
ย้อนเหตุการณ์ กรรมการการเลือกตั้ง' (กกต.) ติดคุก - ร่องรอยประวัติศาสตร์การเมือง บทเรียนจากคดีจำคุก กกต. ยุควิกฤต ปี 2549
ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่เต็มไปด้วยการรัฐประหารและการยุบพรรคการเมืองหลายต่อหลายครั้ง มีเหตุการณ์หนึ่งที่เป็น 'หมุดหมายสำคัญ' ที่สุดสำหรับองค์กรอิสระ นั่นคือการที่ 'กรรมการการเลือกตั้ง' (กกต.) ผู้มีหน้าที่ตัดสินชี้ขาดเกมการเมือง กลับต้องกลายเป็นผู้ถูกพิพากษาและเดินเข้าเรือนจำ
นี่คือเรื่องราวของวิกฤตการณ์ปี 2549 และจุดจบของ กกต. ชุด พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ที่สะท้อนให้เห็นว่า ครั้งหนึ่งไทยเคยมีการลงโทษ 'กรรมการ' การเลือกตั้งอย่างเด็ดขาด
ย้อนกลับไปในปี 2549 รัฐบาลพรรคไทยรักไทยภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (ยศในขณะนั้น) เจอแรงเสียดทานจากวิกฤตศรัทธา กรณีการขายหุ้นกลุ่มชินคอร์ปให้เทมาเส็กโดยเลี่ยงภาษี การชุมนุมขับไล่ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนำไปสู่การยุบสภาเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2549 และกำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 เมษายน 2549
แต่การเลือกตั้งครั้งนั้นไม่ใช่ทางออก เมื่อ 3 พรรคฝ่ายค้านหลัก—ประชาธิปัตย์, ชาติไทย และมหาชน 'บอยคอต' ไม่ส่งผู้สมัครลงในการเลือกตั้งครั้งนั้น ทำให้พรรคไทยรักไทยต้องลงสนามเพียงลำพังในหลายเขต
ปัญหานี้กลายเป็น 'กับดักทางกฎหมาย' เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดว่า ในเขตที่มีผู้สมัครคนเดียว ผู้ชนะต้องได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 20% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ผู้สมัครพรรคไทยรักไทยจำนวนมากกลับทำคะแนนไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าว ส่งผลให้ไม่สามารถเปิดประชุมสภาได้
แรงกดดันที่เกิดขึ้น ทำให้ต้องจัดการเลือกตั้งให้สำเร็จ กกต. ทั้ง 3 ท่านในขณะนั้น ได้แก่ พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ (ประธาน), นายปริญญา นาคฉัตรีย์ และนายวีระชัย แนวบุญเนียร ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการที่ต่อมาถูกศาลชี้ว่าเป็นการ 'เอื้อประโยชน์' ให้พรรคไทยรักไทย:
การกระทำดังกล่าวส่งผลให้การเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 2549 ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เป็นโมฆะ แต่นั่นไม่ใช่จุดจบของ กกต. ชุดนี้ เพราะกระบวนการยุติธรรมทางอาญาได้เริ่มต้นขึ้น
แม้ศาลฎีกาจะยกฟ้องในคดีแรกเมื่อปี 2556 (คดีที่คุณถาวร เสนเนียม เป็นโจทก์) แต่ดาบสองรออยู่ข้างหน้า คือคดีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยื่นฟ้องในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (มาตรา 157) กรณี 'ไม่เร่งสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องพรรคไทยรักไทยจ้างพรรคเล็กลงเลือกตั้ง'
วันที่ 3 มิถุนายน 2559 ศาลฎีกาได้อ่านคำพิพากษาที่เป็นบรรทัดฐานใหม่:
พิพากษาจำคุก พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ และ นายปริญญา นาคฉัตรีย์ คนละ 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา (นายวีระชัย เสียชีวิตไปก่อนหน้านั้น)
อดีตประธานและกรรมการองค์กรอิสระระดับสูง ต้องถูกนำตัวเข้าเรือนจำทันที กลายเป็นภาพจำที่สั่นสะเทือนวงการการเมืองและข้าราชการไทย
ในมุมมองของผู้ถูกกระทำ พล.ต.อ.วาสนา ยืนกรานตลอดมาว่าตนคือ 'แพะรับบาป' ของสงครามชิงอำนาจ เขาโต้แย้งว่าต้นเหตุแห่งความวุ่นวายไม่ได้เกิดจาก กกต. แต่เกิดจากการ "เอาชนะคะคาน" ของ 4 พรรคการเมืองหลัก ที่ใช้ทั้งการคว่ำบาตรและเล่ห์เหลี่ยมทางกฎหมายเข้าสู้กัน
"ผมผิดอะไร และทำผิดกฎหมายตรงไหน" คือคำถามที่ พล.ต.อ.วาสนา เคยกล่าวไว้ โดยมองว่าตนเพียงแค่พยายามจัดการเลือกตั้งตามพระราชกฤษฎีกา แต่เมื่อพรรคฝ่ายค้านโยน 'เผือกร้อน' ด้วยการไม่ลงเลือกตั้ง ภาระความรับผิดชอบจึงตกมาที่คนกลางอย่าง กกต. และสุดท้ายต้องถูกบูชายัญเพื่อให้เกมอำนาจดำเนินต่อไปได้
พล.ต.อ.วาสนา และนายปริญญา ใช้ชีวิตในเรือนจำอยู่ 1 ปี 6 เดือน 13 วัน ก่อนได้รับ 'พักการลงโทษ' และถูกปล่อยตัวในเดือนธันวาคม 2560 ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพและอายุ
คดีนี้ไม่ได้เป็นเพียงประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของการเมืองไทย แต่เป็นเส้นไม้บรรทัด 'บรรทัดฐาน' ที่ย้ำเตือนว่า อำนาจขององค์กรอิสระนั้นมาพร้อมกับความรับผิดชอบมีมากมายเหลือเกิน
ที่มา : bangkokbiznews thansettakij springnews
ข่าวที่เกี่ยวข้อง