
SHORT CUT
ลืมภาพจำเนื้อไทยแบบเดิม! NIA ใช้นวัตกรรมเปลี่ยนโคเนื้อ 4 ท้องถิ่นไทย ‘โคดำลำตะคอง - สุรินทร์วากิว สลักได – โคขุนหนองสูง – โคขุนกำแพงแสน’ สู่แบรนด์พรีเมียมครองใจคนรักเนื้อ พร้อม ท้าชนตลาดโลกใน Thailand Beef Fest 2026
ถ้าพูดถึง ‘เนื้อโคพรีเมียม’ ภาพจำของกลุ่มคนรักเนื้อจำนวนมากคงนึกถึงเนื้อนำเข้าจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นวากิวจากญี่ปุ่น แองกัสจากออสเตรเลีย หรือไพรม์คัตจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งล้วนเป็นแบรนด์ที่สร้างชื่อเสียงและมูลค่าเพิ่มได้ในระดับโลก ขณะที่ในประเทศไทยใครจะคาดคิดว่าวันนี้ ‘เนื้อโคไทย’ ก็กำลังก้าวขึ้นสู่แบรนด์พรีเมียมด้วยเช่นเดียวกัน โดยปัจจุบันมีเนื้อจากหลายท้องถิ่นกำลังพาสชั้นจากการเป็นเพียงวัตถุดิบประกอบอาหาร สู่การเป็นเนื้อพรีเมียมที่สามารถเสิร์ฟบนโต๊ะอาหารเดียวกับเนื้อระดับโลก
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ทำสิ่งที่มากกว่าการส่งเสริมเกษตรกร แต่คือการใช้ "นวัตกรรม" เปลี่ยนระบบคิดของทั้งอุตสาหกรรม จากโมเดลเดิมที่เน้นปริมาณเป็นหลัก (Volume-Based) ไปสู่โมเดลที่เน้นมูลค่าและคุณค่าที่สร้างได้ (Value-Based) ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับที่อุตสาหกรรมไวน์ กาแฟ ชา และช็อกโกแลตระดับโลกทำมาก่อนแล้ว
การผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้เนื้อไทยมีความพิเศษที่แตกต่างจากเนื้อนำเข้า ทั้งในแง่ของรสชาติที่ตรงกับความชอบของคนไทยที่ "ชอบเนื้อติดมัน แต่ไม่เลี่ยน" ความสดใหม่จากการผลิตในประเทศ และความมั่นใจในมาตรฐานความปลอดภัยที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
จากจังหวัดนครราชสีมา ดินแดนที่เปรียบเสมือนประตูสู่อีสาน ณ ความสูง 300 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลของอำเภอสีคิ้ว คือที่ตั้งของแหล่งผลิตเนื้อคุณภาพที่ผสานวิทยาศาสตร์เข้ากับธรรมชาติอย่างลงตัว ความพิเศษของที่นี่คือการใช้นวัตกรรม การปรับปรุงพันธุ์ขั้นสูงแบบ "Triple Cross Breed" หรือการผสมข้าม 3 สายพันธุ์ เพื่อดึงจุดเด่นที่ดีที่สุดมารวมกัน ได้แก่ สายพันธุ์วากิว ที่ให้ลายไขมันแทรกสวยงาม สายพันธุ์แองกัส ที่ให้โครงสร้างเนื้อที่สมบูรณ์และรสเนื้อเข้มข้น และสายพันธุ์โคพื้นเมือง ที่มีความทนทานต่อสภาพอากาศเมืองไทย
รสสัมผัสวินาทีแรกคือ "นุ่มแต่ไม่เลี่ยน" คุณจะได้เคี้ยวเนื้อที่แน่นแบบแองกัส แต่มีความฉ่ำละลายของไขมันวากิวแทรกอยู่ทุกคำ เป็นรสชาติที่กลมกล่อม เคี้ยวเพลินได้เรื่อยๆ
ถ้าญี่ปุ่นมีเนื้อมัตสึซากะ ไทยเราก็มี สุรินทร์วากิว อัญมณีแห่งอีสานใต้ สินค้า GI ของจังหวัดสุรินทร์ โดดเด่นด้วยการพัฒนาสายพันธุ์วากิวลูกผสมที่มีสัดส่วนพันธุกรรมวากิวสูงกว่าร้อยละ 50 แต่หัวใจของความอร่อย อยู่ที่ "นวัตกรรมอาหารสัตว์ (Feed Innovation)" โดยมีการนำของดีประจำจังหวัดอย่างฟางข้าวหอมมะลิสุรินทร์ รำข้าว ปลายข้าว และธัญพืชคุณภาพสูง มาพัฒนาเป็นอาหารข้นสูตรพิเศษ ผสานกับการใช้จุลินทรีย์เพื่อช่วยระบบการย่อยของวัว วัว ส่งผลให้เนื้อมีลายหินอ่อนที่มีสีชมพูระเรื่อ และไขมันแทรกละเอียดเป็นเกล็ดหิมะ กระจายตัวหนาแน่นทั่วทั้งชิ้น
