
กลุ่มอุตสาหกรรมสมุนไพร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่ให้เร่งปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมสมุนไพรทั้งระบบ ชี้หากผลักดันสำเร็จจะช่วยยกระดับรายได้แรงงานในห่วงโซ่อุปทานกว่า 8 ล้านคน พร้อมชูโมเดลเปลี่ยนภาพลักษณ์สู่ 'Luxury Wellness'
นายสิทธิชัย แดงประเสริฐ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมสมุนไพร ส.อ.ท. ระบุว่าทิศทางของสมุนไพรไทยต้องปรับเปลี่ยนจากการพัฒนาแบบกระจัดกระจาย ไปสู่การพัฒนาเชิงระบบ (Ecosystem-based Development) เพื่อแก้ปัญหาสำคัญคือการขาดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าสู่ระบบสาธารณสุขและตลาดสากล
รัฐบาลใหม่ ควรเข้ามาผลักดันเนื่องจากเกี่ยวข้องกับทั้งภาคเกษตรกรที่เป็นผู้ปลูกสมุนไพร โรงงานผลิต และเจ้าของแบรนด์ ซึ่งหากสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จะเกิดประโยชน์กับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งระบบ
รัฐบาลควรสนับสนุนงบประมาณยกระดับผลิตภัณฑ์สมุนไพร ไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างหลักฐานทางคลินิก (Clinical Evidence) และข้อมูลการใช้งานจริง (Real-world Data) เพื่อให้สมุนไพรสามารถขยายไปสู่ระบบการรักษามาตรฐาน
ตลาดโลกให้ความสำคัญกับมาตรฐานการผลิตที่ปราศจากสารปนเปื้อน ดังนั้นต้องเร่งยกระดับมาตรฐาน GMP และเพิ่มศูนย์ฉายรังสีเพื่อกำจัดสารปนเปื้อน รองรับเกณฑ์การส่งออกที่เข้มงวด
เพิ่มระบบ Tele-pharmacy และตู้จำหน่ายยาอัตโนมัติมาใช้เพื่อให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ และปรึกษาผ่านระบบออนไลน์ได้แบบ One stop service
ปรับภาพลักษณ์จากยาแผนโบราณหรือยาหม้อ สู่สินค้าพรีเมียม โดยร่วมมือกับโรงพยาบาลที่เป็นจุดหมายปลายทางด้านการรักษาของต่างชาติ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์สมุนไพรเฉพาะทาง
ใช้การสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อสร้างสัญลักษณ์หรือผลิตภัณฑ์เรือธง (Flagship Products) ดึงดูดนักท่องเที่ยว เช่น การคิดค้นสูตรสมุนไพรเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรี เพื่อโปรโมตให้นักท่องเที่ยวที่มาประเทศไทยต้องได้ลองสมุนไพรสูตรนายกฯ หากไม่ได้ลองแปลว่ายังมาไม่ถึง
กลุ่มอุตสาหกรรมสมุนไพร ส.อ.ท. ประเมินการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมสมุนไพร จะเกิดประโยชน์กับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งระบบ ไม่ต่ำกว่า 7 - 8 ล้านคน
ปัจจุบันต้องยอมรับว่าสมุนไพรที่ขาดข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จะไปได้ไกลแค่ตลาดความเชื่อ แต่หากมีข้อมูลรองรับที่ชัดเจน จะสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบสาธารณสุขและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล