svasdssvasds

โลกเสียงแตกหลังสหรัฐฯ บุกจับ นิโกลัส มาดูโร - จีน UN เตือนนี่เป็นบรรทัดฐานอันตราย

โลกเสียงแตกหลังสหรัฐฯ บุกจับ นิโกลัส มาดูโร - จีน UN เตือนนี่เป็นบรรทัดฐานอันตราย

ส่องความคิดเห็นแต่ละประเทศ มองอย่างไร สหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของโดนัลด์ ทรัมป์ บุกจับ 'นิโคลัส มาดูโร' ผู้นำเวเนซุเอลา - จีนและ UN เตือน 'บรรทัดฐานอันตราย'

โลกเสียงแตกหลังสหรัฐฯ บุกจับ 'นิโคลัส มาดูโร' - จีนและ UN เตือน 'บรรทัดฐานอันตราย'

ปฏิบัติการทางทหารแบบสายฟ้าแลบของสหรัฐอเมริกาในกรุงการากัส เมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 3 มกราคม ที่ผ่านมา ซึ่งนำไปสู่การจับกุมตัว ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา พร้อมภริยา เพื่อนำตัวไปดำเนินคดีในข้อหายาเสพติด ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วเวทีการเมืองโลก

เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงจุดเปลี่ยนทางการเมืองในลาตินอเมริกาเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของ "กฎหมายระหว่างประเทศ" และระเบียบโลกใหม่ เมื่อปฏิกิริยาจากนานาชาติแบ่งแยกออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน ระหว่างฝ่ายที่มองเห็นโอกาสของเสรีภาพ กับฝ่ายที่มองเห็นการคุกคามอธิปไตยอย่างร้ายแรง

โลกเสียงแตกหลังสหรัฐฯ บุกจับ 'นิโกลัส มาดูโร' - จีน UN เตือน 'บรรทัดฐานอันตราย' Credit ภาพ REUTERS
 

ปักกิ่งเดือด: การตบหน้าทางการทูตและการละเมิดอธิปไตย

ปฏิกิริยาที่รุนแรงที่สุดมาจากจีน ซึ่งถือเป็นพันธมิตรหลักของเวเนซุเอลา ความไม่พอใจของปักกิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเป็นพิเศษ เนื่องจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ นายฉิว เสี่ยวฉี ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เพิ่งเข้าพบหารือกับนายมาดูโร

กระทรวงการต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์ด้วยถ้อยคำที่แข็งกร้าว ระบุว่ารู้สึก "ตกใจเป็นอย่างยิ่ง" และ "ขอประณามอย่างรุนแรง" ต่อปฏิบัติการดังกล่าว โดยรัฐบาลปักกิ่งเรียกร้องใน 3 ประเด็นหลัก:

ความปลอดภัย: สหรัฐฯ ต้องรับประกันความปลอดภัยของนายมาดูโรและภริยา

การปล่อยตัว: เรียกร้องให้มีการปล่อยตัวทั้งคู่ทันที

ยุติการแทรกแซง: สหรัฐฯ ต้องหยุดความพยายามล้มล้างระบอบการปกครอง และหันมาใช้กระบวนการเจรจา

จีนมองว่า พฤติกรรม "อำนาจนิยม" ของสหรัฐฯ ครั้งนี้ เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและอธิปไตยของเวเนซุเอลาอย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งปักกิ่งประกาศ "คัดค้านอย่างเด็ดขาด"

โลกเสียงแตกหลังสหรัฐฯ บุกจับ 'นิโกลัส มาดูโร' - จีน UN เตือน 'บรรทัดฐานอันตราย' Credit ภาพ REUTERS
 

 UN และยุโรป: ความกังวลต่อ "กฎกติกาโลก" 

ในฟากฝั่งขององค์กรระหว่างประเทศ อันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) แสดงความกังวลอย่างลึกซึ้ง แม้ UN จะเรียกร้องให้เวเนซุเอลาเคารพสิทธิมนุษยชนมาโดยตลอด แต่กุแตเรซเตือนว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ถือเป็น "แบบอย่างที่อันตราย" (Dangerous Precedent) ซึ่งสะท้อนว่ากติกาของกฎหมายระหว่างประเทศกำลังถูกละเลย และอาจนำไปสู่ความไม่มั่นคงในภูมิภาค

ขณะที่พันธมิตรชาติตะวันตกในยุโรป แสดงท่าทีที่ระมัดระวังและ "แบ่งรับแบ่งสู้":

