
ย้อนรอยเลือกตั้ง 6 มกราคม 2544: วันที่ พรรค 'ไทยรักไทย' ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (ยศในขณะนั้น) ชนะเลือกตั้งครั้งแรก ปฏิรูปโฉมหน้าการเมืองไทยไปตลอดกาล
เลือกตั้ง 6 มกราคม 2544: วันที่ 'ไทยรักไทย' ชนะเลือกตั้งครั้งแรก ปฏิรูปโฉมหน้าการเมืองไทยไปตลอดกาล
หากเข็มนาฬิกาดิจิทัล ทวนกลับไปในวันนี้เมื่อ 25 ปีก่อน หรือวันที่ 6 มกราคม 2544 บรรยากาศการเมืองไทยในขณะนั้นกำลังตกอยู่ในภาวะที่นักรัฐศาสตร์เรียกว่า "ภูมิทัศน์ใหม่" มันไม่ใช่แค่การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 20 ของประเทศ แต่มันคือจุดเริ่มต้นของแรงสั่นสะเทือนที่เปลี่ยนวิธีคิด วิถีชีวิต และความคาดหวังของคนไทยที่มีต่อรัฐบาลไปตลอดกาล
ชัยชนะของพรรคหน้าใหม่ที่มีอายุเพียง 2 ปีเศษอย่าง "ไทยรักไทย" ในเวลานั้น ภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (ยศในขณะนั้น) ไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะเชิงตัวเลข แต่คือการประกาศจุดจบของ "การเมืองแบบเก่า"
และถือเป็นประตูสู่ยุคสมัยแห่ง "ประชานิยม" และ "รัฐบาลพรรคเดียว"
ความเปลี่ยนแปลง 4 ประการ ที่กำเนิดขึ้นจากคูหาเลือกตั้งในวันนั้น
ก่อนปี 2544 การเมืองไทยคุ้นชินกับภาพรัฐบาลผสมที่อ่อนแอ พรรคแกนนำมักได้ที่นั่ง สส. เพียงร้อยต้นๆ (เช่น พรรคความหวังใหม่ 125 ที่นั่ง ในปี 2539 หรือ พรรคประชาธิปัตย์ 123 ที่นั่ง) ทำให้การบริหารประเทศเต็มไปด้วยการต่อรองผลประโยชน์
แต่วันที่ 6 มกราคม 2544 พรรคไทยรักไทยสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการกวาดที่นั่งไปถึง 248 ที่นั่ง จาก 500 ที่นั่ง (คิดเป็น 49.6%) เกือบกึ่งหนึ่งของสภา ทิ้งห่างคู่แข่งตลอดกาลอย่างพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้ไปเพียง 128 ที่นั่ง ชนิดไม่เห็นฝุ่น
ตัวเลขนี้คือนัยสำคัญที่บ่งบอกว่า ประชาชนต้องการเสถียรภาพ และเบื่อหน่ายกับการเมืองแบบเดิม นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลผสม 3 พรรคที่ไทยรักไทยมีอำนาจต่อรองเบ็ดเสร็จ (อีก 2 พรรคคือความหวังใหม่ และ ชาติไทย) ส่งผลให้นายกรัฐมนตรีสามารถบริหารงานได้ครบวาระ 4 ปี เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และกรุยทางสู่การเป็น "รัฐบาลพรรคเดียว" ในอีก 4 ปีต่อมา
ชัยชนะครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากโชคช่วย แต่เกิดจากกติกาใหม่อย่าง รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง
ระบบเลือกตั้งสองใบ: การมี สส. บัญชีรายชื่อ (Party List) จำนวน 100 คน ทำให้พรรคการเมืองต้องแข่งขันกันที่ "นโยบาย" และ "แบรนด์ของพรรค" มากกว่าตัวบุคคล
เขตเลือกตั้งเล็กลง: การแบ่งเขตแบบเขตเดียวเบอร์เดียว ทำให้ผู้สมัครต้องใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น
