svasdssvasds

ชำแหละนโยบาย 5 พรรคใหญ่ ใช้งบ 1.5-7 แสนล้าน TDRI ชี้หลายนโยบายทำยาก

ชำแหละนโยบาย 5 พรรคใหญ่ ใช้งบ 1.5-7 แสนล้าน TDRI ชี้หลายนโยบายทำยาก

‘ทีดีอาร์ไอ’ วิเคราะห์ 5 นโยบายพรรคการเมืองใหญ่วิเคราะห์ต้นทุนทางการเงินของนโยบาย และที่มาของวงเงิน และงบประมาณวิเคราะห์จากเอกสารที่พรรคการเมืองยื่นเสนอต่อ กกต. ในการเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ.2569 ใช้งบฯ 1.5 – 7.4 แสนล้าน ชี้นโยบายหลายพรรคยากในทางปฏิบัติ

SHORT CUT

  • ทีดีอาร์ไอวิเคราะห์นโยบาย 5 พรรคการเมืองใหญ่ พบว่าต้องใช้งบประมาณระหว่าง 1.5-7.4 แสนล้านบาทต่อปี
  • ชี้ว่าหลายนโยบายทำได้ยากในทางปฏิบัติ เนื่องจากมีการประเมินต้นทุนต่ำกว่าความเป็นจริง และอาจสร้างภาระทางการคลังสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้
  • นโยบายส่วนใหญ่เน้นลักษณะประชานิยมระยะสั้นที่อาจบิดเบือนกลไกตลาด เช่น การประกันรายได้เกษตรกร และการลดค่าไฟฟ้า
  • พรรคการเมืองส่วนใหญ่ให้ความสำคัญน้อยต่อนโยบายที่สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว เมื่อเทียบกับนโยบายช่วยเหลือเฉพาะหน้า

‘ทีดีอาร์ไอ’ วิเคราะห์ 5 นโยบายพรรคการเมืองใหญ่วิเคราะห์ต้นทุนทางการเงินของนโยบาย และที่มาของวงเงิน และงบประมาณวิเคราะห์จากเอกสารที่พรรคการเมืองยื่นเสนอต่อ กกต. ในการเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ.2569 ใช้งบฯ 1.5 – 7.4 แสนล้าน ชี้นโยบายหลายพรรคยากในทางปฏิบัติ

ย้อนไปเมื่อช่วงต้นเดือนมกราคม 2569 คณะนักวิจัยจากทีดีอาร์ไอได้เสนอบทความ “นโยบายที่ประเทศต้องการ และรัฐบาลใหม่ควรทำ” เพื่อให้ข้อเสนอแนะต่อพรรคการเมืองในการจัดทำนโยบายในการเลือกตั้ง และแจ้งว่าเมื่อพรรคการเมืองได้จัดทำนโยบายที่ใช้หาเสียงเลือกตั้งส่งให้แก่ กกต. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 แล้ว คณะผู้วิจัยก็จะวิเคราะห์ และตั้งข้อสังเกตต่อต้นทุนทางการเงินของนโยบาย และที่มาของเงินที่จะใช้ ตามที่ได้เคยดำเนินการในช่วงก่อนการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา

ในช่วงเดือนมกราคม 2569 พรรคการเมืองทั้ง 51 พรรคได้นำเสนอข้อมูลต่อ กกต. แล้ว โดย กกต.นำมาเปิดเผยในเว็บไซต์ คณะผู้วิจัยจึงได้นำเอาข้อมูลของ 5 พรรคการเมืองใหญ่ที่มีโอกาสสูงที่จะได้ร่วมรัฐบาล ประกอบด้วยพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ (เรียงตามจำนวน สส. ที่มีอยู่ก่อนยุบสภา) มาวิเคราะห์ และตั้งข้อสังเกตต่อคุณภาพของข้อมูลที่พรรคการเมืองนำเสนอ เพื่อให้ประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ทราบ และประเมินได้ว่าการจะได้สวัสดิการหรือประโยชน์จากนโยบายของพรรคการเมืองจะต้องแลกมาด้วยต้นทุนเท่าไร และจะทำให้เกิดผลกระทบตามมาอย่างไร

ข้อสังเกตโดยรวม

พรรคการเมืองใหญ่ 5 พรรคเสนอนโยบายที่จะใช้วงเงินในการดำเนินนโยบาย โดยมีวงเงินระหว่าง 1.5-7.4 แสนล้านบาทต่อปี ตามลำดับจากมากไปหาน้อยดังตารางที่ 1  หากประมาณการของพรรคการเมืองถูกต้อง วงเงินดังกล่าวจะยังไม่เกินค่าเฉลี่ยของงบลงทุนของประเทศ 5 ปีย้อนหลัง (ประมาณ 7.6 แสนล้านบาทต่อปี) ทั้งนี้คณะผู้วิจัยจะตั้งข้อสังเกตต่อความถูกต้องของการประมาณการดังกล่าวต่อไป

เปรียบเทียบวงเงินในการดำเนินนโยบายต่อปีของ 5 พรรคการเมืองใหญ่ ที่รายงานต่อ กกต.

ข้อสังเกตต่อนโยบายของพรรคประชาชน

พรรคประชาชนมีนโยบายจำนวนมาก และมีถึง 18 นโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยในจำนวนนี้มีนโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี 2 นโยบายคือ นโยบาย “เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ” และ นโยบาย “เมกะโปรเจกต์ ยกระดับคุณภาพชีวิต” (ดูตารางที่ 2) พรรคประชาชนจะใช้งบประมาณเฉลี่ย 7.4 แสนล้านบาทต่อปี โดยจัดสรรลงไปในด้านสวัสดิการต่างๆ รวมทั้งสวัสดิการด้านสุขภาพประมาณครึ่งหนึ่งของวงเงินดังกล่าว จึงอาจเรียกได้ว่าพรรคประชาชนมุ่งเน้นที่จะสร้าง “รัฐสวัสดิการ” 

นโยบายของพรรคประชาชนที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี

พรรคประชาชนพยายามกำหนดนโยบายอย่างบูรณาการ โดยเฉพาะการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยโดยลงทุนในโครงการ “เมกะโปรเจกต์” ในโครงสร้างพื้นฐาน 7 ระบบ ซึ่งใช้วงเงินเดียวกัน 1.3 แสนล้านบาทต่อปี ได้แก่ ระบบประปา ระบบจัดการขยะ ระบบจัดการน้ำเสีย และสิ่งปฏิกูล ระบบการศึกษา ระบบสาธารณสุข ระบบไฟฟ้า และระบบขนส่งสาธารณะ

 

จากการวิเคราะห์เอกสารของพรรคประชาชน คณะผู้วิจัยมีความเห็นว่าพรรคประชาชนมีนโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผลหลายนโยบาย ดังตัวอย่างดังต่อไปนี้

นโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล

  • นโยบาย “เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ” 1.9 แสนล้านบาทต่อปี และนโยบาย “เพิ่มเงินอุดหนุนเด็ก” 2.7 หมื่นล้านบาทต่อปี เป็นนโยบาย “สวัสดิการถ้วนหน้า” ที่เหมาะสมแก่กลุ่มประชากร และจะช่วยลดการตกหล่นจากระบบสวัสดิการในปัจจุบัน  ทั้งนี้นโยบาย “เพิ่มเงินอุดหนุนเด็ก” และการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กที่มีคุณภาพจะมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่สูงมาก อย่างไรก็ตาม นโยบายสวัสดิการเหล่านี้โดยเฉพาะนโยบาย “เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ” จะสร้างภาระงบประมาณที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามภาวะสังคมสูงวัย ซึ่งเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการคลังหากไม่สามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มได้ทันตามที่พรรคเองก็ยอมรับ จึงควรดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปแทนการเพิ่มเบี้ยเป็น 1,000-1,500 บาทต่อเดือนอย่างรวดเร็
  • นโยบาย “แจกคูปองการเรียนรู้และพัฒนาแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน” และ นโยบาย “แจกคูปองยกระดับทักษะ” เพื่อยกระดับทักษะคนไทย เป็นนโยบายที่ดี ซึ่งจะทำให้การเรียนรู้และการพัฒนาทักษะเป็นไปตามความต้องการของผู้เรียน (demand driven) มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามการดำเนินนโยบายเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยการพัฒนาระบบนิเวศน์และกลไกต่างๆ ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร 
  • นโยบาย “สร้างแต้มต่อให้แก่ SMEs” โดยมีมาตรการเพิ่มอัตราค้ำประกันสินเชื่อจาก 15% เป็น 30% เพื่อช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กเข้าถึงแหล่งทุนได้จริง และนโยบาย “หวยใบเสร็จ” เพื่อชักจูงให้ SMEs ที่อยู่นอกระบบเข้าสู่ระบบมากขึ้น เป็นนโยบายที่คำนึงถึงกลไกตลาดและแรงจูงใจของฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหากนำไปปฏิบัติอย่างเหมาะสม ก็จะเกิดผลในการยกขีดความสามารถของ SMEs ได้ในระยะยาว

นโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน

โดยรวมแล้ว นโยบายของพรรคประชาชนไม่ได้มีปัญหาในเชิงแนวคิด และมาตรการที่เลือกใช้มากนัก แต่อาจจะมีปัญหาในการเข้าใจความซับซ้อนในการดำเนินนโยบายต่ำเกินไป และอาจยังประมาณการวงเงินที่น่าจะต่ำกว่าความเป็นจริง

ตัวอย่างของการประมาณการความซับซ้อนของการดำเนินนโยบายต่ำเกินไป

  • นโยบายการ “จัดการที่ดินให้เป็นระบบเดียว” เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทับซ้อนด้วย One Map และ เร่งรัดออกโฉนดให้แก่ประชาชน แม้นโยบายนี้มีทิศทางที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุจากการมีเอกสารสิทธิหลายประเภทและทับซ้อนกันก็ตาม การพิสูจน์สิทธิเพื่อจัดการที่ดินให้เป็นระบบเดียวโดยไม่มีการทับซ้อนน่าจะต้องใช้เวลานานมากในการแก้ไขข้อพิพาทต่างๆ การเร่งรัดการออกโฉนดให้กับประชาชนจึงมีความเสี่ยงสูง 
  • นโยบาย “จัดการน้ำ” ซึ่งจะรวมศูนย์อำนาจกำกับดูแลให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พร้อมควบรวมหน่วยงานปฏิบัติการเป็นรายลุ่มน้ำเพื่อให้ทำงานอย่างบูรณาการ เป็นนโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุที่มีการทำงานอย่างแยกส่วน แต่ลำพังการใช้ สทนช. ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับกรมน่าจะไม่เพียงพอที่จะสั่งการหน่วยงานในกระทรวงอื่นได้ ที่ผ่านมา13 ซึ่งประกอบไปด้วย สทนช. กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล โดยมีหน่วย Intelligent Agency เป็นคลังสมอง เพื่อให้มีรัฐมนตรีที่มีอำนาจสั่งการได้จริง

นอกจากนี้ พรรคประชาชนไม่ได้ให้รายละเอียดในการประมาณการต้นทุนในการดำเนินนโยบายมาอย่างเพียงพอ แต่ระบุวงเงินหรือจำนวนผู้ได้รับประโยชน์โดยรวม  เมื่อคณะผู้วิจัยประมาณการวงเงินที่จะใช้พบว่า แม้หลายกรณีพรรคประชาชนน่าจะประมาณวงเงินได้ใกล้เคียงความเป็นจริง เช่น นโยบายเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ (ถ้วนหน้า) ซึ่งประมาณการไว้ที่ 1.9 แสนล้านบาท แต่ในบางกรณีอาจประมาณการต่ำเกินไป เช่น

  • นโยบาย “เพิ่มเบี้ยคนพิการ” ซึ่งปัจจุบันมีผู้พิการ 2.28 ล้านคน (ผู้พิการรุนแรง 6.2 แสนคน และผู้พิการอื่น 1.66 ล้านคน) น่าจะต้องใช้เงินประมาณ 3.87 หมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งสูงกว่าที่พรรคประชาชนประมาณการไว้ที่ 3.4 หมื่นล้านบาทต่อปี
  • นโยบายด้านพลังงาน (ระบบกักเก็บพลังงานระดับกริด โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ การอัปเกรดสถานีไฟฟ้า และอุปกรณ์รองรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อย) ประมาณการต้นทุนเริ่มต้นที่ 1.3 หมื่นล้านบาทในปีแรก และเพิ่มขึ้นตามลำดับจนรวมเป็นประมาณ 9.6 หมื่นล้านบาทตลอด 4 ปี  อย่างไรก็ตามคณะผู้วิจัยประมาณการว่าลำพังการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานระดับกริด (grid-scale battery storage) ขนาด 2,000–3,000 เมกะวัตต์ อาจต้องใช้งบประมาณถึง 2.5–5.0 หมื่นล้านบาท ขณะที่การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (smart grid) และการอัปเกรดโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องอาจต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมอีกกว่า 5.0 หมื่นล้านบาท ดังนั้นพรรคประชาชนน่าจะประมาณการต้นทุนไว้ต่ำเกินไป ทั้งนี้ยังไม่ได้คำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ต้นทุนจริงของโครงการขนาดใหญ่มักสูงกว่าที่ประเมินไว้ในระยะเริ่มต้นอย่างมีนัยสำคัญจากปัญหา cost overrun

ข้อสังเกตต่อนโยบายของพรรคเพื่อไทย

พรรคเพื่อไทยแจ้งว่าจะใช้งบประมาณ 2.4 แสนล้านบาทต่อปี โดยมี 5 นโยบายที่มีวงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาท (ตารางที่ 3) นอกจากนโยบาย “คนไทยไร้จน” ที่ใช้วงเงินมากที่สุดแล้ว พรรคเพื่อไทยยังมีนโยบายจัดการหนี้สินของคนกลุ่มต่างๆ เช่น นโยบาย “พักหนี้เกษตรกร” (1.5 หมื่นล้านบาท) นโยบาย “ล้างหนี้นอกระบบ” (6 พันล้านบาท) นโยบาย “ล้างหนี้วัยเกษียณ” (4 พันล้านบาท)  และนโยบาย “ผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด” (3 หมื่นล้านบาท) นอกจากนี้พรรคเพื่อไทยยังมีนโยบายด้านการเกษตรอีกหลายนโยบาย เช่น นโยบาย “ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%”

นโยบายของพรรคเพื่อไทยที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี

จากการวิเคราะห์เอกสารของพรรคเพื่อไทย คณะผู้วิจัยมีความเห็นว่ามีทั้งนโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล และนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน ดังตัวอย่างดังต่อไปนี้

นโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล

  • นโยบาย “สถาบันค้ำประกันสินเชื่อ” (NaCGA) ซึ่งมุ่งสร้างระบบค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนของผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs โดยเปลี่ยนระบบค้ำประกันเดิมเป็นระบบคิดราคาตามความเสี่ยง (risk-based pricing) ในทางปฏิบัติ นโยบายนี้อาจใช้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ดำเนินการ และจะมีความเหมาะสมหากให้ธนาคารพาณิชย์ (ไม่ใช่สถาบันการเงินของรัฐ) เป็นผู้ให้สินเชื่อ เพราะใช้กลไกตลาดในการตัดสินใจให้สินเชื่อ ในขณะที่สามารถช่วยให้ SMEs ได้รับสินเชื่อที่มีต้นทุนต่ำลงจากการค้ำประกัน
  • นโยบาย “ปราบยาเสพติด ไม่จบไม่เลิก” และนโยบาย “ปราบสแกมเมอร์ ไม่จบไม่เลิก” เป็นนโยบายที่ดีในการปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายซึ่งสร้างความเสียหายต่อประชาชน อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยยังจัดสรรงบประมาณในการดำเนินนโยบายทั้งสองไว้น้อยมากเพียง 500 ล้านบาทต่อปี และ 200 ล้านบาทต่อปี ตามลำดับ และที่สำคัญคือจะต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง
  • นโยบาย “ยกเครื่องศูนย์กลางการบิน” ซึ่งจะใช้การบริหารจัดการและเทคโนโลยี เพื่อช่วยให้สนามบินไม่มีความแออัด สามารถรองรับผู้โดยสารได้มากขึ้น พรรคระบุว่านโยบายนี้ไม่ใช้งบประมาณภาครัฐ แต่จะใช้การบริหารจัดการภายในของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งน่าจะต้องมีการลงทุนไม่น้อย แม้จะมีโอกาสคุ้มทุนสูง ก็ควรต้องทำการศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) ที่ได้มาตรฐานก่อน
  • นโยบาย “ปลดล็อกพลังงานสะอาด” ซึ่งครอบคลุมการสนับสนุนการติดตั้ง solar rooftop การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (smart grid) และระบบกักเก็บพลังงาน (battery storage) โดยจะใช้งบประมาณ 1 พันล้านบาทต่อปี นโยบายนี้จะช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยทำหน้าที่เป็น “ตัวเร่ง” (catalyst) ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานมากกว่าเป็นแหล่งเงินลงทุนหลัก เพราะวงเงินที่กำหนดไว้น่าจะสามารถดำเนินการได้ในระดับโครงการนำร่องเท่านั้น

นโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน

  • นโยบาย “เศรษฐีใหม่ 9 คนต่อวัน” ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้หาเสียงต่อสาธารณะว่าจะแจกเงินผ่านระบบลอตเตอรี่รางวัลละ 1 ล้านบาท รวม 9 ล้านบาทต่อวัน อย่างไรก็ตามนโยบายดังกล่าวไม่ปรากฏในเอกสารนโยบายที่พรรคเพื่อไทยนำเสนอต่อกกต. ทั้งที่ใช้เงินถึงปีละประมาณ 3.2 พันล้านบาท และจะไม่สามารถยกระดับรายได้ของประชาชนได้อย่างยั่งยืน เพราะต้องเก็บภาษีจากประชาชนมาดำเนินนโยบาย   
  • นโยบาย “คนไทยไร้จน” ซึ่งพรรคเพื่อไทยระบุว่าจะใช้เงิน 6 หมื่นล้านบาทต่อปี ไม่มีรายละเอียดว่าจะดำเนินการอย่างไร แม้ใช้งบประมาณสูงมาก และหากเป็นเพียงการ “แจกเงิน” ให้แก่ผู้ที่อยู่ภายใต้เส้นความยากจนไปทุกปี ก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน  
  • นโยบาย “ล้างหนี้ประชาชน” และนโยบายจัดการหนี้อื่นๆ ใช้งบประมาณสูงมาก และอาจสร้างพฤติกรรมเสี่ยงเกินตัวโดยไม่ต้องรับผิดชอบ (moral hazard) เนื่องจากส่งสัญญาณให้ลูกหนี้ลดความพยายามในการจัดการหนี้ของตนเอง ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าการแก้ไขหนี้ด้วยการยกหนี้จะไม่สามารถทำได้เลย แต่ควรทำด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง
  • นโยบายด้านเกษตร หลายนโยบายถูกออกแบบมาในลักษณะที่จะสร้างปัญหา อาทิ
  • นโยบาย “ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%” ซึ่งจะใช้งบประมาณ 3.1 หมื่นล้านบาทต่อปี จะสร้างปัญหามาก เนื่องจากบิดเบือนกลไกตลาดอย่างรุนแรง (มากกว่านโยบาย “จำนำข้าว” ของพรรคเพื่อไทยในอดีต ซึ่งประกันราคารับซื้อ) โดยนโยบายนี้จะสร้างแรงจูงใจที่ผิดให้แก่เกษตรกร เพราะไม่ว่าจะเกษตรผลิตสินค้าเกษตรอย่างไร ก็จะได้กำไร จึงไม่ต้องสนใจเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตหรือใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และทำให้แรงงานยังคงยึดติดอยู่กับภาคเกษตรที่มีผลิตภาพต่ำ แทนที่จะเกิดการปรับโครงสร้างออกจากภาคเกษตร นอกจากนี้ หากสามารถดำเนินนโยบายนี้ได้ตามเป้าหมายคือประกันกำไรสินค้าเกษตรที่ 30% จริง ก็มีโอกาสมากที่งบที่ใช้จริงจะบานปลายไปกว่าที่ตั้งไว้ 3.1 หมื่นล้านบาทต่อปีมาก
  • นโยบาย “ปลูกป่าด้วยต้นยางพารา 1 ล้านไร่” ซึ่งสนับสนุนกล้ายางให้แก่เกษตรกร และนโยบาย “คูปองซื้อปุ๋ย-เมล็ดพันธุ์” มีลักษณะคล้ายกับนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ในอดีตที่เคยมีปัญหาทุจริตคอรัปชั่นจากการที่รัฐเข้าไปแทรกแซงการซื้อขายปัจจัยการผลิตโดยไม่เหมาะสมและดำเนินการอย่างไม่โปร่งใส จึงสมควรทบทวนนโยบายดังกล่าวไม่ให้ผิดพลาดซ้ำรอย

คณะผู้วิจัยเสนอว่า พรรคเพื่อไทยควรใช้งบประมาณด้านการเกษตรไปกับการพัฒนาระบบประกันความเสี่ยง เช่น การประกันน้ำท่วมหรือฝนแล้ง ซึ่งจะมีความสำคัญมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และควรเพิ่มการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ด้านการเกษตร ตลอดจนการยกระดับให้เกษตรกรเป็น “เกษตรอัจฉริยะ” (smart farmer) ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้มแข็งแก่ภาคเกษตรได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

นโยบาย “AI For All” ซึ่งมุ่งให้ประชาชนมีความรู้ด้าน AI โดยได้สิทธิรับ token ฟรีเพื่อนำไปใช้ใน AI platform มีลักษณะคล้ายกับนโยบายของพรรคภูมิใจไทยในสมัยรัฐบาลอนุทิน ซึ่งเชื่อว่าปัญหาของประชาชนในการใช้ AI คือการมีค่าใช้จ่ายที่สูงในการซื้อ token เพื่อใช้ระบบ AI ทั้งที่มีระบบ AI ที่มีขีดความสามารถสูงที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอยู่แล้วจำนวนมาก      

  • นโยบาย “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ซึ่งพรรคเพื่อไทยระบุว่าจะดำเนินการให้สำเร็จได้โดยการบริหารทรัพย์สินของรัฐและเอกชนให้มีประสิทธิภาพ จึงเสมือนไม่มีต้นทุนทางการคลัง อย่างไรก็ตามการคำนวณของคณะผู้วิจัยพบว่านโยบายดังกล่าวน่าจะต้องใช้เงินประมาณ 1 หมื่นล้านบาทต่อปี แม้การสนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะในเมืองใหญ่จะเป็นนโยบายที่ควรดำเนินการ แต่ก็ต้องคำนึงถึงต้นทุนที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบ
  • นโยบาย “ลดค่าไฟให้เหลือไม่เกิน 3.70 บาท” (ทุกหน่วย) เป็นนโยบายที่ระบุว่าจะไม่ใช้งบประมาณ แต่จะใช้ “การบริหารทิศทางและนโยบายทั้งบุคลากรและหน่วยงานภาครัฐ” อย่างไรก็ตาม การประมาณการของคณะผู้วิจัยพบว่า นโยบายนี้น่าจะต้องใช้เงินประมาณ 1.76 แสนล้านบาทต่อปี จากการชดเชยส่วนต่างจากต้นทุนจริงประมาณ 0.88 บาทต่อหน่วย
  • นโยบาย “ซื้อสินค้า SMEs ลดหย่อนพิเศษ” ซึ่งให้บริษัทที่จัดซื้อสินค้าหรือบริการจาก SMEs สามารถหักลดหย่อนภาษีพิเศษได้ เป็นนโยบายที่พรรคระบุว่าสามารถดำเนินการได้จาก “การบริหารการจัดเก็บรายได้” อย่างไรก็ตามในความเป็นจริง นโยบายนี้จะสร้างภาระการคลังจากภาษีที่ต้องลดหย่อนตามขอบเขตในการดำเนินการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยไม่สามารถใช้เพียงการบริหารการจัดเก็บรายได้ตามที่ระบุ
  • นโยบาย “เขตเศรษฐกิจพิเศษแบบดาวกระจาย” เพื่อสร้างเมืองอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจใหม่ในแต่ละภูมิภาค ซึ่งพรรคระบุว่าจะใช้งบประมาณเพียง 2 พันล้านบาท คณะผู้วิจัยเห็นว่างบประมาณที่ระบุไว้ไม่น่าจะเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ เพราะโครงการในลักษณะดังกล่าวน่าจะต้องมีการลงทุนสูง ดังตัวอย่างการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC ที่ผ่านมา

ข้อสังเกตต่อนโยบายของพรรคภูมิใจไทย

พรรคภูมิใจไทยมีนโยบายที่นำเสนอต่อกกต. เพียง 8 นโยบาย โดยมียอดวงเงินที่แจ้งรวมทั้งสิ้น 1.48 แสนล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าหลายพรรคการเมือง โดยมี 4 นโยบายที่มีวงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาท

ชำแหละนโยบาย 5 พรรคใหญ่ ใช้งบ 1.5-7 แสนล้าน TDRI ชี้หลายนโยบายทำยาก

จากการวิเคราะห์เอกสารของพรรคภูมิใจไทย คณะผู้วิจัยมีความเห็นว่ามีทั้งนโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล และนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน ดังตัวอย่างดังต่อไปนี้

นโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล

  • นโยบาย “รมต.มืออาชีพ” ซึ่งเป็นนโยบายที่ไม่ใช้งบประมาณ แต่ใช้การประกาศตัวบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นแนวทางที่ดีในการสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองให้ประชาชนได้ทราบทีมที่จะเข้ามาบริหารประเทศล่วงหน้า อย่างไรก็ตามมีความท้าทายที่นโยบายนี้อาจไม่สามารถปฏิบัติได้ง่ายเหมือนในช่วงรัฐบาลอนุทิน เนื่องจากในช่วงนั้นพรรคประชาชนลงคะแนนเสียงให้นายอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลด้วย ทำให้มีเก้าอี้เหลือสำหรับ “รมต.มืออาชีพ”   
  • นโยบาย “พยาบาลอาสา” ดูแลผู้สูงวัย (1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา) โดยจ้าง 15,000 บาทต่อเดือน สัญญาจ้าง 4 ปี ให้ทำงานใน 75,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ เป็นนโยบายที่ช่วยสร้างงาน ตอบโจทย์สังคมสูงอายุของประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม และอาจช่วยยกระดับการดูแลผู้สูงอายุขึ้นจากกลไกในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามนโยบายนี้จะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมีการฝีกอบรมพยาบาลอาสาอย่างเพียงพอและคัดเลือกพยาบาลอาสาตามคุณสมบัติ อนึ่งการดำเนินนโยบายนี้ไม่ควรอาศัยการเกลี่ยงบจากกองทุนผู้สูงอายุ/สปสช. ซึ่งในปัจจุบันก็มีงบประมาณที่ไม่เพียงพออยู่แล้ว  
  • การไม่สานต่อนโยบาย “แลนด์บริดจ์” ซึ่งเคยเป็นนโยบาย “เรือธง” ของพรรคในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 มีความเหมาะสม เนื่องจากโครงการดังกล่าวไม่มีความคุ้มค่าทางการเงินและมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจต่ำมากจากผลการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสภาพัฒน์

นโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน

  • นโยบายจ้างทหารอาสาจำนวน 100,000 คน โดยให้รายได้ 12,000 บาทต่อเดือน และสวัสดิการอีกประมาณ 6,900 บาทต่อคนต่อเดือน โดยมีระยะเวลาประจำการ 4 ปี ใช้งบประมาณ 2.27 หมื่นล้านบาทต่อปี แม้นโยบายการเลิกการเกณฑ์ทหารและเปลี่ยนไปสู่ทหารอาสาเป็นแนวคิดที่ดีก็ตาม จำนวนทหารอาสาตามข้อเสนอของพรรคสูงกว่าจำนวนทหารเกณฑ์ในปัจจุบัน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 85,000 คน และมีผู้สมัครใจเป็นทหารเกณฑ์อยู่แล้วประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนดังกล่าว นโยบายของพรรคจึงมีผลดึงแรงงานชายออกจากตลาดแรงงาน เนื่องจากได้รายได้และสวัสดิการทัดเทียมหรือสูงกว่าขั้นต่ำของข้าราชการที่จบปริญญาตรี และมีผลในการลดการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตลอดจนทำให้รัฐเสียค่าใช้จ่ายสูงเกินไป หากปรับลดจำนวนทหารอาสาให้เหมาะสม และลดรายได้และสวัสดิการลงไม่ให้บิดเบือนตลาดแรงงาน ก็จะสามารถเป็นนโยบายที่ดีได้  
  • นโยบาย “ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท” (สำหรับ 200 ยูนิตแรก) ซึ่งพรรคประมาณการว่าจะใช้เงิน 6.3 หมื่นล้านบาท น่าจะต่ำเกินไป เพราะตั้งอยู่บนฐานราคาค่าไฟฟ้าเฉลี่ยที่ผู้บริโภคจ่ายที่ 4.20 บาทต่อหน่วย อย่างไรก็ตาม เมื่อประเมินเทียบกับต้นทุนที่แท้จริงของระบบที่ 4.58 บาทต่อหน่วย (แบ่งเป็นค่าไฟฟ้าฐานประมาณ 3.78 บาท และค่า Ft ที่ควรเรียกเก็บจริงประมาณ 79.75 สตางค์) ภาระทางการคลังที่เกิดขึ้นจริงจะสูงขึ้นเป็น 7.5 หมื่นล้านบาทต่อปี นอกจากนี้นโยบายนี้ยัง “อุดหนุนแบบถ้วนหน้า” ซึ่งหมายถึงอุดหนุนกลุ่มผู้มีรายได้สูงโดยไม่จำเป็นด้วย และจะส่งให้ประชาชนไม่มีแรงจูงใจในการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด    
  • นโยบาย “คนละครึ่งพลัส” เป็นมาตรการระยะสั้นที่ไม่ได้แก้ปัญหาโครงสร้างในระยะยาว ในขณะที่ต้องใช้งบประมาณมาก  ในส่วน ‘พลัส’ คือการเพิ่มทักษะให้กับร้านค้าที่เข้าร่วม เป็นส่วนที่อาจมีผลดีในระยะยาว แต่ยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า สามารถเพิ่มทักษะได้มากน้อยเพียงใด เป็นทักษะที่ใช้ประโยชน์ได้จริงหรือไม่ จึงควรจัดให้มีการประเมินผลถึงต้นทุนและประโยชน์ที่เกิดขึ้นในระยะสั้นและระยะยาว โดยหน่วยงานวิชาการอิสระ
  • นโยบาย “มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า” แม้จะเป็นนโยบายที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ แต่หากระบบการจัดเก็บเงินผ่อน (300 บาท/เดือน) ไม่ดีพอ ก็จะเกิดปัญหาหนี้สินเพิ่มขึ้นอีก จึงควรได้รับการทบทวนใหม่ให้มีความเหมาะสม โดยใช้กลไกตลาดที่มีอยู่ และรัฐไม่ควรอุดหนุนมากเกินไป
  • นโยบาย “สร้างกำแพงชายแดน ป้องกันภัยรุกราน” อาจช่วยป้องกันปัญหาการข้ามแดนของแรงงานเถื่อนการลักลอบสินค้าผิดกฎหมายและยาเสพติดได้ แต่อาจมีความเสี่ยงต่อการสร้างความขัดแย้งเพิ่มเติมหากสร้างในพื้นที่พิพาท นอกจากนี้ยังจะมีผลในการกีดขวางการข้ามพรมแดนไปมาโดยปกติของประชาชนของทั้งสองประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย

ข้อสังเกตต่อนโยบายของพรรคกล้าธรรม

พรรคกล้าธรรมมีนโยบายจำนวนมาก และมีถึง 14 นโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยในจำนวนนี้มีนโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปีจำนวน 3 นโยบาย 