สหภาพยุโรป (EU) และสเปน: ยืนยันจุดยืนเดิมว่า "ไม่ยอมรับความชอบธรรมของระบอบมาดูโร" แต่ขณะเดียวกันก็ "ไม่ยอมรับการแทรกแซงที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" โดยนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ของสเปน เตือนว่าการกระทำนี้อาจผลักภูมิภาคไปสู่ความขัดแย้ง

ฝรั่งเศสและเยอรมนี: ผู้นำทั้งสองชาติเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการ "เปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย" โดยประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง หวังให้ผู้ชนะการเลือกตั้งปี 2024 เข้ามาทำหน้าที่ แต่ผู้นำเยอรมนี นายฟรีดริช เมิร์ซ ยอมรับว่าการประเมินความชอบธรรมทางกฎหมายของปฏิบัติการสหรัฐฯ นั้น "มีความซับซ้อน"

สหราชอาณาจักร: เซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ สงวนท่าทีโดยระบุว่าต้องการตรวจสอบข้อเท็จจริงและหารือกับประธานาธิบดีทรัมป์ก่อน แต่ยืนยันหลักการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ

โลกเสียงแตกหลังสหรัฐฯ บุกจับ 'นิโกลัส มาดูโร' - จีน UN เตือน 'บรรทัดฐานอันตราย' Credit ภาพ REUTERS

 ลาตินอเมริกา: รอยร้าวที่ยากจะประสานอีกต่อไป

ภูมิภาคลาตินอเมริกาแตกออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน สะท้อนขั้วการเมืองซ้าย-ขวา ที่ฝังรากลึก:

กลุ่มประณามสหรัฐฯ (ฝ่ายซ้าย):

บราซิล : ประธานาธิบดีลูลา ดา ซิลวา วิจารณ์อย่างดุเดือดว่าการทิ้งระเบิดและจับกุมผู้นำประเทศอื่นคือการ "ข้ามเส้นที่ยอมรับไม่ได้" และเตือนว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ "กฎของผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด" จะมาแทนที่ความร่วมมือพหุภาคี
เม็กซิโกและโบลิเวีย: ประณามว่าเป็นการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 2 และเรียกร้องให้หยุดการกระทำฝ่ายเดียว

กลุ่มสนับสนุนปฏิบัติการ (ฝ่ายขวา):

อาร์เจนตินา: ประธานาธิบดีฮาเวียร์ มิเลย์ สดุดีเหตุการณ์นี้ว่าเป็น "ข่าวที่ยอดเยี่ยมสำหรับโลกเสรี" โดยมองว่าเป็นการล่มสลายของระบอบเผด็จการ
เอกวาดอร์: ประธานาธิบดีดาเนียล โนโบอา ประกาศก้องว่า "เวลาของอาชญากรได้หมดลงแล้ว"
ปานามาและเปรู: แสดงความยินดีต่อโอกาสในการฟื้นฟูประชาธิปไตย และสนับสนุนชัยชนะของฝ่ายค้าน

ท่าทีประเทศไทย 


ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติวิธี โดยเคารพกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ ใช้ความยับยั้งชั่งใจที่จะไม่นำไปสู่ความรุนแรงที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น

ระเบียบโลกที่อันตรายจากกรณีเวเนซุเอลา

ปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในยุคโดนัลด์ ทรัมป์ ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการจับกุมผู้นำที่ถูกกล่าวหาว่าพัวพันยาเสพติด แต่เป็นการส่งสัญญาณท้าทายไปยังขั้วอำนาจเก่าและใหม่ โดยเฉพาะรัสเซียที่ออกมาเตือนว่านี่คือ "การรุกรานด้วยอาวุธ" และอิหร่านที่เรียกร้องให้มีการต่อต้าน

ในขณะที่สหรัฐฯ อาจมองว่านี่คือการปลดปล่อยเวเนซุเอลา แต่สำหรับประชาคมโลกส่วนใหญ่ 

คำถามสำคัญที่ยังค้างคาใจคือ หากมหาอำนาจสามารถใช้กำลังทางทหารเข้าจับกุมผู้นำรัฐอธิปไตยได้โดยอ้างเหตุผลภายในประเทศ เส้นแบ่งระหว่าง "ความยุติธรรม" กับ "การรุกราน" ในศตวรรษที่ 21 จะอยู่ที่ตรงไหนกันแน่

ที่มา : theguardian  reuters  reuters

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 

related