
SHORT CUT
เจาะลึก Political Satire ฉบับ 'เต้ มงคลกิตติ์' เมื่อความขบขันทำหน้าที่เป็นเครื่องมือตรวจสอบอำนาจรัฐ ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่นในการนับคะแนนใหม่
ท่ามกลางกระแสที่ประชาชนออกมารวมตัวขอให้มีการนับคะแนนใหม่ ในพื้นที่ชลบุรี เขต 1 ภาพกลุ่มมวลชนที่ปักหลักเฝ้าหีบบัตรเลือกตั้งและใบนับคะแนนในถังขยะ ที่กลายเป็นประเด็นที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อ กกต. ที่ไม่ใช่แค่ประชาชนชาวชลบุรี เขต 1 ที่รอคำตอบเรื่องความโปร่งใส แต่คนทั้งประเทศกำลังจับตาดูอยู่ด้วยความเคร่งเครียด แต่ในความเคร่งเครียด การปรากฎตัวท่ามกลางมวลชนก็เกิดขึ้น เมื่อ 'พี่เต้ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์' หรือ 'พี่เต้ พระราม 7'
การเข้ามาร่วมสังเกตการณ์ความไม่ชอบมาพากลของการนับคะแนน ‘พี่เต้’ ยังมาทวงคืน ‘คะแนนไดโนเสาร์’ ที่เจ้าตัวอ้างว่าหายไปนับล้านเสียง และจะไม่พูดถึงไม่ได้กับภาพจำระดับตำนาน คือการลงไป ‘วิดพื้น’ แข่งกับชาวบ้านกลางสนามนับคะแนน ภาพเหล่านี้ไม่ได้สร้างแค่เสียงหัวเราะให้กับชาวเน็ต แต่คือจุดกำเนิดของ ‘Political Satire’ หรือการเสียดสีการเมืองครั้งใหญ่
‘Political Satire’ คืออะไร ?
การเสียดสีทางการเมืองรูปแบบหนึ่ง ที่มุ่งสร้างความบันเทิงจากประเด็นทางการเมือง นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนข้อโต้แย้งทางการเมืองในสถานการณ์ที่การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองถูกห้าม โดยทั่วการเสียดสีทางการเมืองจะแตกต่างกับการประท้วง หรือการคัดค้านเพราะไม่จำเป็นต้องมีวาระหรือมุ่งหวังที่จะมีอิทธิพลต่อกระบวนการทางการเมือง แม้บางครั้งจะมีคนนำมาใช้บ้าง แต่โดยทั่วไปแล้วมักมีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้ในความบันเทิงเท่านั้น โดยธรรมชาติแล้ว การเสียดสีทางการเมืองแทบจะไม่เสนอมุมมองที่สร้างสรรค์เลย เมื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของการประท้วงหรือการคัดค้าน มักจะเพียงแค่ชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดของเรื่องต่างๆ มากกว่าที่จะเสนอทางออกเนื่องจากลักษณะที่เกินจริงของการล้อเลียน
ปรากฏการณ์ของ 'เต้ มงคลกิตติ์' ในสถานการณ์การเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ถือเป็นภาพที่ถูกกลายเป็นมุกเสียดสีกระจายเต็มโลกโซเชียล หลายคนอาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ แต่หากมองผ่านเลนส์ของ Political Satire ในกระแสนี้คือสิ่งที่กำลังสร้างคุณค่าให้สังคมในหลายมิติ
เปลี่ยนความไม่โปร่งใส ให้กลายเป็นเรื่องไร้ตรรกะ
เมื่อมีการร้องเรียนให้มีการนับคะแนนใหม่เพราะพบพิรุธมากมาย เช่น บัตรถูกทิ้งขยะ ไฟดับระหว่างนับคะแนน การเสียดสีจึงทำหน้าที่ขยายภาพความผิดปกติให้คนได้เห็นชัดที่สุด เมื่อการเมืองมักพยายามสร้างความชอบธรรมมาโดยตลอด แต่การเสียดสกลับทำหน้าที่เป็นเครื่องตรวจจับความสมเหตุสมผล กรณีที่พี่เต้ ออกมาเรียกร้องด้วยถ้อยคำรุนแรง พร้อมอ้างว่าคะแนนของตัวเองหายไปเกือยสิบเท่า การใช้ตรรกะหลุดโลกเข้ามาจี้ให้เห็นว่า ในเมื่อกติกาปกติมันอธิบายไม่ได้ ก็ขอให้ตรรกะที่ประหลาดกว่ามาท้าทาย กลายเป็นสิ่งที่ช่วยให้ประชาชนตื่นจากความงุนงง และหันมามองความไร้สาระในระบบที่บิดเบี้ยวได้ชัดเจนผ่านเสียงหัวเราะ
ปรากฏการณ์ 'วิดพื้น สู้โกง'
ภาพที่พี่เต้โชว์วิดพื้นแข่งกับชาวชลบุรีที่หน้าสนามนับคะแนนที่ชลบุรี เป็นวัตถุดิบขั้นสุดยอดของ Satire เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าการทำลายภาพลักษณ์นักการเมืองแบบเดิมที่ต้องนั่งอยู่ในสภา แต่เขากลับเปลี่ยนพื้นที่ตรงนี้ให้กลายเป็นพื้นที่การแสดงที่สามารถแตะต้องได้ การเสียดสีในจุดนี้ช่วยลดกำแพงระหว่างประชาชนกับอำนาจรัฐ ทำให้สังคมสามารถหัวเราะไปกับสิ่งที่พวกเขาสามารถเข้าถึงได้และหัวเราะไปกับผู้แทน ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่น
เมื่อเรื่องซีเรียสถูกทำให้กลายเป็นเรื่องตลกขบขัน อำนาจที่ดูเกรงขามก็จะลดลง ทำให้ประชาชนกล้าตั้งคำถามกับปัญหาตรงหน้าได้ ภาพที่พี่เต้วิดพื้นถูกตัดต่อและแชร์ต่อซ้ำๆ
งานวิจัยจาก Pew Research Center ระบุว่า ผู้ชมมักได้รับข้อมูลทางการเมืองที่สำคัญผ่านรายการเสียดสีมากกว่าข่าวหลัก เพราะความตลกช่วยลดกำแพงการรับรู้และดึงความสนใจของสังคมให้ไปตกอยู่ที่ความผิดปกติของระบบได้อย่างรวดเร็ว
เสียงหัวเราะ คือสิ่งระบายความเครียดของมวลชน
ความตึงเครียดและท่ามกลางกระแสอันร้องแรงในโลกโซเชียลของการนับคะแนนใหม่ Political Satire เข้ามาทำหน้าที่ในการลดอุณหภูมิความตึงเครียด การได้มีอารมณ์ขันร่วมกันท่ามกลางความตึงเครียดช่วยประคองสติให้สังคมไม่ระเบิดออกมา แต่ยังคงรักษาประเด็นหลักคือความโปร่งใสในการนับคะแนนให้อยู่ในกระแสหลักและความสนใจของคนในสังคมต่อไปผ่านมีมที่ถูกส่งต่ออย่างไม่มีที่สิ้นสุด
Mikhail Bakhtin เคยกล่าวถึงแนวคิด 'Carnivalesque' ที่ทุกอย่างถูกสลับขั้ว ผู้มีอำนาจถูกล้อเลียน และระเบียบวินัยถูกแทนที่ด้วยเสียงหัวเราะ การที่พี่เต้เปลี่ยนบรรยากาศการนับคะแนนให้กลายเป็นพื้นที่กึ่งการละเล่น คือการใช้ "ความตลก" เข้าไปทลายกำแพงระหว่างรัฐกับประชาชน
เหตุการณ์นี้คล้ายคลึงกับกรณีระดับโลกอย่าง Jon Stewart ในช่วงสงครามอิรัก ขณะที่สำนักข่าวหลักส่วนใหญ่รายงานข่าวตามที่รัฐบาลให้ข้อมูลเขากลับใช้ Satire เพื่อชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่นักการเมืองพูดในวันนี้ ขัดแย้งกับสิ่งที่พูดเมื่อวานอย่างไร
สิ่งนี้ทำให้คนรุ่นใหม่เลิกดูข่าวช่องหลักแล้วหันมาดูรายการตลกเพื่อหาความจริง เขาพิสูจน์ว่า ความตลกคือเครื่องมือตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีประสิทธิภาพที่สุด
รักษาแสงเพื่อไม่ให้ความจริงถูกลบ
ในบ่อยครั้งที่ข่าวสารบ้านเมืองที่เคยเป็นประเด็นใหญ่ในโลกออนไลน์มักถูกลบเลือนหายไปจากหน้าความสนใจของเราภายในเวลาอันสั้น การที่มีคนคอยสร้างคอนเทนต์เสียดสีตัวเองอย่างต่อเนื่องทำให้ประเด็นเรื่องการนับคะแนนใหม่ยังคงวนเวียนอยู่ในโลกโซเชียล สังคมจึงได้เรียนรู้ผ่านตัวตนของเขาว่า ในบางครั้งที่การเรียกร้องความยุติธรรมต้องอาศัยความดังที่มาพร้อมความตลก เพื่อบีบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เพิกเฉยกับสิ่งที่สังคมกำลังเรียกร้องอยู่
Political Satire ในกรณีศึกษาของ 'พี่เต้' จึงไม่ใช่เรื่องไร้สาระที่ทำเพื่อความสะใจ แต่มันคือกลไกของการกรองสารในระบบประชาธิปไตยยุคใหม่
แต่ Satire ก็คือดาบสองคม
ในขณะเดียวกัน Satire ก็เหมือนกับดาบสองคม ที่เสียงหัวเราะอาจกลบความจริง แม้การเสียดสีลักษณะนี้จะช่วยรักษาแสงและลดความเครียดให้กับสังคม แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ การตลกจนกลายจนลืมความโกรธที่สมควรมี เพราะในบางครั้งที่ทุกอย่างดูตลกไปหมด สาระสำคัญอย่างความไม่โปร่งใสในการนับคะแนนก็อาจจะถูกลดทอนความสำคัญลงจนกลายเป็นเพียงแค่ ‘สีสันทางการเมือง’ อย่างหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นและดับไป สังคมจึงควรมีสติที่จะขำขันไปกับพี่เต้ และจะต้องไม่ลืมสิ่งที่จริงจังกับความไม่โปร่งใสในการนับคะแนนใหม่ด้วยเช่นเดียวกัน