
SHORT CUT
ประเทศไทยดีกว่านี้ได้จริงไหม? คุยกับ 'ฝ้าย ภัณฑิรา' ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อลำดับที่ 85 พรรคประชาชน ที่อยากทำรัฐสภาโปร่งใสได้จริง
หากเอ่ยถึงชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) หน้าใหม่ หนึ่งในชื่อที่เป็นไวรัลและเป็นที่พูดถึงมากที่สุดต้องมีชื่อของ ‘ฝ้าย ภัณฑิรา มั่นสัมฤทธิ์’ ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อลำดับที่ 85 จากพรรคประชาชน
ด้วยความอายุแค่ 27 บวกกับบุคลิกที่ดูสดใส น่ารักเป็นจนเป็นไวรัลอาจทำให้หลายคนคิดว่า เธอมีดีแค่หน้าตาเน้นเข้ามาขายสวยอย่างเดียวแต่จริง ๆ แล้วเธอมีของดีกว่านั้น และในวันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับเธอคนนี้มากขึ้นเพื่อให้ทุกคนเห็นว่าความสามารถ วิธีคิดที่เธอมีนั้นน่าสนใจไม่แพ้ความสวย ความน่ารักของเธอเลยทีเดียว!
เริ่มเข้าสู่วงการเมืองได้ยังไง?
ในช่วงเริ่มต้นจนมาถึงการได้รู้จักกับพรรคก้าวไกล ณ ขณะนั้น เรียนรัฐศาสตร์ ส่วนใหญ่เวลาฝึกงานถ้าไม่ทำงานเกี่ยวกับการเมืองก็ไปเป็นราชการ แต่ตัวเราเองพอรู้ตัวอยู่แล้วว่างานทางราชการไม่น่าตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตัวเองแต่สุดท้ายก็ได้ลองไปฝึกทำดูก่อนที่กระทรวงมหาดไทยเพื่อให้รู้ไปเลยว่าเราจะไม่ชอบ
ฝึกได้ประมาณแค่เดือนกว่า ๆ เราก็รู้ตัวเลยว่าตัวเองไม่เหมาะกับงานราชการ จึงเบนเป้าหมายเข้าสู่งานการเมือง ตอนนั้น สส.เท้ง (ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ) เป็น สส.เขตบางแค จึงได้ทำเรื่องขอไปฝึกงานด้วย
“ตอนนั้นทำงานในพื้นที่ ทำงานที่เกี่ยวกับสภา สคริปต์ สไลด์ โดยเน้นการลงพื้นที่เป็นหลัก แต่ด้วยช่วงโควิดอาจทำให้ลงพื้นที่ได้ไม่มากแต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ได้ทำงานของ สส.บ้าง”
ได้ทำงานร่วมกับ สส. ตัวเป็น ๆ รู้สึกยังไงบ้าง?
พอพูดถึง สส. หลายคนก็จะนึกภาพความมีพาวเวอร์ ความเจ้ายศเจ้าอย่าง ซึ่งฝ้ายเองในตอนนั้นก็มีแอบคิดว่า สส.เท้ง จะเป็นแบบนั้นเหมือนกันแต่พอเธอได้ทำงานด้วยก็พบว่ามันแตกต่างโดยสิ้นเชิง!
“สส.พรรคนี้เขาชิลล์มาก มันคือคนละภาพกับภาพจำที่เราเคยนึกเลย แบบ สส.ต้องเข้าถึงยาก เป็นท่านที่มีบอดี้การ์ดติดตามเยอะ ๆ แต่พอเราได้มาเจอ สส.ของพรรคนี้เรากล้าเรียกเขาว่าพี่ได้เต็มปากเลย ทีมงานก็เหมือนพี่ ๆ น้อง ๆ กัน ทำงานแบบครอบครัว มันช่วยให้เราลบภาพจำแบบเดิม ๆ และรู้สึกว่า สส.จริง ๆ มันควรเป็นแบบนี้แหละ”
แต่งาน “ราชการ” ให้ความมั่นคงกับชีวิตคุณได้มากกว่านะ?
เราทุกคนต่างรู้ดีว่างานราชการคืองานที่ให้ความมั่นคง แต่ด้วยระบบการทำงานของราชการในตอนนี้ไม่เหมาะกับตัวเธอจริง ๆ จึงขอละไว้ในฐานที่เข้าใจก่อน
“มันก็จริงในแง่ความมั่นคงของชีวิต แต่การทำงานราชการก็ไม่ใช่คำตอบของทุกคน”
ข้อดีของการเป็น สส. จากมุมมองที่คุณเห็นคืออะไร?
การเป็น สส. จะต้องเจอกับปัญหามากมายก็จริงแต่มันจะมีอำนาจหนึ่งที่เรารู้สึกว่ามันใช้แล้วสามารถเห็นผลเป็นรูปธรรม จับต้องได้มากที่สุดนั่นคือการเรียกหน่วยงานราชการหรือที่เกี่ยวข้องมาคุย มาตอบคำถามหรือข้อที่เราสงสัยได้ และถ้าเป็นประชาชนธรรมดา ๆ เราจะไม่สามารถทำแบบนั้นได้เลย
“นอกจากนี้การได้เอาปัญหาในเขตพื้นที่เข้าไปสู่สภา ได้ไปพูดหรือส่งเสียงแทนประชาชน มันคือคุณค่าหนึ่งที่เรารู้สึกว่าได้ทำเพื่อสังคม เพื่อประชาชน ต่อให้ผลลัพธ์จะทำได้หรือไม่ได้ก็ตาม แต่แค่เราได้เข้าไปพูดเพื่อเขา มันก็อาจช่วยให้ปัญหาเหล่านั้นถูกแก้ไขและเปลี่ยนแปลงได้แล้ว”
คุณเริ่มสนใจเรื่องสิทธิของประชาชนตั้งแต่ตอนไหน?
ช่วงที่โตมาเป็นช่วงที่ประเทศถูกล็อก จากทั้งรัฐประหารและสถานการณ์โควิด-19ทำให้เห็นว่าหลาย ๆ สิ่งรอบตัวมันแย่ซึ่งเราก็ไม่อยากเติบโตมาท่ามกลางสิ่งแย่ ๆ หรือให้รุ่นน้อง ๆ โตมาเจอกับสภาพความเป็นอยู่แบบนี้ นี่จึงเป็นจุดนึงที่ทำให้เราอยากก้าวเข้ามาเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศในทางตรงให้ได้มากที่สุด
“มันก็ค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ หล่อหลอมขึ้นมาตามช่วงวัยของเรากับการที่อยากทำเพื่อคนอื่น อยากทำอะไรสักอย่างที่คนเห็น แล้วรู้สึกประทับใจ มันตอบโจทย์คุณค่าในตัวเราเองด้วย”
ก่อนจะเข้าสู่การเมืองแบบเต็มรูปแบบ เธอได้มีโอกาสทำงานกับบริษัทจัดเก็บข้อมูลแห่งหนึ่งซึ่งที่นี่เป็นอีก 1 จุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้เธออยากกระโดดเข้าสู่การเมืองเพื่อแก้ไขปัญหาที่ระบบ
ที่ทำงานเก่าช่วยหล่อหลอมให้เรากล้าที่จะตั้งคำถาม อยากให้เรามองเห็นปัญหา กล้าพูด กล้าสู้กับระบบเพื่อหาวิธีแก้ไขหรือทางออกที่สุดท้ายแล้วประชาชนในประเทศเป็นผู้ได้ประโยชน์สูงสุด
“เราเคยทำบริษัทเอกชนแล้วรู้สึกว่ามันคือการโตเดี่ยว แต่ประเทศไม่ได้รับประโยชน์อะไร คนวงกว้างไม่ได้อะไรจากสิ่งที่เราทำเราเลยรู้สึกว่าไม่ใช่ละ อาจจะเป็นจุดนี้ด้วยก็ได้ ที่ทำให้เราหันมาสนใจเรื่องนี้มากขึ้น”
ถ้าได้เข้าสภา ‘คำถามแรก’ ที่จะตั้งคำถามคืออะไร?
“มันได้แค่นี้จริง ๆ หรอ?” เพราะโดยส่วนตัวเธอเชื่อว่าประเทศไทยที่เธออยู่นั้นดีกว่านี้ได้อีกมากเพียงแต่ต้องปรับแก้ระบบให้ดีก่อน เธอมองว่าประเทศไทยเรามีศักยภาพมาก แต่ว่าทุกวันนี้มันได้แค่นี้มันเป็นเพราะระบบจริง ๆ เพราะถ้าระบบมันดี ทุกอย่างมันก็จะดีตามไปเอง
แล้วอะไรที่คุณไม่ชอบมากที่สุด?
“ไม่ชอบความไม่แฟร์” เธอตอบคำถามถึงสิ่งที่ไม่ชอบมากที่สุดในการทำงานการเมือง โดยเธอมองว่าทุกพรรคทุกการเมืองนั้นสามารถทำงานร่วมกันได้ ช่วยเหลือกันได้โดยยึดเอาผลประโยชน์สูงสุดของประชาเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่จะมาใส่สีตีไข่ เอาดีใส่ตัวเอาชั่วให้คนอื่นแบบในอดีตเพราะสุดท้ายแล้วคนที่เสียผลประโยชน์มากที่สุดก็คือ ‘ประชาชน’
ถ้าได้เป็น สส. ครั้งแรกจะทำอะไร?
จะพูดเรื่องการทำให้รัฐสภาโปร่งใสเช่น การเปิดเผยข้อมูลการทำงานของสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดเพื่อให้ประชาชนรับรู้ รับทราบ ให้เป็นมาตรฐานเพื่อให้ประชาชนเข้าดูได้ตลอดเวลา โดยสิ่งที่เธอทำนี้เพื่อแก้ปัญหาการเข้าไม่ถึงข้อมูลของประชาชนหรือแม้แต่สื่อมวลชนเอง ที่ในอดีตจะต้องขอความร่วมมือหรือไปค้นคว้าหาเองทั้ง ๆ ที่บางข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลพื้นฐานที่ควรมีการแสดงให้สื่อมวลชนและประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดได้ง่ายที่สุด
“ประเทศไทยมีศักยภาพ มีเทคโนโลยีพร้อมใช้ อยู่ที่เราว่าจะทำมันหรือเปล่าแค่นั้นเอง”
มีคนบอกว่าพรรคประชาชนทำการเมืองเชิงพื้นที่ไม่เก่ง?
โดยเธอย้ำกับเราว่า สส.ทุกคนของพรรคยินดี และพร้อมช่วยแก้ไขทุกปัญหาของชุมชนเพียงแต่จะเป็นการแก้ไขแบบตามลำดับ ไม่สามารถลัดขั้นตอน แบบทุ่มงบประมาณลงไปที่ชุมชนใดชุมชนหนึ่งได้เท่านั้น
“ไม่เห็นด้วยนะ เท่าที่ได้สัมผัสมาทุกคนลงพื้นอย่างเต็มที่ ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ แรงเงิน ทำทุกอย่างกันตลอดภายใต้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด”
แล้วแบบนี้พรรคทำอะไรให้คนในพื้นที่ได้บ้างล่ะ?
ส่วนใหญ่เราจะช่วยประสานงานเป็นหลักซึ่งเราไม่ได้เคลมว่าเป็นคนแก้ปัญหาทั้งหมด เพราะตามอำนาจหน้าที่จริง ๆ สส. นั้นทำไม่ได้ทั้งหมด เพราะในพื้นที่จะมีทั้ง สก. และข้าราชการในเขตซึ่งตรงนี้มีความคลุมเครือของหน้าที่อยู่เลยทำให้คนมองว่า ที่แก้ปัญหาไม่ได้เพราะ สส. ไม่เก่ง ทั้ง ๆ ที่ความจริงมันคือการใช้งานคนผิดประเภท
โดยเธอกล่าวปิดท้ายคำถามนี้ว่าในส่วนของการร่วมงานชุมชน เขตต่าง ๆ สส.ในพรรคก็ไปเข้าร่วมตลอดแทบไม่เคยขาด รับฟังปัญหาของประชาชนในพื้นที่เสมอและตลอดเพื่อนำไปผลักดันหสวิธีแก่ไขและทางออกที่ดีที่สุดให้กับประชาชนต่อไป
การลงประชามติ วันที่ 8 นี้ เห็นชอบ หรือไม่?
สำหรับเธอและพรรคประชาชนเรายืนยันในหลักการ “เห็นชอบแน่นอน” เพราะเรามองไม่เห็นข้อเสียของการไม่เปลี่ยนรัฐธรรมนูญจริง ๆ เช่น ที่มาของ สว.หรือองค์กรอิสระต่าง ๆ เช่น สตง. กกต. เพราะรัฐธรรมนูญไม่เปิดช่องให้ประชาชนทำได้
อีกหนึ่งคำถามยอดฮิต ที่มาคู่กับการถามเรื่องแก้รัฐธรรมนูญนั่นก็คือทำไมถึงไม่แก้รายมาตราน่าจะประหยัดงบได้มากกว่าการแก้ทั้งฉบับ
“การแก้รายมาตราเราเคยทำอยู่แล้วมากถึง 26 รอบด้วยซ้ำ แต่ผ่านจริง ๆ แค่รอบเดียวเพราะติดด่าน สว. หมด นี่จึงเป็นปัญหาที่ทำให้เราต้องแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ถ้าเรายังแก้ไปแก้มา ดีไม่ดีจะใช้งบมากกว่าทำรอบเดียวด้วยซ้ำ”
สำหรับคนที่ “ไม่เห็นชอบ” ก็เป็นสิทธิของเขา ที่เขาเลือกจะเชื่อแบบนั้นซึ่งเราบังคับกันไม่ได้ เขามีสิทธิที่จะเชื่อแบบนั้น ส่วนเราเองก็มีสิทธิที่จะเชื่อแบบนี้
และหากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน เธอก็พร้อมที่จะเข้าไปทำหน้าที่ในสภาในส่วนของการเปิดเผยข้อมูลรัฐ เธอยืนยันหนักแน่นพร้อมอธิบายเสริมว่าหลายคนมักเข้าใจผิดว่าการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐคือการเอาความลับทางราชการหรือทางทหารออกมาเปิดเผยแต่จริง ๆ แล้วมันมี 25 ชุดข้อมูลสำคัญพื้นฐานที่เปิดเผยได้แต่ไม่เคยถูกเปิดเผย (ในระดับสากลทั่วโลกก็ใช้กัน) ถ้าเปิดข้อมูลตรงนี้ได้เราอาจจะเห็นปมจริง ๆ ของปัญหาที่เหนี่ยวรั้งประเทศไทยให้ติดชะงักอยู่ทุกวันนี้แน่นอน
“นี่คือไฟฉายที่ทำให้ทุกคนมองเห็นทุกอย่างได้ชัดมากขึ้นเปิดเผยเรื่องนี้ให้ได้ก่อนแล้วเราทุกคนจะได้รู้กันว่าอะไรกันแน่ ที่ฉุดรั้งประเทศให้เป็นแบบนี้”