
SHORT CUT
ทำความรู้จัก นิยามแห่งอำนาจ จาก ‘เจ้าพ่อ’ สู่ ‘บ้านใหญ่’ - สถาบันอำนาจที่มีชีวิต ที่พร้อมผลัดใบ เปลี่ยนสีเสื้อ และปรับยุทธศาสตร์ในการเลือกตั้ง 2569
คำว่า 'ผู้มีอิทธิพล' ในการเมืองไทย เริ่มฟังเหมือนคำจากยุคเก่า ยุคเทปคาสเซ็ตต์—ยังพอเข้าใจ แต่ไม่ค่อยอธิบายความจริงได้ครบแล้ว
วันนี้คำที่เข้ามาแทน คือ 'บ้านใหญ่' คำที่ไม่ได้แปลว่าบ้านหลังโต แต่แปลว่า ศูนย์กลางอำนาจของตระกูลการเมืองท้องถิ่น ที่มีเครือข่ายคน-ทุน-ผลประโยชน์ และมี 'ที่ตั้งจริง' เป็นเหมือนกองบัญชาการระดมพล ตรวจชื่อ จัดคิวบุญคุณ
ประเด็นคือ…ในช่วงเลือกตั้ง 2566 ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน เลือกตั้ง 2569 บ้านใหญ่ไม่ได้หายไป แต่กำลังเจอคู่ต่อสู้รูปแบบใหม่ : 'บ้านใหม่' และการปะทะของสองบ้านนี้ กำลังทำให้การเมืองไทย 'เปลี่ยนหน้าตา' โดยเฉพาะในสนามที่คนเมืองอาจมองข้ามที่สุด- อบจ.
ถ้าย้อนกลับไปสิบกว่าปีก่อน ภาพนักการเมืองท้องถิ่นมักถูกเล่าแบบ 'นักเลงใจถึงพึ่งได้' เติบโตจากทุนรับเหมา สัมปทาน หรือเครือธุรกิจที่พัวพันรัฐ เป็นระบบอุปถัมภ์ที่ทำงานแทนรัฐในพื้นที่ที่รัฐเข้าไม่ถึง แต่พอโลกเข้าสู่ยุคเมืองขยาย ตัวตนออนไลน์ดังขึ้น การตรวจสอบมากขึ้น “เจ้าพ่อ” แบบเดิมจึงไม่เวิร์กกับคนรุ่นใหม่เท่าเดิม บ้านใหญ่เลยต้องรีแบรนด์ตัวเอง: จากบารมีดิบ ๆ ไปสู่ภาพผู้บริหารมืออาชีพ พูดเปรียบเทียบง่าย ๆ คือ ยังเป็นบ้านใหญ่เหมือนเดิม แค่เปลี่ยนชุดจาก 'เสื้อฮาวาย' สไตล์ผู้ทรงอิทธิพล เป็น 'สูท'
'บ้านใหม่' ไม่จำเป็นต้องเป็นคนดี หรือเป็นนักบุญการเมือง แต่มักมีจุดร่วมคือ เป็นกลุ่มการเมือง/เครือข่ายหน้าใหม่ที่พยายามเจาะพื้นที่เดิม
หรือเป็นแรงสั่นสะเทือนจากการเมืองระดับชาติ ส่ง 'ผู้สมัครหน้าใหม่' ลงมาชนเจ้าถิ่น ใช้เครื่องมือแบบใหม่กว่า: สื่อออนไลน์ แคมเปญนโยบาย ภาพลักษณ์ “มือสะอาด” และฐานคนรุ่นใหม่/แรงงานย้ายถิ่นในเมืองอุตสาหกรรม ผลคือการเลือกตั้งท้องถิ่นหลายพื้นที่ไม่ใช่ “เรื่องท้องถิ่นล้วน ๆ” อีกต่อไป แต่เป็น สนามทดลองอำนาจระดับชาติ ว่าใครจะหยั่งรากในอนาคตได้จริง
ตรงนี้คือจุดที่คนชอบพลาด เพราะยังคิดว่าพลังสูงสุดคือ สส. แต่ในเกมการเมืองยุคใหม่ ข้อจำกัดทางกฎหมายทำให้บทบาท สส. ในการ “ดูแลงบลงพื้นที่” ทำได้ยากขึ้น ขณะที่ นายก อบจ. กลายเป็นคนที่
ถือครองงบประมาณก้อนใหญ่
บริหารจัดการพื้นที่ได้จริง
สร้างผลงาน 'จับต้องได้' เพื่อค้ำฐานเสียงระยะยาว
• ล้างภาพนักเลง สู่ ผู้บริหาร
คนรุ่นใหม่และ “ประชากรแฝง” ในเมืองอุตสาหกรรมไม่ได้อยู่ในสายสัมพันธ์บุญคุณแบบเดิม บ้านใหญ่จึงต้องส่ง “ทายาทโปรไฟล์ดี” การศึกษาดี พูดเก่ง ดูเป็นมืออาชีพ มารับบทผู้บริหารท้องถิ่น
• จาก ‘คืนหมาหอน’ สู่ ‘สวัสดิการตลอดชีพ’
การแจกเงินคืนก่อนเลือกตั้งเสี่ยงขึ้น ล้าสมัยขึ้น และตรวจสอบง่ายขึ้น บ้านใหญ่จำนวนไม่น้อยจึงเปลี่ยนเป็นการดูแลระยะยาวแบบ “บริการหลังการขาย”
หัวคะแนนทำหน้าที่เหมือนคอลเซ็นเตอร์มนุษย์ รับเรื่องร้องทุกข์ เจ็บป่วยพาไปหาหมอ งานศพช่วยเป็นเจ้าภาพ ทัศนศึกษา ดูงาน กิจกรรมสาธารณกุศล เป็น “บุญคุณรูปแบบใหม่” ที่แนบเนียนกว่าเงินสด
• การย้ายขั้วเพื่อความอยู่รอด
ความสัมพันธ์ระหว่างบ้านใหญ่กับพรรคการเมืองจำนวนหนึ่ง “ยืดหยุ่น” จนแทบเป็นทักษะเอาตัวรอด มากกว่าเรื่องอุดมการณ์ ข้อมูลที่คุณยกมาจาก Rocket Media Lab (ตามโมเดลคาดการณ์เลือกตั้ง 2569) สะท้อนภาพนี้ชัด:
ภูมิใจไทย 86 ตระกูล (ดึงใหม่ 43)
เพื่อไทย 69 ตระกูล
กล้าธรรม 28 ตระกูล
สารที่อ่านออกคือ : ทรัพยากรและความสามารถในการดูแลพื้นที่ ชนะความบริสุทธิ์ทางอุดมการณ์ในหลายจังหวัด
เทคโนโลยีทำให้คนร้องเรียนผ่านออนไลน์ได้จริง ลดการพึ่งพา “คนกลาง” บางส่วนได้จริง แต่ในสังคมที่ความเหลื่อมล้ำยังสูง กลไกอุปถัมภ์ยังมีช่องว่างให้ทำงานเสมอ
เพียงแต่บ้านใหญ่ “เปลี่ยนจากการให้ปลา” ไปสู่ การถือคันเบ็ด บ่อปลา และงบพัฒนาท้องถิ่น
บ้านใหญ่จึงไม่ใช่ซากดึกดำบรรพ์ของการเมืองไทย แต่คือ สถาบันอำนาจที่มีชีวิต ที่พร้อมผลัดใบ เปลี่ยนสีเสื้อ และปรับยุทธศาสตร์ เพื่อให้แน่ใจว่า ไม่ว่าการเมืองระดับชาติจะผันผวนแค่ไหน—อำนาจในระดับพื้นที่จะยัง “อยู่ในมือ” ต่อไป
ที่มา : bangkokbiznews rocketmedialab
ข่าวที่เกี่ยวข้อง