
SHORT CUT
ปชน. ปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง ปลุกกาส้มสองใบให้ถล่มทลายเกิน 20 ล้านเสียง ตั้งรัฐบาลประชาชน สถาปนาการเมืองของประชาชน
ปชน. ปราศรัยสุดท้ายก่อนเข้าคูหา ปลุกกาเพื่อเปลี่ยน กาส้มสองใบให้ถล่มทลายเกิน 20 ล้านเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลประชาชน “เท้ง ณัฐพงษ์” พร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี ชวนจุดไฟความหวังให้ประชาชนที่ยังลังเล การเปลี่ยนแปลงไม่น่ากลัวเท่าอยู่แบบเดิม ร่วมเปิดประตูแห่งความเป็นไปได้ให้ประเทศไทย
วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคประชาชนจัดการปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนเข้าคูหา ‘ประชาชนเปลี่ยนประเทศ’ ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพฯ (ไทย-ญี่ปุ่น) ดินแดง โดยมีการจัดเตรียมที่นั่งทั้งด้านในอาคาร รองรับประมาณ 10,000 คน และภายนอกอาคาร บริเวณสนามฟุตบอลข้างสระว่ายน้ำ
เวทีปราศรัยเริ่มในเวลา 16:00 น. ผู้ปราศรัยประกอบด้วย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 ของพรรคประชาชน, ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 2, วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 3, พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน, เดชรัต สุขกำเนิด แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรีด้านคุณภาพชีวิต, วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค, สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ, รังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรค, รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พร้อมด้วยผู้ช่วยหาเสียง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ชัยธวัช ตุลาธน และ พรรณิการ์ วานิช
พรรณิการ์ กล่าวว่า เราประชาชนแพ้กี่ครั้งก็ได้ ขอชนะครั้งเดียว เราผ่านวันที่พรรคถูกยุบ เราผ่านวันที่แกนนำพรรคถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองอย่างไม่เป็นธรรม เราผ่านวันที่สูญเสียสมาชิกพรรคจากแสนเหลือศูนย์จากการถูกยุบพรรค เราผ่านวันที่เราชนะการเลือกตั้ง แบกความหวังของผู้คนหลายสิบล้านคนทั่วประเทศไว้บนบ่า แต่พวกเขาไม่ยอมให้เราจัดตั้งรัฐบาล แต่ตอนนี้วันที่พ่ายแพ้ผ่านไปแล้ว เหลือแต่วันที่ชนะในวันที่ 8 กุมภาพันธ์
คาราวานประชาชน 8 เส้นทางไปหาประชาชนทั่วประเทศครบ 77 จังหวัด หอบเอามวลความหวังความฝันของประชาชนในการเปลี่ยนแปลงประเทศมุ่งตรงสู่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ประชาชนทั้งประเทศจะประกาศพร้อมกันว่าประชาชนจะเปลี่ยนประเทศไทย โดยใช้อาวุธที่แหลมคมที่สุดของประชาชนคือปากกา เดินไปสู่วันที่เราจะชนะร่วมกัน ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศจะร่วมกันเปลี่ยนประเทศด้วยปากกาด้ามนี้ . วันนี้ปลุกเสกอาวุธร่วมกันแล้ว 8 กุมภาพันธ์ เดินเข้าคูหาเลือกตั้งอย่างกล้าหาญและมั่นใจ จุดตั้งต้นของการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่ธนาธร ไม่ใช่พิธา หรือณัฐพงษ์ แต่คือประชาชน พวกคุณทุกคนคือการเปลี่ยนแปลง แล้วเรามาฉลองชัยชนะด้วยกัน ในเวทีวันนี้เราจะชวนทุกคนมาเปิดใจและเดินร่วมขบวนแห่งการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน บอกทุกคนที่ยังไม่ตัดสินใจว่าทำไมพวกเขาจึงต้องเปลี่ยนและเปลี่ยนร่วมกับเรา
ชัยธวัชระบุว่า หลังการเลือกตั้งปี 2566 เราเห็นการตระบัดสัตย์ การเมืองข้ามขั้ว การปฏิเสธเจตจำนงของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้ง แต่สิ่งที่ทำให้ประชาชนเห็นอย่างโจ่งแจ้งคือการเมืองของชนชั้นนำ พวกเขาตกลงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันเพื่อต่อต้านการเปลี่ยนแปลง อนุญาตให้มีการเลือกตั้งแต่ไม่อนุญาตให้ประชาชนเป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศ
การเมืองของชนชั้นนำคือการเมืองที่พยายามรักษาระบบและโครงสร้างสังคมแบบเดิมเอาไว้ พวกเขาเคยขัดแย้งกันต่อสู้กัน แต่สิ่งที่พวกเขาต่อสู้ขัดแย้งกันก็เพื่อแย่งชิงกันว่าใครจะขึ้นไปมีอำนาจอยู่บนยอดพีระมิดของโครงสร้างสังคมแบบเดิม พวกเขาไม่ได้ต้องการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนมัน ไม่ว่าจะสีไหนพวกเขาล้วนเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่ไม่ได้สนับสนุนให้ประชาชนเติบโตด้วยความรู้ความสามารถ ด้วยนวัตกรรม ด้วยเทคโนโลยี แต่พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่แข่งขันกันโดยการผูกขาด โดยเส้นสาย อำนาจรัฐ และเงินใต้โต๊ะ
ชัยธวัชกล่าวต่อไปว่าพวกเขาไม่ว่าจะสีไหนก็ล้วนอยู่ในโครงสร้างการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล ไม่ว่าจะเป็นการทุจริต การฮั้วประมูล การกินหัวคิว การใช้อำนาจรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์กับพวกพ้อง พวกเขาอยู่ในโครงสร้างเดียวกันทั้งหมด เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างแห่งความเหลื่อมล้ำที่ทำให้คนส่วนใหญ่ทั้งในเมืองและชนบทไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้อย่างแท้จริง ถูกบีบว่าจะได้รับอะไรไปเป็นครั้งคราวเวลามีการเลือกตั้งหรือภัยพิบัติ พวกเขาไม่ว่าจะสีไหนล้วนแต่แสวงหาผลประโยชน์จากระบบราชการรวมศูนย์ แย่งกันอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อที่จะได้มีอำนาจในการแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และการออกตั๋วตำรวจ
ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นสีไหน พวกเขาล้วนแต่ได้ประโยชน์จากระบบกฎหมายแบบไทยๆ ที่ความเสมอภาคเท่าเทียมกันต่อหน้ากฎหมายไม่มีจริง การวิ่งเต้นติดสินบนเป็นสิ่งที่พวกเขาทุกสีทำกันเป็นปกติ แย่งกันเป็นลิงหลอกเจ้าโดยไม่สนใจว่าอนาคตของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขจะเป็นอย่างไร
ชัยธวัชกล่าวต่อไปว่าที่ผ่านมาเวลาชนชั้นนำไม่ว่าสีไหนขัดแย้งกัน พวกเขาจะดึงประชาชนเข้าไปร่วมด้วยทุกครั้ง ประชาชนบางฝ่ายบอกว่าต้องการประชาธิปไตย อีกฝ่ายบอกว่าต้องการปฏิรูปประเทศ อีกฝ่ายบอกว่าต้องการรัฐบาลที่ทำให้ปากท้องดี อีกฝ่ายบอกว่าต้องการประเทศที่โปร่งใสมีประสิทธิภาพ สิ่งที่ประชาชนต้องการนั้นจริงๆ แล้วไม่ควรจะขัดแย้งกันเลย เพียงแต่ที่ผ่านมาเราอาจมองปัญหาต่างกัน เหมือนตาบอดคลำช้าง ปัญหาของพวกเราไม่ว่าจะเป็นประชาชนสีไหนล้วนเป็นปัญหาเดียวกัน มันคือช้างตัวเดียวกัน มันคือระบบและโครงสร้างแบบเดิมที่ชนชั้นน้ำหวงแหนและพยายามรักษาเอาไว้
ดังนั้น สิ่งที่การเมืองของชนชั้นนำกลัวที่สุดคือสำนึกทางการเมืองแบบใหม่ของประชาชน เมื่อไหร่ที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศก้าวพ้นกรอบคิดที่ทำให้ขัดแย้งกันเอง เมื่อไหร่ที่เราหันมาสามัคคีกันเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแบบเดิมที่เป็นปัญหาของประเทศ เมื่อนั้นโลกของชนชั้นนำจะล่มสลายลง