กกต. ยุคดรีมทีม: การเกิดขึ้นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดแรกที่มีความเข้มงวด ทำให้ "คืนหมาหอน" หรือการซื้อสิทธิ์ขายเสียงแบบโจ่งแจ้งทำได้ยากขึ้น เปิดโอกาสให้ผลการเลือกตั้งสะท้อนเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชนได้มากขึ้น
สิ่งที่น่าตกตะลึงที่สุดในการเลือกตั้ง 44 คือการล้มหายตายจากของ "บ้านใหญ่" และนักการเมืองรุ่นเก่า พรรคไทยรักไทยนำเสนอยุทธศาสตร์ใหม่ด้วยการส่งคนรุ่นใหม่ อายุ 30-40 ปี ทั้งนักวิชาการ หมอ และนักธุรกิจ ลงสู่สนาม
คนกลุ่มนี้ถูกเรียกว่า "นกแล" (เปรียบเปรยว่าเป็นนกตัวเล็กๆ ที่เกาะกระแสพรรค) แต่กลับสามารถเอาชนะนักการเมืองระดับ "ช้าง" หรือเจ้าของพื้นที่เดิมได้ราบคาบ จากสถิติพบว่า สส. 248 คนของไทยรักไทย มีเพียง 93 คนที่เป็นอดีต สส. เก่า ส่วนที่เหลือคือหน้าใหม่เกือบทั้งหมด ในเวลานั้น นี่คือหลักฐานว่า "กระแสพรรค" และ "ผู้นำพรรค" เริ่มมีอิทธิพลเหนือ "ระบบอุปถัมภ์ในท้องถิ่น" เป็นครั้งแรก
ก่อนหน้าปี 2544 นโยบายหาเสียงมักเป็นนามธรรม แต่ทักษิณ ชินวัตร นำวิธีคิดแบบการตลาดและการบริหารธุรกิจ (CEO) มาใช้ในการเมือง นโยบายของไทยรักไทยจึงมีความ "สดใหม่" และ "จับต้องได้" ทันที
• 30 บาทรักษาทุกโรค: ปฏิรูประบบสาธารณสุขไทยแบบถอนรากถอนโคน เปลี่ยนคนไข้สงเคราะห์ให้เป็นคนที่มีสิทธิเข้าถึงการรักษา
• กองทุนหมู่บ้านละล้าน: กระจายเม็ดเงินลงสู่รากหญ้าโดยตรง ข้ามหัวระบบราชการที่เชื่องช้า
• พักชำระหนี้เกษตรกร: ปลดเปลื้องพันธนาการให้กระดูกสันหลังของชาติ
นโยบายเหล่านี้ ซึ่งเป็นผลจากการเลือกตั้งวันนั้น ทำให้การเมืองกลายเป็นเรื่องของ "ปากท้อง" อย่างแท้จริง
ผู้คนเริ่มเรียนรู้ว่าการกากบาทเลือกตั้งหนึ่งครั้ง สามารถเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของพวกเขาได้จริงๆ ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานที่ทุกพรรคการเมืองในยุคต่อมาต้องดำเนินรอยตาม
แม้ในขณะนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ จะมีชนักติดหลังเรื่องคดีซุกหุ้น และถูกมองว่าใช้การตลาดครอบงำการเมือง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเลือกตั้งเมื่อ 25 ปีก่อน
คือจุดตัดทางประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนประเทศไทยจากระบบราชการนำการเมือง มาสู่ระบบที่นักการเมือง (และนโยบาย) เป็นผู้นำทิศทางของประเทศ
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในวันนั้น ไม่เพียงแต่ทำให้พรรคไทยรักไทยชนะอย่างถล่มทลาย แต่ยังได้ปลูกฝังความทรงจำทางการเมืองแบบใหม่ให้กับประชาชน—ความทรงจำที่ว่า "รัฐบาลที่ทำตามสัญญาและทำให้คนลืมตาอ้าปากได้" นั้นมีอยู่จริง และนั่นคือโจทย์หินที่ตกทอดมาถึงนักการเมืองไทยในปัจจุบัน ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ทศวรรษก็ตาม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง