svasdssvasds

เลือกตั้ง 69: ฟัง 8 พรรคขึ้นเวทีดีเบตนโยบายสิทธิมนุษยชน

เลือกตั้ง 69: ฟัง 8 พรรคขึ้นเวทีดีเบตนโยบายสิทธิมนุษยชน

สแกนจุดยืน 8 พรรคการเมืองบนเวทีดีเบต 'เลือกตั้ง 69: วาทะผู้นำ วาระสิทธิมนุษยชน' เมื่อ 'สิทธิมนุษยชน' กลายเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของความมั่นคงและเศรษฐกิจ มาดูว่าพรรคไหนที่พร้อมจะเปลี่ยนถ้อยคำสวยหรูให้กลายเป็นนโยบายที่กินได้จริง

SHORT CUT

  • แอมเนสตี้ฯ และภาคีเครือข่ายจัดเวทีดีเบตให้ 8 พรรคการเมืองแสดงวิสัยทัศน์และนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนก่อนการเลือกตั้งปี 2569
  • ข้อเสนอของพรรคการเมืองมีความหลากหลาย ครอบคลุมประเด็นการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม สิทธิในที่ดินทำกิน เสรีภาพในการแสดงออก และการจำกัดอำนาจรัฐ
  • เวทีดีเบตสะท้อนแนวโน้มที่พรรคการเมืองมองสิทธิมนุษยชนเป็น "นโยบายที่กินได้" และจับต้องได้จริง มากกว่าเป็นเพียงอุดมการณ์

สแกนจุดยืน 8 พรรคการเมืองบนเวทีดีเบต 'เลือกตั้ง 69: วาทะผู้นำ วาระสิทธิมนุษยชน' เมื่อ 'สิทธิมนุษยชน' กลายเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของความมั่นคงและเศรษฐกิจ มาดูว่าพรรคไหนที่พร้อมจะเปลี่ยนถ้อยคำสวยหรูให้กลายเป็นนโยบายที่กินได้จริง

เลือกตั้ง 69: 8 พรรคดีเบตนโยบายสิทธิมนุษยชน ชู #VoteForHumanRights

แอมเนสตี้ฯ ร่วมกับภาคีวิชาการและสื่อมวลชน จัดเวทีดีเบต “เลือกตั้ง 69: วาทะผู้นำ วาระสิทธิมนุษยชน” เพื่อตรวจสอบจุดยืนพรรคการเมืองก่อนเข้าคูหา โดยแอมเนสตี้ชูแคมเปญ #VoteForHumanRights นำเสนอ 7 ข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น เสรีภาพการแสดงออก, ความยุติธรรมที่เท่าเทียม และการหยุดฟ้องปิดปาก (SLAPP) เพื่อสร้าง 'การเมืองที่อยากพักได้จริง'

สรุปจุดยืน 8 พรรคการเมือง

  • พรรครวมไทยสร้างชาติ (อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี): เน้นสิทธิในที่ดินทำกิน เสนอตั้ง “ศาลที่ดิน” เพื่อแก้พิพาทรัฐ-ประชาชน ผลักดัน พ.ร.บ.จัดการกากอุตสาหกรรม และเน้นการทำงานของกองทุนยุติธรรมในการช่วยเหลือประชาชน
  • พรรคพลวัต (กัณวีร์ สืบแสง): มองสิทธิมนุษยชนคือกระดูกสันหลังพรรค คัดค้านกฎหมายควบคุม NGO ย้ำว่าสิทธิเป็นเรื่องธรรมชาติที่ประชาชนไม่ต้องขอร้อง และรัฐต้องอำนวยความสะดวกในการแสดงออก ไม่ใช่ปิดปากประชาชน
  • พรรคไทยสร้างไทย (พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร): เปลี่ยน "ความมั่นคงรัฐ" เป็น "ความมั่นคงประชาชน" เสนอเพิ่มอำนาจให้ กสม. มีสิทธิชี้ขาดได้เหมือนองค์กรอิสระอื่น ส่วนโทษประหารมองว่าควรคงไว้แต่ต้องแยกฐานความผิดให้ชัดเจน
  • พรรคประชาชน (รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน): เน้นแก้รัฐธรรมนูญและปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ผลักดันนิรโทษกรรม (รวม ม.112) แก้กฎหมาย Anti-SLAPP ค้านการส่งกลับผู้ลี้ภัยแบบไม่โปร่งใส และปราบทุนเทาที่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม
  • พรรคประชาชาติ (พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง): ชูสังคมพหุวัฒนธรรม เสนอยกเลิกกฎอัยการศึกและ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในชายแดนใต้ คัดค้านการทำแท้งแต่เน้นสวัสดิการดูแล และเสนอ 4 หลักเกณฑ์คุมเข้มการสอดแนมประชาชนโดยรัฐ
  • พรรคประชาธิปัตย์ (สาทิตย์ วงศ์หนองเตย): เน้นจำกัดอำนาจรัฐ เพิ่มบทบาทประชาชน ปราบสแกมเมอร์และทุนเทาภายใน 90 วัน ย้ำเรื่องความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รัฐกรณีละเมิดสิทธิ (เช่น ตากใบ) ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด
  • พรรคเพื่อไทย (ธิติวัฐ อดิศรพันธ์กุล): เน้นทำให้สิทธิมนุษยชน “จับต้องได้” ผ่านการบริหารจัดการที่ดินและอากาศสะอาด สนับสนุน Landbridge โดยต้องสร้างสมดุลกับสิทธิชุมชนและการมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่น
  • พรรคเศรษฐกิจ (พริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์): ผลักดันกฎหมาย Whistleblower คุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสทุจริต ปฏิรูปตำรวจโดยแยกงานพิสูจน์หลักฐานออก และย้ำว่าความมั่นคงที่แท้จริงคือการปกป้องผู้บริสุทธิ์ ไม่ใช่ปกป้องอำนาจรัฐ

เวทีดีเบตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า พรรคการเมืองส่วนใหญ่เริ่มขยับจากการมองสิทธิมนุษยชนเป็นเพียงอุดมการณ์ในตำรา มาสู่การเป็น "นโยบายที่กินได้" และ "ความมั่นคงที่จับต้องได้จริง" ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในที่ดินทำกิน ความปลอดภัยจากอำนาจรัฐ หรือความเท่าเทียมในกระบวนการยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญที่ทิ้งไว้ให้ประชาชนตัดสินใจในคูหาเลือกตั้งปี 2569 ไม่ใช่เพียงแค่ "ใครชนะ" แต่คือเราจะเลือกเดินไปสู่การเมืองที่ "พักจากความระแวง" และ "เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" ได้จริงหรือไม่ เพราะสุดท้ายแล้ว คุณภาพของประชาธิปไตยไม่ได้วัดกันแค่ที่จำนวนเสียงในสภา แต่ต้องวัดที่คุณภาพชีวิตและเสรีภาพของประชาชนทุกคนในประเทศ ตามแคมเปญ #VoteForHumanRights ที่ต้องการย้ำเตือนว่า...

สิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องที่จะจบลงแค่ที่คูหาเลือกตั้ง แต่คือคุณค่าที่ต้องฝังรากอยู่ในทุกนโยบายและการบริหารประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง

related