ชัยธวัชกล่าวต่อไปว่าพรรคส้มตั้งแต่อนาคตใหม่ ก้าวไกล ถึงประชาชน เกิดขึ้นด้วยสำนึกใหม่ทางการเมืองแบบนี้ ดังนั้น เวลาเขาโจมตีกล่าวหาว่าพรรคส้มเป็นคนรุ่นใหม่ไม่มีประสบการณ์ เขาไม่ได้กลัวคนหน้าใหม่ เขาไม่ได้กลัวคนมีประสบการณ์ แต่เขากลัวเพราะพวกเราเป็นคนนอก ที่ไม่ใช่สมาชิกของสมาคมชนชั้นสูงที่ล้วนได้ประโยชน์จากโครงสร้างสังคมที่เป็นอยู่ เราเป็นคนนอกที่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลง
ตนไม่ได้ต้องการบอกว่ารัฐบาลที่ผ่านมาไม่เคยทำอะไรดีหรือไม่เคยสร้างประโยชน์อะไรเลย แต่ที่ผ่านมามันพิสูจน์แล้วว่าการเมืองที่ผ่านมาของพวกเขาพาประเทศไทยมาได้แค่นี้ เพราะพวกเขาล้วนแต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบและโครงสร้างที่เป็นปัญหาของประเทศ เราปล่อยให้บ้านเมืองอยู่อย่างนี้ไม่ได้อีกแล้ว ยิ่งนานวันการเมืองแบบเดิมได้ทำให้ประเทศเสื่อมทรามลงทุกวันอย่างน่าใจหาย ประชาชนไม่ว่าจะเคยอยู่สีไหน ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับพรรคส้มทุกเรื่อง แต่วันนี้สิ่งที่เราเห็นตรงกันแน่นอนคือเราปล่อยให้บ้านเมืองเป็นอย่างนี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว
ชัยธวัชกล่าวต่อไปว่า ดังนั้น วันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่จะมาถึง จึงไม่ใช่แค่การเลือกตั้งที่จะไปเลือกว่าอยากได้นายกรัฐมนตรีชื่ออะไร ไม่ใช่การเลือกตั้งเพื่อบอกว่าชอบนโยบายชิ้นไหนของใคร แต่เป็นการเลือกอนาคตว่าต้องการให้ประเทศเดินต่อไปแบบไหน ถ้าเห็นว่าประเทศควรอยู่แบบเดิม ในโครงสร้างและระบบที่ทำให้ประเทศเดินมาถึงจุดนี้ ก็ไม่ต้องเลือกพรรคส้ม แต่ถ้าท่านเห็นด้วยว่าเราต้องการอนาคตแบบใหม่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ช่วยกันเดินเข้าคูหากาพรรคส้มทั้งสองใบให้ชนะขาด ไม่ให้พรรคอันดับสองและอันดับสามฮั้วกันตั้งรัฐบาลอีก และอย่าลืมอีกใบหนึ่งต้องกาเห็นชอบประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย รัฐธรรมนูญ 2560 คือรัฐธรรมนูญที่ออกแบบระบบการเมืองเพื่อให้อำนาจของประชาชนถูกกดทับควบคุมโดยอำนาจที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน วันนี้แม้ สว. จะไม่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีอีกแล้ว แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบให้ สว. เป็นหัวใจสำคัญ และต้องฮั้วกันมาเท่านั้นถึงจะได้เป็น การเมืองที่ใครคุม สว. ได้ก็จะยึดกุมอำนาจการเมืองไว้ได้ทั้งหมด ยึดกุมองค์กรอิสระได้ทุกองค์กร
“การเปลี่ยนแปลงมาถึงแล้ว ประชาชนตื่นแล้ว ใครก็ปฏิเสธประชาชนไม่ได้ เหลือเวลาอีกแค่หนึ่งวัน ท่านทำอะไรได้ทำ เพื่อทำให้วันที่ 8 กุมภาพันธ์เป็นวันประวัติศาสตร์ที่เราจะสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน สถาปนาการเมืองของประชาชนด้วยกัน เราจะไม่ยอมให้ประเทศตกอยู่ภายใต้การเมืองของชนชั้นนำอีกแล้ว เราจะทำสิ่งที่พวกเขาบอกว่าเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ ใครหน้าไหนก็ปฏิเสธเราไม่ได้ เพราะเราคือผู้ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศ” ชัยธวัชกล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง