svasdssvasds

เมื่อการเมืองทำให้ใจพัง ทำความเข้าใจภาวะ Political Grief

เมื่อการเมืองทำให้ใจพัง  ทำความเข้าใจภาวะ Political Grief

เมื่อการเมืองไม่ใช่แค่เรื่องข่าว แต่กลายเป็นความเจ็บปวดในใจ ทำความเข้าใจ “ความโศกเศร้าทางการเมือง” และวิธีอยู่กับความต่างโดยไม่ทำร้ายกัน

SHORT CUT

  • ไม่ใช่แค่ความไม่พอใจทางความคิด แต่คือการสูญเสียความรู้สึกปลอดภัย ความหวัง ความไว้วางใจ และความเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นกระทบอารมณ์ ความสัมพันธ์ และตัวตนของเรา
  • การโกรธ หนีข่าว เฉยชา หรือยอมตามคนใกล้ตัว ล้วนเป็นการตอบสนองเมื่อเรารู้สึกถูกคุกคามทางใจ การเข้าใจจุดนี้ช่วยให้เราไม่โทษตัวเอง และมองผู้อื่นด้วยความเข้าใจมากขึ้น
  • การเชื่อมโยงกับผู้อื่นไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยทุกเรื่อง แต่เริ่มจากการยอมรับว่า ทุกฝ่ายกำลังโศกเศร้าในแบบของตัวเอง การเลือกเชื่อมต่อมากกว่าปกป้องตัวเอง อาจช่วยลดรอยร้าวทั้งในใจเราและในสังคมได้

เมื่อการเมืองไม่ใช่แค่เรื่องข่าว แต่กลายเป็นความเจ็บปวดในใจ ทำความเข้าใจ “ความโศกเศร้าทางการเมือง” และวิธีอยู่กับความต่างโดยไม่ทำร้ายกัน

คุณเคยรู้สึกหมดแรง เหนื่อยใจ หรือสั่นคลอนทางอารมณ์เพราะผลการเลือกตั้งหรือเหตุการณ์ทางการเมืองหรือไม่ หรือเคยสูญเสียความสัมพันธ์กับเพื่อน คนในครอบครัว หรือคนรัก เพราะความเห็นทางการเมืองที่ไม่ตรงกัน บางคนอาจรู้สึกว่าสังคมที่เคยยึดโยงกันด้วยคุณค่าบางอย่าง กำลังไม่เหลือพื้นที่ให้ยืนอีกต่อไป

หากคุณเคยรู้สึกเช่นนี้ เป็นไปได้ว่าคุณกำลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า “ความโศกเศร้าทางการเมือง” (Political Grief)

“ความเศร้าทางการเมืองคืออะไร”

ความโศกเศร้าทางการเมืองเกิดขึ้นเมื่อเรารู้สึกว่าสิ่งที่เคยให้ความปลอดภัย ความไว้วางใจ หรือความหวังต่ออนาคต ถูกสั่นคลอนจากการกระทำของรัฐ นโยบายสาธารณะ หรือกระแสต่อต้านในสังคม นอกจากนี้ยังรวมถึงความสูญเสียทั้งที่เกี่ยวข้องกับความตายและไม่เกี่ยวข้องกับความตาย เช่น การกดขี่ ความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้าง การเหยียดเชื้อชาติ ความรุนแรงจากอาวุธปืน การละเมิดสิทธิมนุษยชน สงคราม ไปจนถึงการทำลายสิ่งแวดล้อม

ในหลายพื้นที่ทั่วโลก ปัญหาการปกครองที่ไร้ความรับผิดชอบ การล่มสลายของโครงสร้างการเมือง ความไม่มั่นคงในชุมชน ความเหลื่อมล้ำเชิงระบบ วิกฤตเศรษฐกิจ การสลายตัวของ “สัญญาทางสังคม” รวมถึงข้อมูลเท็จหรือการบิดเบือนความจริง ล้วนซ้ำเติมความโศกเศร้าทางการเมืองให้รุนแรงขึ้น และผลที่ตามมาคือทำให้ผู้คนจำนวนมากสิ้นหวัง หมดศรัทธา และไม่เห็นทางออก

เมื่อภัยคุกคามเหล่านี้ก่อตัวขึ้น เรามักตอบสนองในโหมดเอาตัวรอด บางคนเลือก “สู้” เพื่ออุดมการณ์ตัวเองต่อไป  บางคน “หนี” ด้วยการปิดข่าว หลีกเลี่ยงการเสพข้อมูลการเมือง บางคน “หยุดนิ่ง” ด้วยความเฉยชา ไม่สนใจอะไรอีกต่อไป หรือบางครั้งอาจเลือก “ยอมตาม” ความเห็นของคนใกล้ตัว เช่น พ่อแม่หรือคู่ชีวิต เพื่อรักษาความสัมพันธ์ แม้ลึกๆ จะไม่ได้เห็นด้วยก็ตาม

นักจิตวิทยาอธิบายปรากฏการณ์นี้ผ่านกรอบคิดสำคัญสองแนวคิด แนวคิดแรกคือ ทฤษฎีความผูกพัน (Attachment Theory) ของ จอห์น โบลบี (John Bowlby) ซึ่งเสนอว่า ประสบการณ์ความสัมพันธ์ในวัยเด็ก ทำให้มนุษย์สร้าง “แบบแผนการทำงาน” เกี่ยวกับตัวเองและโลก หากเราเติบโตมากับความผูกพันที่มั่นคง เราจะมองว่าโลกสามารถตอบสนองความต้องการของเราได้ และให้ความรู้สึกปลอดภัย ระบบความผูกพันนี้ทำหน้าที่เป็นกลไกที่ไม่รู้ตัวในการเผชิญความสูญเสีย และรูปแบบการโศกเศร้าของแต่ละคนก็มักสอดคล้องกับรูปแบบความผูกพันที่ตนมี

 John Bowlby British Psychological Society

เมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญที่ไม่สอดคล้องกับสมมติฐานเหล่านี้ โลกภายในของเราจะเสียสมดุลอย่างรุนแรง แจนอฟ-บูลแมนชี้ว่า ความสูญเสียบางประเภทสามารถ “ทำลาย” โลกแห่งสมมติฐานได้โดยสิ้นเชิง และเมื่อโครงสร้างความเชื่อเหล่านี้พังทลาย เราไม่สามารถกลับไปมองโลกแบบเดิมได้อีกต่อไป

อีกแนวคิดหนึ่งมาจาก รอนนี แจนอฟ-บูลแมน (Ronnie Janoff-Bulman) ผู้เสนอแนวคิดเรื่อง “โลกแห่งสมมติฐาน” (Assumptive World) เธออธิบายว่า มนุษย์สร้างความเชื่อพื้นฐานเกี่ยวกับโลกตั้งแต่ก่อนจะมีภาษา ความเชื่อเหล่านี้ก่อรูปจากประสบการณ์ในวัยเด็ก และฝังแน่นอยู่ในวิธีที่เราใช้ชีวิต ตีความเหตุการณ์ และคาดการณ์อนาคต โลกแห่งสมมติฐานนี้ประกอบด้วยสามแกนหลัก คือ เราจะหาความปลอดภัยในโลกได้อย่างไร โลกทำงานอย่างไรและทำไมสิ่งต่างๆ จึงเกิดขึ้น และเราเป็นใครในสังคมและความสัมพันธ์ของเรา 

RONNIE JANOFF-BULMAN   PHOTO people.umass.edu

เมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญที่ไม่สอดคล้องกับสมมติฐานเหล่านี้ โลกภายในของเราจะเสียสมดุลอย่างรุนแรง แจนอฟ-บูลแมนชี้ว่า ความสูญเสียบางประเภทสามารถ “ทำลาย” โลกแห่งสมมติฐานได้โดยสิ้นเชิง และเมื่อโครงสร้างความเชื่อเหล่านี้พังทลาย เราไม่สามารถกลับไปมองโลกแบบเดิมได้อีกต่อไป 

วิธีรับมือกับ “ความผิดหวังทางการเมือง”

การอยู่กับความโศกเศร้าทางการเมือง ไม่ได้หมายถึงการต้องหาคำตอบที่ถูกต้องที่สุดในทันที แต่คือการพยายามหาวิธีเชื่อมโยงกับผู้อื่น โดยยังคงรักษาแก่นของความเป็นมนุษย์ร่วมกันเอาไว้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ข้อเท็จจริงสับสน ความไม่แน่นอนสูง แนวคิดคลุมเครือ และประเด็นทางศีลธรรมซับซ้อนจนไม่มีคำตอบแบบขาวหรือดำ 

การยืนอยู่บนจุดยืนของ “ความเป็นมนุษย์ร่วมกัน” ไม่ได้แปลว่าเราต้องลดทอนคุณค่าที่เรายึดถือ หรือหลับตายอมรับการใช้อำนาจในทางที่ผิด การกดขี่ทางการเมือง หรือการทำให้คนบางกลุ่มถูกผลักออกไปนอกสังคม หากแต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้การใคร่ครวญอย่างมีสติ เพื่อมองเห็นแรงขับเคลื่อนที่แท้จริงซึ่งซ่อนอยู่เบื้องหลังความแตกแยก นั่นคือความรู้สึกคุกคาม ความกลัว และการสูญเสียความมั่นคงทางใจ

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า เมื่อเรามองลึกลงไปใต้ความโกรธและการปะทะทางความคิด เรามักพบความเจ็บปวดที่ยังไม่ได้รับการยอมรับ การตระหนักรู้เช่นนี้ไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งหายไป แต่ช่วยเปลี่ยนวิธีที่เรามองอีกฝ่าย จาก “ศัตรู” มาเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังโศกเศร้าในแบบของเขา 

เมื่อการเมืองทำให้ใจพัง  ทำความเข้าใจภาวะ Political Grief

ในท้ายที่สุด หากเราหวังจะลดความเสียหายที่กำลังเกิดขึ้นกับตัวเราเองและชุมชนรอบตัว เราจำเป็นต้องถอยออกมามองภาพรวม และยอมรับว่า แม้เราจะยืนอยู่คนละฝั่งของความคิด แต่หลายคนกำลังแบกรับความสูญเสียและความเศร้าในรูปแบบเดียวกัน การเลือกตอบสนองที่เปิดโอกาสให้เกิดการเชื่อมโยง แม้จะไม่เห็นพ้องกันทั้งหมด อาจเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยเยียวยารอยร้าวในสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่เปราะบางเช่นนี้ 

ที่มา : psychologytoday 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง  

related