกอย่างสมบูรณ์
ความโด่งดังและการยอมรับที่บุคคลเหล่านี้แสวงหามาด้วยวิธีการที่แปลกประหลาดและสุดขั้วนั้น มักมาพร้อมกับต้นทุนทางจิตวิทยาที่สูงลิบลิ่ว ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไมการบรรลุชื่อเสียงจึงมักนำไปสู่ความทุกข์ทรมานหรือพฤติกรรมทำลายตนเอง
การเป็นคนดังทำให้บุคคลนั้นเข้าสู่สภาวะที่ไม่ปกติ Mark Schaller อธิบายว่า การบรรลุชื่อเสียงนำไปสู่ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นสำหรับพฤติกรรมการทำลายตนเอง เนื่องจากระดับของการตระหนักรู้ในตนเองที่สูงขึ้นอย่างเรื้อรัง
กลไกนี้ประกอบด้วยสองปัจจัยหลักคือ
ความตระหนักรู้ในตนเองเรื้อรังนี้จะนำไปสู่การประเมินตนเองในระดับนามธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปรียบเทียบตนเองกับ "ตัวตนในอุดมคติ" มักเป็นความคาดหวังที่เกินจริงและเป็นไปไม่ได้ที่สังคมสร้างขึ้น
ความไม่สบายใจนี้เกิดจากการที่ความคาดหวังทางวัฒนธรรมมักจะสูงเกินกว่าที่บุคคลนั้นจะสามารถทำได้จริงอย่างสม่ำเสมอ
เมื่อความพยายามแก้ไขความแตกต่างระหว่าง "ตัวตนจริง" กับ "ตัวตนในอุดมคติ" ล้มเหลว ความรู้สึกเชิงลบที่มาพร้อมกับการถูกจับจ้องจะรุนแรงขึ้น ผู้มีชื่อเสียงจึงพยายามที่จะ "หลีกหนีจากประสบการณ์ของการตระหนักรู้ในตนเอง"
Mark Schaller อธิบายเพิ่มเติมว่า การหลีกหนีนี้อาจนำไปสู่พฤติกรรมทำลายตนเองเชิงกลยุทธ์ ซึ่งเป็นความพยายามที่จะยุติสภาวะที่ไม่พึงประสงค์จากการถูกจับจ้องและการถูกคาดหวัง ตัวอย่างเช่น การใช้แอลกอฮอล์หรือยาเสพติด ซึ่งมีบทบาทในการช่วยให้บุคคลหลีกหนีจากสภาวะความตระหนักรู้ในตนเองอันหนักอึ้ง
การกระทำที่ "เพี้ยน" ของบุคคลในประวัติศาสตร์ที่เราศึกษามา อาจเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นก่อนยุคสมัยของความพยายาม "จัดการ" หรือ "หลบหนี" ความตระหนักรู้ในตนเองอันหนักอึ้งที่มาพร้อมกับความโด่งดัง
ไม่ว่าจะเป็นการก่ออาชญากรรมที่ไร้จุดหมายของเฮโรสตราตุส หรือการสร้างเรื่องอื้อฉาวที่ไม่จำเป็นของลอร์ดไบรอน อาจไม่ใช่แค่การแสวงหาความสนใจ แต่เป็นวิธีที่บุคคลนั้นใช้เพื่อตอบสนองต่อหรือหลีกหนีจากแรงกดดันของความเป็นคนดังที่เรื้อรัง
การวิเคราะห์แรงขับเคลื่อนเบื้องหลังความต้องการชื่อเสียงของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์เผยให้เห็นว่า การหิวแสงเป็นแรงขับเคลื่อนที่สากลและเป็นส่วนหนึ่งของสัญชาตญาณมนุษย์ในการแสวงหาสถานะและการยอมรับ
บุคคลอย่างเฮโรสตราตุส เนโร นโปเลียน และลอร์ดไบรอน ต่างก็เป็นตัวแทนของความพยายามอันสุดโต่งในการแสวงหาความหมายผ่านการเป็นที่รู้จัก แต่ด้วยวิธีการที่แตกต่างกันออกไปตามยุคสมัยและสถานะของตน
ความ "เพี้ยน" ที่ปรากฏในพฤติกรรมของบุคคลในประวัติศาสตร์เหล่านี้เป็นผลมาจากกระบวนการทางจิตวิทยาที่ซับซ้อน หากปัจเจกบุคคลไม่สามารถตอบสนองความต้องการการยอมรับได้ด้วยวิถีทางปกติ (เช่น เฮโรสตราตุส) พวกเขาจะหันไปใช้กลยุทธ์ที่ก่อให้เกิดความเสียหายเพื่อบังคับให้โลกจดจำพวกเขา
หรือหากปัจเจกบุคคลประสบความสำเร็จในการเป็นคนดัง (เช่น เนโร ไบรอน) พวกเขาจะต้องแบกรับภาระของความตระหนักรู้ในตนเองเรื้อรังและความคาดหวังที่เกินจริง ซึ่งอาจนำไปสู่พฤติกรรมประหลาดเพื่อจัดการหรือหลบหนีจากความทุกข์ทรมานทางจิตวิทยานั้น
ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างคนดังในอดีตกับคนดังในปัจจุบันคือระดับของอิทธิพลและการเข้าถึง ในขณะที่ เนโรและนโปเลียน มี 'ชื่อเสียงแบบเข้มข้น' ที่สร้างอิทธิพลทางศีลธรรมต่อความคิดของผู้คนในวงกว้าง
ในยุคดิจิทัล อุปสรรคในการเข้าถึงความโด่งดังนั้นต่ำลงมาก ทำให้เกิด 'คนดังระดับย่อย' (Micro-celebrities) ที่มีผู้ติดตามจำนวนมากผ่านสื่อออนไลน์
อย่างไรก็ตาม, การที่อุปสรรคในการเข้าถึงชื่อเสียงต่ำลง ก็มาพร้อมกับการแลกเปลี่ยนระหว่างคุณภาพและปริมาณของเนื้อหาที่ถูกผลิตออกมาอย่างไม่สิ้นสุด
นอกจากนี้ อายุขัยของความสนใจที่สั้นลงอย่างมากในยุคโซเชียลมีเดียยังกระตุ้นให้ผู้คนต้องแสวงหา "Shock Factor" และการกระทำที่ตื้นเขินมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้เกิดจุดสนใจ
ความเพี้ยนในยุคปัจจุบันจึงเกิดขึ้นบ่อยกว่า แต่มีอิทธิพลในการเปลี่ยนแปลงสังคมในระยะยาวที่น้อยกว่าบรรดาจอมจักรพรรดิและกวีผู้สร้างตำนานในอดีต
ท้ายที่สุดแล้ว การหิวแสงยังคงเป็นปริศนาที่สวยงามและน่ากลัวที่สุดในพฤติกรรมมนุษย์ เพราะมันคือการยืนยันว่าเราทุกคนต่างต้องการที่จะมีความหมายและต้องการที่จะทิ้งมรดกไว้เบื้องหลัง ความปรารถนาที่จะเป็นที่รู้จักนี้เองที่ผลักดันให้มนุษย์สร้างสรรค์สิ่งยิ่งใหญ่ และในขณะเดียวกันก็สามารถผลักดันให้บุคคลนั้นทำลายล้างเพื่อยืนยันการมีอยู่ของตนเอง
แม้จะต้องเผาโบราณสถานที่สำคัญทั้งหลังเพื่อให้ได้มาซึ่งแสงสปอตไลท์เพียงชั่ววินาทีก็ตาม
อ้างอิง
RG / MTV / TIME / Pub / Jn / IEP / Potential / British / Sunlight / NGV / Medium / LiverpoolUN / PSYCH / Scholar /