รสสัมผัสคือ "กลิ่น" ที่มีความหอมหวานเฉพาะตัว คล้ายกลิ่นข้าวคั่วอ่อน ๆ หรือถั่ว เมื่อนำเข้าปาก เนื้อแทบจะละลายทันทีโดยไม่ต้องออกแรงเคี้ยว ทั้งยังทิ้งความหอมมันอบอวลอยู่ในกระพุ้งแก้ม
สำหรับใครที่มองว่าวากิวมัน "มัน" เกินไป และคิดถึงรสชาติเนื้อแดงแท้ๆ (Beefy Flavor) ที่ทรงพลัง คุณต้องมาสายมุกดาหาร เน้นการพัฒนาสายพันธุ์ โดยเฉพาะลูกผสมชาร์โรเล่ส์ ลูกผสมแองกัส และลูกผสมวากิว ทำให้เกิดเนื้อที่มีความโดดเด่น เป็นเนื้อแดงคุณภาพสูง มีไขมันแทรกในกล้ามเนื้อที่เส้นเล็กละเอียดกว่า ในระบบ Standardized Processing ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานฮาลาล (Halal) และการแปรรูปแบบครบวงจร ตั้งแต่เนื้อแช่แข็งไปจนถึงน้ำดีคุณภาพและน้ำจิ้มสูตรลับ
รสสัมผัสเอาใจสาย Hardcore Carnivore ที่รักกลิ่นเนื้อแท้ ๆ เพราะมีความเข้มข้น จัดจ้าน ไม่จืดชืด ยิ่งเคี้ยวยิ่งหวาน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการทำสเต๊กชิ้นหนา ที่เน้นความฉ่ำจากภายใน
4. โคขุนกำแพงแสน
ตำนานพี่ใหญ่แห่งวงการเนื้อไทย สินค้า GI ของจังหวัดนครปฐม เป็นต้นแบบการใช้ "วิทยาศาสตร์การอาหาร" นำหน้าการตลาดอย่างแท้จริง โดยมีสัดส่วนเลือดชาร์โรเล่ส์ร้อยละ 50 บราห์มันร้อยละ 25 และพื้นเมืองร้อยละ 25 ซึ่งถูกวิจัยมาแล้วว่าเป็นสูตรพันธุกรรมที่ให้คุณภาพเนื้อดีที่สุดในสภาพอากาศเมืองร้อน และเทคโนโลยีการบ่มเนื้อในห้องควบคุมอุณหภูมิและความชื้นที่แม่นยำ เพื่อให้เอนไซม์ธรรมชาติย่อยสลายพังผืดและเปลี่ยนโปรตีนเป็น "กรดอะมิโน" ที่ให้รสอูมามิ โคขุนกำแพงแสนจึงเป็นชิ้นเนื้อขนาดใหญ่ ฟอร์มสวย สีแดงเข้มอมน้ำตาลนิด ๆ
รสสัมผัสนั้นคือนิยามของคำว่า "นุ่มนวล" อย่างแท้จริง อีกทั้งยังมีความพิเศษอยู่ที่กลิ่นหอมบ่มลึก ซึ่งเป็นรสชาติที่กลมกล่อม สม่ำเสมอ เป็นเนื้อที่เชฟร้าน Fine Dining ไว้วางใจมากที่สุด
หากคุณเป็น Beef Lover หรือผู้ประกอบการที่มองหาโอกาส งาน "Thailand Beef Fest 2026" นี้คือ Check-point สำคัญที่คุณจะพบว่า นวัตกรรมเปลี่ยนมูลค่าเนื้อท้องถิ่นให้กลายเป็น Luxury Global Brand ได้อย่างไร ผ่าน 4 โซนไฮไลท์ที่ออกแบบมาเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง
การเติบโตของวงการเนื้อไทยในวันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเมนูอาหาร แต่มันคือ Soft Power ที่ทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่ง หากเราสามารถเปลี่ยนเนื้อไทยให้กลายเป็น Global Taste ได้สำเร็จ รายได้มหาศาลจะไม่ได้หยุดอยู่ที่พ่อค้าคนกลาง แต่จะไหลกลับสู่เกษตรกรไทย และสร้างความภาคภูมิใจในระดับสากล
งาน Thailand Beef Fest 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ 2569 ตั้งแต่เวลา 14.00 - 22.00 น. บริเวณตลาดนัดเลียบด่วน-แดนเนรมิต กรุงเทพฯ