นอกจากนโยบายด้านเกษตรจำนวนมาก เช่น นโยบาย “ที่ไหนมีที่ดินทำกิน ที่นั่นต้องมีน้ำ” นโยบาย“ปุ๋ย-เมล็ดพันธุ์คนละครึ่ง” นโยบาย “พลังงานราคาถูกเพื่อเกษตรกร/ประมง” และนโยบาย “แก้หนี้เกษตรกร ฟื้นชีวิตใหม่” แล้ว พรรคกล้าธรรมยังมีนโยบายอีก 11 นโยบายเกี่ยวกับกรุงเทพฯ (เช่น “Bangkok Shield” เพื่อลดความเสียหายน้ำท่วมกรุงเทพ) “Bangkok Green” (จัดการขยะ) “Bangkok Gem” (ยกระดับการท่องเที่ยว) และ “Bangkok Earn” (ช่วยเหลือแรงงานนอกระบบเช่น ฟรีแลนซ์และลูกจ้างรายวัน) เป็นต้น ตลอดจนยังมีนโยบาย “ปราบทุนเทา ทลาย Corruption” โดยเสนอที่จะแก้กฎหมายให้ชัดเจนและเป็นธรรม 

ชำแหละนโยบาย 5 พรรคใหญ่ ใช้งบ 1.5-7 แสนล้าน TDRI ชี้หลายนโยบายทำยาก

จากการวิเคราะห์เอกสารของพรรคกล้าธรรม คณะผู้วิจัยมีความเห็นว่ามีทั้งนโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล และนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน ดังตัวอย่างดังต่อไปนี้

นโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล

  • โครงการ “พลังงานจากขยะ” (Waste-to-Energy) ในนโยบาย “Bangkok Green” น่าจะสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะ ลดการฝังกลบ และบรรเทาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในเมืองใหญ่ได้ อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ใช้งบประมาณสูงถึง 2.2 หมื่นล้านบาทในระยะเวลา 4 ปี เพื่อผลิตไฟฟ้าเพียง 90–140 เมกะวัตต์ ซึ่งนับว่ามีต้นทุนต่อหน่วยสูงและเสี่ยงที่จะสร้างภาระทางการคลังในระยะยาว จึงควรศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) ของโครงการอย่างรัดกุมก่อนดำเนินการ  ในขณะที่โครงการ Solar Rooftop ในนโยบายเดียวกันใช้งบเพียงประมาณ 1,000 ล้านบาท และสามารถผลิตไฟฟ้าได้ราว 22–28 เมกะวัตต์ จึงมีความเหมาะสมทางการคลังมากกว่าอย่างชัดเจน

นโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน

  • นโยบาย “พลังงานราคาถูกเพื่อเกษตรกร/ประมง” เสี่ยงต่อการสร้างกลุ่มผลประโยชน์ที่กดดันให้ภาครัฐคงราคาพลังงานให้อยู่ในระดับต่ำต่อไปในระยะยาว นโยบายนี้ใช้วงเงินสูงถึง 9-13 หมื่นล้านบาทต่อปี แม้พรรคกล้าธรรมระบุว่าจะดำเนินการโดย “ปรับโครงสร้างกองทุนน้ำมันและใช้ Green Finance” ก็น่าจะไม่ทำให้โครงการดังกล่าวมีภาระทางการคลังลดลง และน่าจะไม่สามารถใช้กลไก Green Finance ได้ เพราะไม่ทำให้เกิดการประหยัดพลังงาน  
  • นโยบาย “ประกันรายได้ประชาชน” ซึ่งใช้งบประมาณสูงถึง 1.75 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยเน้นการประกันรายได้ของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ เป็นนโยบายที่น่าจะก่อให้เกิดปัญหา เพราะสร้างแรงจูงใจที่ผิดให้แก่เกษตรกร เนื่องจากไม่ว่าจะเกษตรผลิตสินค้าเกษตรอย่างไร ก็จะได้รายได้ตามที่รัฐประกัน จึงไม่ต้องสนใจเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตหรือใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และทำให้แรงงานยังคงยึดติดอยู่กับภาคเกษตรที่มีผลิตภาพต่ำ แทนที่จะเกิดการปรับโครงสร้างออกจากภาคเกษตร พรรคกล้าธรรมจึงควรทบทวนนโยบายนี้ให้เหลือเฉพาะการประกันความเสี่ยงที่เกษตรกรไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ  
  • โครงการเกี่ยวกับกรุงเทพฯ จำนวนมาก เช่น Bangkok Fix (งานซ่อมเมือง) และ Bangkok Green (โรงกำจัดขยะ) น่าจะเป็นงานของ กทม. ไม่ใช่งานของรัฐบาลกลาง ในขณะที่โครงการ Bangkok Park (ลงทุนสร้างที่จอดรถเพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว) ควรใช้กลไกตลาดเป็นหลัก โดยรัฐหนุนเสริมเฉพาะในกรณีที่มีประโยชน์ต่อสังคมแต่ไม่สามารถทำกำไรได้ เช่น สร้างพื้นที่จอดแล้วจร (Park and Ride)
  • นโยบาย “Banking for Thais” (ให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและแก้ปัญหาหนี้สินประชาชน) ซึ่งใช้วงเงินประมาณ 7.5 พันล้านบาทต่อปีเพื่อ “แก้หนี้ประชาชนแบบยั่งยืนผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ” น่าจะไม่มีความยั่งยืนเพราะไม่ได้แก้ปัญหาหนี้ที่ต้นเหตุ ทั้งนี้ หากพรรคกล้าธรรมต้องการให้มีการให้สินเชื่อ ควรใช้กลไกของธนาคารพาณิชย์ โดยรัฐอาจช่วยประกันสินเชื่อเพื่อให้ได้อัตราดอกเบี้ยที่ลดลง  

ข้อสังเกตต่อนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์

พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบาย 10 นโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยในจำนวนนี้มีนโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปีจำนวน 1 นโยบายคือ นโยบาย “เบี้ยผู้สูงอายุ 1,000 บาท ถ้วนหน้า” (ดูตารางที่ 6)  โดยรวมแล้วพรรคประชาธิปัตย์นำเสนอนโยบายที่ผสมผสานระหว่าง “นโยบายเรือธงเดิม” คือการประกันรายได้ โดยระบุราคาประกันตามชนิดของพืช กับ “นโยบายสวัสดิการและโครงสร้างพื้นฐานใหม่” ที่กระจายสู่ภูมิภาค เช่น สนามบินอันดามัน สนามบินล้านนา และสะพานข้ามเกาะสมุย

นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี

จากการวิเคราะห์เอกสารของพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้วิจัยมีความเห็นว่ามีทั้งนโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล และนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน ดังตัวอย่างดังต่อไปนี้

นโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล

  • นโยบาย “พระราชบัญญัติติการปรับปรุงและยกเลิกกฎหมายที่ไม่จำเป็น พ.ศ….” ซึ่งมุ่งลดการทุจริตของเจ้าหน้าที่ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เป็นนโยบายที่ตรงกับปัญหาการประกอบอาชีพของประชาชนและใช้งบประมาณน้อยมาก อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ระบุแนวทางในการดำเนินการ คณะผู้วิจัยจึงเสนอให้ดำเนินการโดยต่อยอดแนวคิด Regulatory Guillotine4 ทั้งนี้หัวใจของการดำเนินการดังกล่าวให้สำเร็จคือ การมีหน่วยงานกลางที่มีอำนาจในการทบทวนกฎระเบียบ และการที่ฝ่ายการเมืองให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ 
  • โครงการจ่ายเงินชดเชยทันทีแก่เกษตรกรเมื่อเกิดภัยธรรมชาติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “ประกันรายได้” เป็นนโยบายที่ดีที่จะช่วยลดความเสี่ยงที่เกษตรกรควบคุมไม่ได้ อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ควรคิดเบี้ยประกันบางส่วนจากเกษตรกร เพื่อสร้างตลาดประกันภัย และประกาศการเกิดภัยพิบัติโดยใช้ข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดล่วงหน้า ไม่ใช่โดยการตัดสินใจทางการเมือง

นโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน

  • พรรคประชาธิปัตย์เสนอโครงการ “เมกะโปรเจกต์” พร้อมกันหลายโครงการ ทั้งการสร้างรถไฟความเร็วสูง สนามบินใหม่ 2 แห่ง สะพานข้ามเกาะและคลองสายใหม่ (แม่น้ำชัยนาท-ป่าสัก) แม้หลายโครงการอาจมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่คุ้มค่า แต่ควรเริ่มต้นจากการศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) รวมถึงเตรียมความพร้อมของโครงการ เช่น เวนคืนที่ดิน ซึ่งน่าจะใช้เวลาดำเนินการนานกว่า 4 ปี ทำให้เกินกว่ากรอบเวลาและงบประมาณที่เสนอ  นอกจากนี้การทำโครงการเมกะโปรเจกต์พร้อมกันหลายโครงการอาจเกิดปัญหาด้านการบริหารโครงการและหาผู้ร่วมลงทุน (PPP) ได้ยาก  พรรคประชาธิปัตย์จึงควรจัดลำดับความสำคัญในการจัดทำโครงการ
  • โครงการ “ประกันรายได้พืชผลทางการเกษตร” ซึ่งเป็นส่วนหลักของนโยบาย “ประกันรายได้” ที่จะใช้วงเงิน 8 หมื่นล้านบาทต่อปี เป็นนโยบายที่น่าจะก่อให้เกิดปัญหา เพราะแม้จะจำกัดการชดเชยให้แต่ละครัวเรือน ก็ยังจะสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรผลิตสินค้าออกมาสู่ตลาดมากเกินไปเช่นเดียวกับในอดีต   (รวมทั้งการผลิตในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม) และขาดแรงจูงใจในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตหรือใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และทำให้แรงงานยังคงยึดติดอยู่กับภาคเกษตรที่มีผลิตภาพต่ำ แทนที่จะเกิดการปรับโครงสร้างออกจากภาคเกษตร 
  • นโยบาย “ค่าไฟฟ้า 3.50 บาท” (ทุกหน่วย) ซึ่งระบุว่าจะใช้การ “ปรับแผนพลังงานแห่งชาติใหม่” ให้ “รัฐวิสาหกิจด้านไฟฟ้าต้องปรับตัว” โดยไม่ใช้งบประมาณ น่าจะไม่สามารถดำเนินการได้จริง การประมาณการของทีดีอาร์ไอพบว่า นโยบายดังกล่าวน่าจะต้องใช้เงินประมาณถึง 2.16 แสนล้านบาทต่อปี จากการชดเชยส่วนต่างจากต้นทุนจริงประมาณ 1.08 บาทต่อหน่วย
  • นโยบาย “ประกันรายได้ผู้ใช้แรงงาน-รัฐจ่ายส่วนต่าง” ซึ่งรัฐจะจ่ายส่วนต่างระหว่าง ‘ค่าครองชีพรายจังหวัด’ กับ ‘ค่าจ้างขั้นต่ำรายจังหวัด’ โดยไม่ผลักภาระไปที่นายจ้างเพื่อป้องกันเงินเฟ้อ เป็นนโยบายที่แทรกแซงกลไกตลาดแรงงานอย่างมาก และอาจส่งผลให้นายจ้างไม่ขึ้นค่าแรงให้แรงงาน เพราะรัฐจะจ่ายส่วนต่างให้อยู่แล้ว นอกจากนี้นโยบายนี้จะทำให้แรงงานขาดแรงจูงใจในการพัฒนาทักษะ เพราะมีหลักประกันรายได้อยู่แล้ว และไม่สามารถป้องกันเงินเฟ้อได้ เพราะจะทำให้มีเม็ดเงินเพิ่มในระบบเศรษฐกิจที่จะสร้าง “เงินเฟ้อด้านอุปสงค์” แม้จะลด “เงินเฟ้อด้านอุปทาน” จากการที่นายจ้างขึ้นราคาสินค้าก็ตาม  

ในภาพรวม นโยบายต่างๆ ของพรรคประชาธิปัตย์ก่อให้เกิดภาระงบประมาณที่สูงมากกว่า 5.2 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งอาจกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังอย่างมาก หากไม่สามารถหารายได้ใหม่มาทดแทนได้เพียงพอ ดังที่พรรคได้ระบุความเสี่ยงนี้ไว้ในหลายนโยบาย

ข้อสังเกตโดยรวมต่อนโยบายของ 5 พรรคการเมืองใหญ่

จากที่วิเคราะห์มาข้างต้น คณะผู้วิจัยมีข้อสังเกตต่อนโยบายของ 5 พรรคการเมืองใหญ่ในภาพรวม 4 ประการดังนี้  ประการที่หนึ่ง แม้วงเงินที่ 5 พรรคการเมืองใหญ่จะใช้ในการดำเนินนโยบายอยู่ในระดับประมาณ 1.5-7.4 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งยังไม่เกินค่าเฉลี่ยของงบลงทุนของประเทศไทย 5 ปีย้อนหลังก็ตาม ในความเป็นจริงวงเงินที่ใช้อาจสูงกว่าที่คาดการณ์มากด้วยสาเหตุดังต่อไปนี้   

มีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะเกิด “รัฐบาลผสม” หลังการเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลายพยายามผลักดันนโยบายของตนสู่การปฏิบัติ และมีผลทำให้วงเงินในการดำเนินนโยบายสูงกว่าวงเงินของแต่ละพรรค

หลายพรรคการเมืองได้ประมาณการต้นทุนในการดำเนินนโยบายไว้ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ในขณะที่บางพรรคการเมืองมีนโยบายที่ประกาศต่อสาธารณชน แต่ไม่ได้นำเสนอต่อ กกต. จึงไม่ได้รวมอยู่ในต้นทุนที่ประมาณการ  

หลายพรรคการเมืองคาดหวังว่าจะมีเงินจากแหล่งต่างๆ มาใช้ในการดำเนินนโยบาย โดยมองโลกในแง่ดีเกินไป เช่น จะสามารถบริหารงบประมาณหรือเก็บภาษีได้ตามเป้าหมาย หรือสามารถดำเนินนโยบายผ่านกลไกร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ได้ ซึ่งอาจไม่เกิดขึ้นจริง   

หลายพรรคการเมืองยังมีมุมมองว่าการใช้ “เงินนอกงบประมาณ” โดยให้หน่วยงานของรัฐ เช่น รัฐวิสาหกิจหรือธนาคารของรัฐ หรือ “กองทุน” ต่างๆ เช่น กองทุนพลังงานและกองทุนสิ่งแวดล้อม ดำเนินการแทนจะไม่ก่อให้เกิดภาระทางการคลัง ดังจะเห็นได้ว่าหลายพรรคการเมืองไม่ได้ระบุภาระที่จะเกิดขึ้นตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง

ภาระการคลังที่เกิดขึ้นจริงจึงน่าจะสูงกว่าการประมาณการมาก และทำให้เกิดปัญหาความยั่งยืนทางการคลัง ทั้งนี้เมื่อพิจารณาว่า หนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 65.7% ของ GDP ซึ่งใกล้เพดานหนี้ที่ 70% แล้ว ในขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงเหลือระดับ 2% ต่อปี ดังนั้นหากรัฐบาลใหม่ใช้จ่ายเพื่อดำเนินนโยบายตามการหาเสียงเลือกตั้ง ประเทศไทยก็จะมีความเสี่ยงทางการคลังสูงขึ้น จนอาจถูกลดอันดับเครดิต และจะไม่มีทรัพยากรเพียงพอในการรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  

ประการที่สอง นโยบายจำนวนมากของหลายพรรคการเมือง ยังคงเน้นการใช้เงินช่วยเหลือประชาชนในลักษณะ “ประชานิยม” ที่ออกแบบมาอย่างผิวเผิน ไม่มีการศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) ที่เหมาะสม และไม่มีความรับผิดชอบทางการคลัง  ซึ่งแตกต่างจากการใช้เงินเพื่อสร้าง “สวัสดิการสังคม” ที่มีการออกแบบอย่างรอบคอบ โดยมีการศึกษาความเป็นไปได้อย่างรัดกุม และมีความรับผิดชอบทางการคลัง

นอกจากนี้ นโยบายจำนวนมากที่พรรคการเมืองใหญ่หลายพรรคนำเสนอ ยังไม่ได้อ้างอิง เรียนรู้ หรือต่อยอดนโยบายต่าง ๆ ที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยหรือในต่างประเทศ ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติที่ดี (good practice) มากมาย แต่กลับถูกคิดขึ้นมาอย่างเร่งรีบก่อนเลือกตั้ง และอ้างประโยชน์ของนโยบายอย่างเลื่อนลอยโดยไม่มีหลักฐานรองรับ เช่น ในการเลือกตั้งในปี 2566 มีพรรคการเมืองที่อ้างว่า การแจกเงินให้ประชาชนจะก่อให้เกิดตัวคูณทางเศรษฐกิจในระดับสูง ซึ่งขัดกับหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีอยู่ และในการเลือกตั้งในครั้งนี้ ก็มีพรรคการเมืองที่อ้างว่านโยบายของตนจะมีผลประโยชน์ตอบแทนหลายเท่าตัว โดยไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุน

ประการที่สาม พรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อนโยบายการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ การพัฒนาทักษะแรงงานหรือการปฏิรูปภาครัฐ เพราะแม้จะมีนโยบายในด้านดังกล่าวอยู่บ้าง ก็ได้รับการจัดสรรเงินค่อนข้างน้อย ในระดับไม่กี่ร้อยหรือไม่กี่พันล้านบาทต่อปี ในขณะที่นโยบาย “ลดแหลกแจกแถม” กลับได้รับจัดสรรเงินในระดับหมื่นล้านหรือแสนล้านบาทต่อปี

ประการที่สี่ หลายพรรคการเมืองมีนโยบายที่นอกจากจะสร้างภาระทางการคลังในระดับสูงแล้ว ยังทำลายกลไกตลาด เช่น นโยบายแก้หนี้โดยไม่ระมัดระวัง ตลอดจนนโยบายประกันกำไรหรือประกันรายได้ของเกษตรกร ซึ่งล้วนทำให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงเกินตัวโดยไม่ต้องรับผิดชอบ (moral hazard) เพราะตัดความเสี่ยงปกติออกจากการประกอบอาชีพ  ในขณะเดียวกัน นโยบายลดค่าไฟฟ้าและราคาพลังงานให้ต่ำกว่าต้นทุน ก็ไม่ทำให้เกิดการประหยัดพลังงาน และทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่ “เศรษฐกิจสีเขียว” ได้ยากขึ้น

กกต. ควรปรับปรุงแนวทางในการกำหนดให้พรรคการเมืองส่งข้อมูลด้านนโยบายที่ใช้หาเสียงเลือกตั้ง ดังต่อไปนี้

  1. ควรให้พรรคการเมืองระบุวิธีคำนวณงบประมาณที่ใช้แต่ละด้านมาโดยมีรายละเอียดเพียงพอ เช่น ระบุจำนวนผู้ได้รับประโยชน์และต้นทุนต่อหน่วย
  2. ให้พรรคการเมืองระบุว่างบประมาณในภาพรวมจะมาจากแหล่งใดในสัดส่วนเท่าไร
  3. ให้พรรคการเมืองส่งข้อมูลมาอย่างน้อย 30 วันก่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้ กกต. มีเวลาตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูลและเปิดเผยต่อประชาชนได้อย่างน้อย 15 วันก่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดการถกอภิปรายสาธารณะอย่างมีความหมาย

ที่มา : TDRI

related